กระบวนการวิเคราะห์นโยบาย ฮอกวูดด์ (Brain W. Hogwood )และ กันน์ (Lewis A. Gunn)


กระบวนการวิเคราะห์นโยบาย ฮอกวูดด์ (Brain W. Hogwood )และ กันน์ (Lewis A. Gunn)

กระบวนการวิเคราะห์นโยบาย

ของ 

ฮอกวูดด์ (Brain W. Hogwood )และ กันน์ (Lewis A. Gunn)

                       1. การตัดสินใจที่จะกำหนดปัญหานโยบาย (deciding to decide or issue search or agenda setting) เป็นการจำแนกลักษณะของปัญหาและการคาดหมายปัญหานโยบายซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำการแก้ไข (action) อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจจะเป็นการยากที่จะทำการพยากรณ์ล่วงหน้า แต่บางกรณีก็สามารถคาดหมายหรือพยากรณ์ได้ตั้งแต่เริ่มต้นการพิจารณา ด้วยวิธีการพิจารณาปัญหาจากสภาพรวมทั้งหมด ว่ามีประเด็นใดที่เป็นปัญหานโยบายที่จะต้องนำมาพิจารณาบ้าง

                       2. การกลั่นกรองประเด็นนโยบาย (deciding how to decide or issue filtration) เมื่อคาดการณ์ถึงปัญหาหรือระบุปัญหานโยบายแล้ว สิ่งที่นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องตั้งคำถามต่อไปก็คือ ประเด็นปัญหานั้นควรเป็นหน้าที่ของกระบวนการบริหารและกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หรือควรทำการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของการแก้ไขปัญหานโยบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การกลั่นกรองประเด็นนโยบายคือการตัดสินใจกำหนดประเด็นนโยบายด้วยความรอบคอบรัดกุม โดยอยู่บนพื้นฐานของเกณฑ์การวัดที่กำหนดขึ้นจากกรอบการวิเคราะห์ปัญหาขององค์การเอง

                       3. การนิยามประเด็นนโยบาย (issue definition) เมื่อนักวิเคราะห์นโยบายได้ทำการจำแนกประเด็นนโยบายแล้ว สิ่งที่จะต้องกระทำต่อไปคือการนิยามประเด็นหรือปัญหานโยบายให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนจากกรณีความคลาดเคลื่อนจากการตีความที่แตกต่างออกไปการนิยามในกรณีนี้อาจกระทำในลักษณะอัตวิสัยของนักวิเคราะห์นโยบาย หรืออาจกระทำด้วยการวิเคราะห์เชิงวัตถุวิสัย ซึ่งจะเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือมากกว่า นอกจากนี้นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องพยายามอธิบายด้วยว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือองค์ประกอบของสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น การนิยามประเด็นหรือปัญหานโยบายถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดขั้นตอนต่อ ๆ ไปของการวิเคราะห์นโยบาย

                       4. การพยากรณ์ (forecasting) นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องมีความพร้อมในการพยากรณ์สถานการณ์ที่เป็นอยู่ว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไปอย่างไร ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการกำหนดทางเลือกนโยบายที่เป็นไปได้ในอนาคต และเป็นประโยชน์ในการกำหนดสมติฐานที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปัญหานโยบาย การพยากรณ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักวิเคราะห์ที่จะทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับประโยชน์ทางทฤษฎีและทางปฏิบัติของนโยบายสาธารณะ รวมทั้งข้อจำกัดของเทคนิคต่าง ๆ ตั้งแต่การสร้างตัวแบบ (modelling) จนถึงการตัดสินใจเชิงอัตวิสัย

                       5. การกำหนดวัตถุประสงค์และการจัดลำดับความสำาคัญ (setting objectives and priorities) นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดวัตถุประสงค์ของนโยบายให้ชัดเจน เพื่อให้การกำหนดนโยบายสามารถนำไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จในการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยนักวิเคราะห์อาจจะเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าสิ่งที่ต้องกระทำ คืออะไรและจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อใดควรลงมือกระทำด้วยเหตุว่าตามปกติมักมีช่องว่างระหว่างสิ่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นในอนาคต และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นจะต้องจำแนกข้อจำกัดสำคัญ ๆ ในองค์การหรือในโครงการขนาดใหญ่ เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการโดยการตรวจสอบลำดับความสำคัญก่อนหลังของวัตถุประสงค์ที่หลากหลายอันเนื่องมาจากความจำกัดของทรัพยากร

                       6. การวิเคราะห์ทางเลือก (options analysis) ตามปกตินักวิเคราะห์นโยบายอาจพบว่ามีทางเลือกนโยบายหลายทางเลือกที่อาจนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบาย แต่วิธีที่อาจได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือ การเลือกทางเลือกภายใต้การผลักดันของผู้มีอิทธิพล ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของสังคมส่วนรวม ดังนั้นการเลือกทางเลือกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องนำเสนอทางเลือกที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและเชื่อถือได้          

