นี่คือทักษะพื้นฐานที่มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ทุกคนต้องเรียน   เพราะโลกมันจะยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ และมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นเรื่อยๆ   คนที่อ่อนแอในทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นคนที่ตามโลกไม่ทัน   เป็นคนอ่อนแอ   ชีวิตจะยากลำบาก

          ครูเพื่อศิษย์จึงต้องเอาใจใส่ พัฒนาขีดความสามารถของตนเองในด้านนี้   ให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์เรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเองในด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมได้ตลอดชีวิต 

          วิธีออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์มีทักษะนี้ ใช้หลักการว่า ต้องมีการเรียนรู้แบบที่เด็กร่วมกันสร้างความรู้เอง   คือเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ และเรียนรู้เป็นทีม

          ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) นี้ อยู่ที่ยอดของ Knowledge-and-Skills Rainbow ซึ่งเป็นหัวใจของ 21st Century Skills

          การเรียนรู้ทักษะในการเรียนรู้ (learning how to learn หรือ learning skills) และเรียนรู้

          ทักษะในการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น (นวัตกรรม) ประกอบทักษะย่อยๆ ดังต่อไปนี้

• การคิดอย่างลึกซึ้ง (critical thinking) และการแก้ปัญหา (problem solving)   ซึ่งหมายถึงการคิดอย่างผู้เชี่ยวชาญ (expert thinking)


• การสื่อสาร (communication) และความร่วมมือ (collaboration)   ซึ่งหมายถึงการสื่อสารอย่างซับซ้อน (complex communicating)


• ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) และนวัตกรรม (innovation)  ซึ่งหมายถึงการประยุกต์ใช้จินตนาการและการประดิษฐ์

          ศิษย์ของท่านจะต้องใช้ทักษะเหล่านี้ในการดำรงชีวิต   เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตของตนเอง และเพื่อการทำงานสร้างสรรค์ ที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตในโลกของการงานที่เน้นความรู้   เป็นความท้าทายต่อครูเพื่อศิษย์ว่าท่านจะออกแบบการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์ของท่านอย่างไร ให้ศิษย์ได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้ติดตัวไป   โดยที่ทักษะเหล่านี้สอนโดยตรงไม่ได้ แต่จัดกระบวนการให้เรียนรู้ได้ 

          เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการบ่มเพาะทักษะทั้ง ๓ คือการฝึกตั้งคำถาม   การตั้งคำถามที่ถูกต้อง สำคัญกว่าการหาคำตอบ   ครูเพื่อศิษย์จึงต้องชวนศิษย์หรือเปิดโอกาสให้ศิษย์ตั้งคำถามแปลกๆ   และชวนกันหาทางทดลองเพื่อตอบคำถามนั้น

          การชวนกันตั้งคำถามควรเป็นขั้นตอนในทุกโอกาสของกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้   ศิษย์ควรได้เรียนรู้ว่าคำถามที่ถูกต้องเป็นอย่างไร   นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างไร   ที่จริงเรื่องนี้ไม่ยากหากครูฝืนใจตัวเอง ไม่ยึดถูกผิดตามทฤษฎี   แต่ชักชวนเด็กร่วมกันหาคำตอบที่นำไปสู่การเรียนรู้หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ 

          หัวใจของเรื่องนี้คือจิตวิญญาณของความไม่รู้ หรือไม่รู้จริง  หรือไม่เชื่อง่าย   หาทางพิสูจน์เพื่อท้าทายความรู้เดิมๆ ทั้งของตนเอง และของโลก 

          มีความเข้าใจผิดที่เชื่อกันแพร่หลายในวงการศึกษา   ว่านักเรียนต้องเรียนความรู้รายวิชาจนเข้าใจคล่องแคล่วก่อน  แล้วจึงจะสามารถนำความรู้นั้นไปใช้งานได้   ผลการวิจัยสมัยใหม่บอกว่าการเรียนโดยประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อเรียนรู้ทักษะด้านการคิดอย่างลึกซึ้ง การแก้ปัญหา และความริเริ่มสร้างสรรค์ ไปพร้อมๆ กับเรียนเนื้อหา   ให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนรู้สูงกว่า   เพราะเด็กมีความตั้งใจเรียนมากกว่า

          ทฤษฎีใหม่คัดค้านทฤษฎีเก่าโดยสิ้นเชิง ว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีลักษณะเรียงเป็นแถว จากเรียนรู้ทักษะหรือความรู้พื้นฐานไปสู่การเรียนรู้ทักษะที่ซับซ้อน (จาก knowledge ไปสู่ comprehension, application, analysis, synthesis และ evaluation ตามลำดับ)   แต่ในความเป็นจริงการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน   และการเรียนรู้จริงต้องเลย (beyond) การรู้เนื้อหา   ไปสู่ความเข้าใจแท้จริงในระดับเอาไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง   การเรียนรู้เนื้อหาไปพร้อมๆ กับการใช้ประโยชน์ในสถานการณ์จริง  หรือเรียนทุกขั้นตอนในวงเล็บข้างบนไปพร้อมๆ กันในสถานการณ์จริง จึงให้ผลการเรียนรู้ที่ลึกและเชื่อมโยงกว่า คือรู้จริง

          ขั้นตอนการเรียนรู้จากผลการวิจัยในยุคปัจจุบัน คือ remember, understand, apply, analyze, evaluate และ create  โดยที่ขั้นตอนเหล่านี้เกิดพร้อมๆ กันได้ หรืออะไรเกิดก่อนเกิดหลังได้ทั้งสิ้น   รวมทั้งเกิดเรียงลำดับจากหลังไปหน้าก็ได้

          การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการคิดอย่างลึกซึ้งและการแก้ปัญหา  ควรมีเป้าหมายและวิธีการดังต่อไปนี้

- นักเรียนมีความสามารถในการใช้เหตุผล
          @ สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลหลากหลายแบบ ได้แก่ inductive, deductive,  เป็นต้น   แล้วแต่สถานการณ์


- สามารถใช้การคิดกระบวนระบบ (systems thinking) 

          @ วิเคราะห์ว่าปัจจัยย่อยมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร จนเกิดผลในภาพรวม


- ใช้วิจารณญาณและตัดสินใจ
           @ วิเคราะห์และประเมินข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง การกล่าวอ้าง และความเชื่อ
           @ วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินความเห็นหลักๆ
           @ สังเคราะห์และเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศกับข้อโต้แย้ง
           @ แปลความหมายของสารสนเทศและสรุปบนฐานของการวิเคราะห์
           @ ตีความและทบทวนอย่างจริงจัง (critical reflection) ในด้านการเรียนรู้ และกระบวนการ 

 
- การแก้ปัญหา
          @ ฝึกแก้ปัญหาที่ไม่คุ้นเคยหลากหลายแบบ ทั้งโดยแนวทางที่ยอมรับกันทั่วไป และแนวทางที่แหวกแนว
          @ ตั้งคำถามสำคัญที่ช่วยทำความกระจ่างให้แก่มุมมองต่างๆ เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่า

          การเรียนทักษะเหล่านี้ทำโดย PBL (Project-Based Learning) โดยเรียนเป็นทีม   ดังตัวอย่าง SARS Project   ไม่ใช่เรียนจากครูสอนในชั้นเรียน

 

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ธ.ค. ๕๓