ประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม
บทที่
1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การพัฒนาประเทศไทยในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา
นับแต่ที่ได้เริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.
2504 - พ.ศ. 2509)
เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งพัฒนาประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีการพัฒนาแบบทันสมัย
(Modernization)
ตามแบบอย่างประเทศทางตะวันตกผลของการดำเนินการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์หรือทิศทางดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยหลายด้าน
ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองซึ่งแต่ละด้าน
ล้วนมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและความคิดของคนไทยเป็นอย่างมาก
แนวทางการพัฒนาประเทศได้นำปัญหาต่างๆ
มาสู่สังคมไทยดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้เนื่องมาจากความไม่สมดุลของการพัฒนาทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม
ทำให้เกิดสภาวะการพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีจากภายนอก
ส่งผลต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทำลายวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่น
คนในชนบทพึ่งตนเองได้น้อยลง มีการอพยพหนีความอดอยากยากจน
เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่มากขึ้น อันเป็นต้นเหตุของปัญหาต่างๆ
อีกมากมาย ทั้งปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม ปัญหาโสเภณี ปัญหาแรงงานเด็ก
ปัญหายาเสพติด ปัญหาเกี่ยวกับระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สภาพการณ์ที่เป็นปัญหาของประเทศชาติทำให้วิถีชีวิตของคนไทยและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมีความเสื่อมสลายของสถาบันครอบครัวสังคมและชุมชน
เกิดการขาดการถ่ายทอดการศึกษาและวัฒนธรรมภายในครอบครัวและชุมชนโลกทัศน์ของคนต่อคุณค่าของสิ่งต่างๆ
เปลี่ยนแปลงไป มุ่งเน้นการแข่งขัน
แสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเองมากยิ่งขึ้น
เน้นวัตถุนิยมและยิ่งเมื่อประเทศชาติต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว
ปัญหาต่างๆ
ได้ทวีความรุนแรง และมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ประเวศ วะสี(2542:103)ได้กล่าวว่า
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นวิกฤตการณ์ทางสังคมที่มีสาเหตุ
2 ประการ คือ
การคุกคามจากปัจจัยภายนอกซึ่งเกิดจากกระแสโลกาภิวัฒน์ของระบบเศรษฐกิจ
การเงิน และปัจจัยภายใน
อันเนื่องมาจากสถาบันหลักทางสังคมของประเทศอ่อนแอ
และไม่สามารถแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ซับซ้อน ซึ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ได้
สภาพปัญหาของสังคมไทย ก็เช่นเดียวกัน
เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันหาทางแนวทางแก้ไข
และมิใช่มุ่งเน้นแก้แต่เฉพาะปัญหาเศรษฐกิจเพียงด้านเดียวต้องเป็นการแก้ปัญหาทั้งด้านสังคม
การเมือง การปกครองวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
สถาบันการศึกษาได้รับการกล่าวถึงในฐานะเป็นเครื่องมือหรือปัจจัยสำคัญของการแก้ปัญหาและการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ
ผลจากการประชุมสัมมนาเรื่อง “ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 1999–2000”
ได้มีนักวิชาการหลายท่าน เช่น สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เอกวิทย์ ณ
ถลาง ไกรศักดิ์ ชุณหะวัน และเสรี พงศ์พิศ เป็นต้น
ได้เสนอแนวความคิดว่ายุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศชาติได้
คือต้องปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ
ให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ให้กับสังคม
ให้กับเยาวชน และให้กับคนไทย จะเห็นได้ว่า
สังคมยังมีความคาดหวังต่อการจัดการศึกษาว่าน่าจะเป็นคำตอบหรือทางออกของปัญหาต่างๆ
ของชาติบ้านเมืองนั้นได้
ประกอบกับทิศทางของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการพัฒนาประเทศ ที่มุ่งเน้นในเรื่องการกระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่น
ชุมชน และบุคคลมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
ที่เกี่ยวเนื่องกับตนเองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2550 มาตรา 76 และ มาตรา 78
ในส่วนของการจัดการศึกษาก็เช่นเดียวกัน
แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจทางการศึกษาปรากฏอยู่
ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามมาตรา 43 ได้ระบุไว้ว่า
“บุคคล ย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐ
ต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553
มีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น
และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
จากแนวทางการปฏิรูปการศึกษา มุ่งให้เกิดคุณภาพทั้งในด้านผลผลิต
กระบวนการจัดการ และปัจจัยต่างๆ
โดยมุ่งหวังให้การจัดการศึกษาพัฒนาทั้งระบบ (Whole School Approach
:WSA)ปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างการเรียนรู้ในสถานศึกษา คือ
ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการมีส่วนร่วม
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องดำเนินการ คือ
การปฏิรูปการเรียนรู้ (Learning Reform) การประกันคุณภาพการศึกษา
(Education Quality Assurance)
และการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน (School–Based
Management:SBM) จะสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ซึ่งจะต้องหลอมรวมยุทธศาสตร์ทั้ง 3 เข้าด้วยกันในลักษณะขององค์รวม
(Holistic) โดยจะต้องบริหารจัดการให้เกิดการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ
เพื่อการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช
2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553ให้บรรลุเป้าหมาย
ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช
2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 กระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลในการจัดการศึกษา ของประเทศ
จึงได้ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ลงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
เพื่อให้สถานศึกษาปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบ
โดยดำเนินการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละสถานศึกษาซึ่งหลังจากที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาต่างๆ
การดำเนินงานของคณะกรรมการประสบปัญหาในการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษาในสถานศึกษาหลายประการด้วยข้อจำกัด
และอุปสรรคในเรื่องการบริหารแบบกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษาที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่อันเกิดจากสภาพที่แตกต่างกันระหว่างชุมชนทำให้คุณภาพ
ศักยภาพของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแตกต่างกันออกไป
และบางครั้งเกิดความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการกับฝ่ายที่อยู่ในสถานศึกษา
เพราะผู้บริหารรู้สึกสูญเสียอำนาจ ครูรู้สึกว่ากรรมการ
ก้าวก่ายในงานและรู้สึกเหมือนโดนจับผิด
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานต้องรู้ว่า สถานศึกษามีเป้าหมายอย่างไร
ต้องการอะไร เพื่อจะได้ร่วมกันกำหนดเงื่อนไขให้ฝ่ายปฏิบัตินำไปปฏิบัติ
และระดับที่ 3 ระดับปฏิบัติ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนเข้าไปเป็นผู้แทนเจ้าของสถานศึกษา
เข้าไปดูว่าเป้าหมาย
อยากให้เป็นอะไรแล้วบอกให้ผู้บริหารสถานศึกษาทำตามเป้าหมาย
จากนโยบายและแนวทางที่ส่งเสริมให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร
และจัดการศึกษาในสถานศึกษา
ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนในแผนงานการจัดการศึกษาของชาติ
แต่ในทางปฏิบัติที่ผ่านมากลับพบว่ายังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายได้
จากผลการวิจัยของกองการมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา
เรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา
ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553
พบว่าชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในรูปคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
แต่ไม่มีบทบาทด้านการบริหารและจัดการศึกษาโดยเฉพาะด้านการวางแผน
การติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา การบริหารงบประมาณ การจัดองค์กร
การแบ่งสายงาน และการบริหารงานบุคคล
ด้านงานวิชาการชุมชนเข้ามามีส่วนในการเป็นวิทยากรท้องถิ่น
ชุมชนยังไม่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการริเริ่มวางแผนและร่วมประเมินผล
ชุมชนจะได้รับโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมบางกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการระดมทรัพยากรเท่านั้น
ในส่วนที่เป็นข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นว่าสถานศึกษาต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง
นโยบายและเป้าหมายทางการศึกษาของสถานศึกษาเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามาตรวจสอบและประเมินผลภายในสถานศึกษาและควรกำหนดรูปแบบที่ชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษาให้ชัดเจน
(กรมสามัญศึกษา. 2543: ข-ง)
ในส่วนของการดำเนินการในรูปคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
จังหวัดอุบลราชธานี จากผลการตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา
ในปีการศึกษา
2546 ได้เสนอแนะให้สถานศึกษาดำเนินการบริหารและจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ
มีการวางแผนและทำงานแบบ
มีส่วนร่วมในรูปคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
ให้มีการตรวจสอบผลการดำเนินการเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง
และควรนำผลไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาต่อไป
จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น
ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนดำรงสินสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี
เขต 5 มีความเห็นสอดคล้องกับข้อมูลสภาพปัญหาดังกล่าว
จึงต้องการให้มีระบบและกระบวนการที่เหมาะสม
สำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีระดับสูงขึ้น
โดยการออกแบบและดำเนินการวิจัย เรื่อง
รูปแบบการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลขึ้นจากการศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและจากการสนทนากลุ่ม
(Focused group) ของผู้บริหารสถานศึกษา
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการ
มาออกแบบรูปแบบ
การมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการที่มีประสิทธิผลและปรับปรุงรูปแบบโดยใช้ข้อมูลการวิจารณ์และข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
โดยมีความคาดหวังว่า
รูปแบบการมีส่วนร่วมที่สร้างขึ้น มีความสอดคล้องกับหลักการและทฤษฎีและเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนดำรงสินสงเคราะห์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี
เขต 5
ซึ่งรูปแบบการมีส่วนร่วมดังกล่าวมีกระบวนการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนดำรงสินสงเคราะห์
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนางานวิชาการในโรงเรียนดำรงสินสงเคราะห์
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
และสามารถเอื้อประโยชน์สำหรับ นักการศึกษาและผู้สนใจทั่วไป
นำรูปแบบการมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้น ไปประยุกต์ใช้
เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษาขนาดเล็กต่อไป