                      7. การนำนโยบายไปปฏิบัติ การกำากับและการควบคุม (policy implementation,monitoring , and control) เมื่อนักวิเคราะห์ได้นำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมแล้วผู้ตัดสินใจนโยบายจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบว่าจะเลือกใช้ทางเลือกใด เมื่อได้ทางเลือกที่เหมาะสมแล้ว (preferred option) ทางเลือกดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติ ซึ่งในกระบวนการนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องกำหนดแนวทางการสื่อสารนโยบายและการออกแบบรายละเอียดของโครงการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจน การนำนโยบายไปปฏิบัติต้องคำนึงถึงการบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ส่วนการตรวจสอบนั้นควรกระทำให้เป็นระบบเมื่อพบว่ามีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นจะต้องพิจารณาว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และกำหนดมาตรการในการแก้ไขให้เหมาะสม

                     8. การประเมินผลและการทบทวน (evaluation and review) เมื่อนำนโยบายไปปฏิบัติตามที่กำหนดไว้แล้ว นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องทำการประเมินผลว่า ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใด การนำนโยบายไปปฏิบัติก่อให้เกิดผลลัพธ์(outcomes) ที่พึงปรารถนาหรือไม่ การประเมินผลจะต้องพิจารณาด้วยว่ามีการแย่งชิงทรัพยากรภายในองค์การเดียวกันหรือไม่ทั้งนี้เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการนำนโยบายไปปฏิบัติ เนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นจะต้องใช้ ภายหลังการประเมินนักวิเคราะห์อาจจะต้องพิจารณาทบทวนว่านโยบายดังกล่าวยังมีความสำคัญที่จะต้องกระทำต่อไป หรือมีความสำคัญน้อยลงหรือควรยกเลิกเนื่องจากไม่มีความเหมาะสมหรือไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว

                     9. การดำรงรักษานโยบาย การดำาเนินนโยบายต่อไป และการยกเลิกนโยบาย (policy maintenance, policy succession and policy termination) ผลจากการประเมินหรือการทบทวนนโยบายมิได้เป็นข้อยุติในตัวเอง โดยทั่วไปมักจะเป็นการยากที่จะเปลี่ยนนโยบายใหม่ หรือยกเลิกนโยบายที่มีอยู่เดิม แม้ว่าผู้ตัดสินใจจะให้ความเห็นชอบแล้วก็ตาม โอกาสที่นโยบายจะได้รับการดำเนินต่อไปจะเป็นไปได้มาก ถ้าหากนโยบายดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในกระบวนการริเริ่มนโยบายใหม่อีก หรือการยกเลิกนโยบายก็อาจไม่เป็นผล ถ้านโยบายดังกล่าวถูกบรรจุไว้ในกระบวนการริเริ่มนโยบายใหม่อีกเช่นกัน ปัญหาเหล่านี้ยังไม่มีเทคนิคใดก็จะแก้ไขได้ จึงเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์นโยบายควรตระหนักไว้ด้วย

                    กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการวิเคราะห์นโยบายตามแนวคิดของ Hogwood และ Gunn จะทำให้ผู้สนใจเห็นภาพกระบวนการวิเคราะห์นโยบายตั้งแต่ขั้นตอนแตกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่ในทางปฏิบัตินักวิเคราะห์นโยบายจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าแต่ละขั้นตอนมิได้ดำรงอยู่อย่างเอกเทศ แต่จะมีความสัมพันธ์กับขั้นตอนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องและในบางขั้นตอนก็อาจมีลักษณะคาบเกี่ยวกันด้วย อย่างไรก็ตามแนวความคิดในกระบวนการวิเคราะห์นโยบายของ Hogwood และ Gunn ก็จะเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับแนวความคิดของ Quade ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 

สรุป

                 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบ และกระบวนการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะนั้น นับว่ามีความสำคัญต่อนักวิเคราะห์นโยบายมาก เพราะถ้านักวิเคราะห์นโยบายมีความรู้ มีความเข้าใจประสบการณ์ในการวิเคราะห์ และยึดกระบวนการ หรือขั้นตอนในการวิเคราะห์นโยบายที่เป็นระบบ (System) แล้ว การตัดสินนโยบายย่อมเหมาะสม การนำนโยบายไปปฏิบัติก็ย่อมง่ายและการติดตามประเมินผลการนำไปปฏิบัติย่อมมีความแม่นตรง และเชื่อถือได้ในด้านรูปแบบการวิเคราะห์นโยบายนั้น พบว่ามี 3 รูปแบบ คือ (1) รูปแบบการวิเคราะห์ก่อนนำนโยบายไปปฏิบัติ (2) รูปแบบการวิเคราะห์หลังการนำนโยบายไปปฏิบัติ และ (3)   รูปแบบบูรณาการ 

                 ส่วนวัตถุประสงค์ของการกำหนดนโยบาย และการวิเคราะห์นโยบายนั้นไม่เหมือนกัน กล่าวคือการกำหนดนโยบายมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบว่าปัญหานโยบายที่จะแก้ไขนั้นคืออะไร ส่วนวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์นโยบายคือเพื่อทราบวิธี หรือทางเลือกของนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์นโยบายของฮอกวูดด์ (Hogwood) และ กันน์ (Gunn) เพื่อให้นักวิเคราะห์นโยบายได้เลือกยึดเป็นแนวทางใน    การวิเคราะห์นโยบายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 430420เขียนเมื่อ 9 มีนาคม 2011 20:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 21:58 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

ขอบคุณที่ให้ใช้บริการความรู้

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี