งานพยาบาลเวชปฎิบัติอีสานตอนบน ๒๔-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่อุดรธานี

โครงการประชุมวิชาการสร้างและพัฒนาเครือข่ายพยาบาลเวชปฎิบัติอีสานตอนบน ๒๔-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่อุดรธานี "เติมความรู้ ต่อความดี NP อีสานตอนบน ณ โรงแรมสเซ็นทารา อุดรธานี สนใจหัวข้อ และรายละเอียดเอกสารที่ได้รับรางวัลนำเสนอระดับดีเด่น และระดับดี ติดต่อได้ที่ [email protected]

ตัวอย่างงานที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุและผู้พิการ

 

“เครือข่ายใจถึงใจ สานสายใยครอบครัว”

นางสาวอังคณา  ศรีภิรมย์     พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ 

  งานบริการสุขภาพชุมชน กลุ่มงานเวชกรรมสังคม รพ.อุดรธานี รพ.สต.กุดสระ  อ.เมือง

 

ที่มาและความสำคัญ 

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือมีการดำเนินของการเจ็บป่วยไปจนถึงระยะสุดท้าย ซึ่งต้องการการดูแล เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน ความไม่สุขสบาย จนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต (End – Of – Life)  ผู้ป่วยและครอบครัว มีความต้องการการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว และสังคม ด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและครอบครัว ได้มีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง การได้ทำในสิ่งที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องการ ตามความเชื่อทางด้านศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงความเชื่อด้านจิตวิญญาณ  สถานการณ์ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ของ รพ.สต.กุดสระที่ เข้าสู่ระยะสุดท้าย  มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2551 พบผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ได้รับการดูแลจากสมาชิกครอบครัว และเสียชีวิตที่บ้าน จำนวน 6 ราย ปี พ.ศ. 2552 พบผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ได้รับการดูแลจากสมาชิกครอบครัว และเสียชีวิตที่บ้าน จำนวน 3 ราย และ ในปี พ.ศ. 2553 จำนวน 12 รายผู้ป่วยทุกราย เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าอยู่ในระยะสุดท้าย และให้กลับมารับการดูแลจากสมาชิกครอบครัว ผู้ป่วยจะมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ครอบครัวไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ครอบครัวเกิดภาวะเครียด ทำให้การเผชิญปัญหาของครอบครัวไม่เหมาะสม ซึ่งรพ.สต.กุดสระยังไม่มี แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่ชัดเจน จึงได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น เพื่อ ค้นหาผู้มีจิตสาธารณะ เครือข่ายจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการ ผู้ป่วยฯและครอบครัว และสามารถเผชิญกับความตายด้วยจิตใจที่สงบ และเสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ครอบครัว มีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วย ปรับตัวให้เผชิญ และยอมรับการสูญเสียได้อย่างมีสติ

 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาศักยภาพ ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน ให้มีความรู้และทัศนคติที่ถูกต้อง เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว
  2. เพื่อจัดตั้งเครือข่ายจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ในการดูแล
  3. เพื่อก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน ทั้งในระดับหมู่บ้าน และระดับตำบล  อย่างน้อย 1 กองทุน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน 

การดำเนินการ

  1. การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร และ ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว เพื่อนำมาสร้างกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยฯและครอบครัว
  2. การนำเยี่ยมบ้านผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยฯและครอบครัว ตามแนวปฏิบัติ ที่สร้างขึ้น โดยเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยแบบองค์รวม
  3.  การศึกษาดูงาน การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก และการรักษาวิถีพุทธ
  4. การจัดตั้งเครือข่ายผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน โดยการจัดทำเวทีประชาคมในทุกหมู่บ้าน  เพื่อสำรวจปัญหาและความต้องการการดูแลตามปัญหาภาวะสุขภาพ
  5. เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ ในการดูแลผู้ป่วยฯและครอบครัว

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

  1. มีแนวทางการดำเนินงาน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว (Care map) แนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Protocol) ของเครือข่ายจิตอาสาฯ ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว อย่างเป็นองค์รวม
  2. มีเครือข่ายผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน  อย่างน้อย 1 เครือข่าย
  3. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ได้รับการเยี่ยมครอบครัว  ร้อยละ 100
  4. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัวที่ได้รับการเยี่ยม มีความพึงพอใจ  มากกว่าร้อยละ  80
  5. เกิดการก่อตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน ระดับหมู่บ้าน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชน เกิดความร่วมมือร่วมใจ และมีการบริการจัดการตนเอง อย่างเข้มแข็งอย่างน้อย 1 กองทุน

นวัตกรรม

  1. แนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว (Care Map)
  2. แนวปฏิบัติ (Protocol)  เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว  ที่บ้าน
  3. เครือข่าย จิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ระดับตำบล    1 เครือข่าย
  4. เครือข่าย จิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ระดับหมู่บ้าน 12 เครือข่าย
  5. กองทุนดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยระยะสุดท้าย   จำนวน 1 กองทุน (บ้านดงลิง หมู่ 12)

ผลการดำเนินงาน

  1. เครือข่ายจิตอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน สามารถให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ได้อย่างเป็น องค์รวม ครอบคลุมพื้นที่ทุกหมู่บ้าน (12 หมู่บ้าน)
  2. มีพื้นที่ต้นแบบในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ในชุมชน ที่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยและครอบครัว โดยตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ อย่างเป็นองค์รวม ได้มาตรฐาน มีความสอดคล้องกับความเชื่อ ค่านิยม ของครอบครัว และสอดคล้องกับประเพณี วัฒนธรรมของท้องถิ่น เพิ่มคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย รวมถึง ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  3. ครอบครัวผู้เสียชีวิต มีความพึงพอใจ ต่อการดำเนินงานของแกนนำเครือข่ายจิตอาสาฯ

ร้อยละ 98

ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ จุดเด่นของผลงานเด่น

  1. อุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย เช่น ถังออกซิเจน เตียงนอนปรับระดับ ยังมีปริมาณไม่เพียงพอ จึงขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือ ไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลกุดสระ
  2. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายบางราย มีชีวิตอยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ บางรายได้รับการดูแลจากเครือข่าย   จิตอาสาฯ เพียง 2–3 วัน ผู้ป่วยก็เสียชีวิตจึงไม่สามารถให้การดูแลได้อย่างครบถ้วนครอบคลุม
  3.  วัฒนธรรมของคนอีสาน ไม่นิยมพูดถึงเรื่องความตาย เนื่องจาก รู้สึกว่า ความตาย เป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้ป่วย การพูดถึงเรื่องความตาย หรือ การเตรียมตัว เพื่อเผชิญกับ ความตาย เป็นเรื่องที่คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง ไม่ต้องการพูดถึง ส่งผลต่อการทำงานของเครือข่ายจิตอาสาฯ ที่เมื่อต้องไปดูแล เยี่ยมเยือน ผู้ป่วยฯและครอบครัว หรือการให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เมื่อมีการกล่าวถึง การเจ็บป่วยระยะสุดท้าย หรือระยะใกล้ตาย ในบางครอบครัว สมาชิกครอบครัว อาจจะเกิดความไม่พึงพอใจ หรือ เกิดความเศร้าโศก เนื่องจากยังยอมรับความตายที่กำลังจะเกิดกับสมาชิกครอบครัวของตนเองไม่ได้ ดังนั้น การทำงานของเครือข่ายจิตอาสาฯ บางครั้ง จึงเกิดความยากลำบาก ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ เข้าเยี่ยมผู้ป่วยฯและครอบครัว  ปรับรูปแบบ กระบวนการและ กิจกรรม ในการดูแลผู้ป่วย ให้มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละครอบครัว

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยฯและครอบครัว แก่แกนนำเครือข่ายจิตอาสาฯ อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ สมาชิกเครือข่ายจิตอาสาฯ ได้พบปะ พูดคุยกัน อย่างต่อเนื่อง หลังการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยฯ ก็มีการพูดคุย สรุปปัญหา อุปสรรค และค้นหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
  2. ผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว ได้รับการปฏิบัติ และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จึงเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อการปฏิบัติงานของเครือข่ายจิตอาสาฯ และให้ความร่วมมือกับเครือข่ายจิตอาสาฯในการดูแลผู้ป่วยฯ และหลังจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยฯ เครือข่ายจิตอาสาฯ ก็ยังอยู่เป็นเพื่อน ให้กำลังใจ จนครอบครัวสามารถปรับตัวให้ยอมรับการสูญเสีย และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

บทเรียนจากการทำงาน

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ควรมุ่งเน้นการดูแลแต่ตัวผู้ป่วยแต่ควรให้ความสำคัญกับผู้ดูแลหลักในครอบครัว (Caregiver) ที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยอยู่ตลอดเวลาผู้ดูแลหลักบางรายอาจเกิดความเหนื่อยล้า จากการที่พักผ่อนน้อย หรือเกิดความเครียด กับเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ จนบางครั้งเกิดการแยกตัวจากสังคม จึงอาจให้ความร่วมมือต่อการดูแลผู้ป่วยฯน้อย หรืออาจไม่ร่วมมือเลย รวมถึง ควรมีการพิจารณาถึงการทำบทบาท หน้าที่ ของสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆด้วย ว่าเหมาะสมหรือไม่ และสามารถปรับตัว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ หรือทำบทบาท แทนสมาชิกครอบครัว ที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วย ได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้ง การที่สมาชิกครอบครัว ปฏิบัติบทบาท หน้าที่ ของตนเอง ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทนกันได้ ก็จะส่งผลต่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่นกัน

 

 

 

 

ตำบลต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care)

อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย

 

นางไกรษร จุลโยธา ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

ศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลศรีวิไล  จ. หนองคาย

 

ที่มาและความสำคัญ

จากการดำเนินงานพัฒนาวัดให้เป็นสถานที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นระยะเวลา 4 ปี พบว่าผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการดำเนินการพัฒนามากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่มีความผูกพันกับวัดมากที่สุด ขณะเดียวกันทีมสุขภาพได้ค้นพบสถานการณ์ปัญหาด้านผู้สูงอายุที่เผชิญในพื้นที่อำเภอศรีวิไลดังนี้ คือ สถานบริการสาธารณสุขยังไม่มีข้อมูลผู้สูงอายุเพื่อการจัดการดูแลอย่างเหมาะสมผู้สูงอายุในชุมชนยังไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง และผู้สูงอายุเลี้ยงหลาน ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องวางระบบการดูแลผู้สูงอายุทั้งภาวะปกติ ภาวะเจ็บป่วยและในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งเป็นการดูแลระยะยาว (Long Term Care) ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีสถานบริการสุขภาพเรื้อรังของภาครัฐรองรับ และยังไม่มีรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เข้มแข็งเป็นระบบขณะที่ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่สะดวก ง่าย และ ครอบคลุม 4 มิติและเป็นองค์รวม

จากแนวคิด การดูแลสุขภาพประชาชนที่ยึดชุมชนเป็นฐานและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายเป็นแนวคิดที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบองค์รวมในชุมชน โดยชุมชนด้วยการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาระบบสุขภาพที่อยู่บนพื้นฐานวิถีชีวิตที่มีสถาบันพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วย วัดและพระสงฆ์เป็นศูนย์กลางและเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่อง นำสู่ความยั่งยืนต่อไป

การดำเนินการ/วิธีการดำเนินการ/นวัตกรรม

  1. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานพัฒนาชมรมผู้สูงอายุคุณภาพระดับหมู่บ้าน ระดับตำบลโดยพระครูสุตโพธิคุณ เจ้าคณะตำบลนาแสง เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยศรี (วัดส่งเสริมสุขภาพยั่งยืน)พร้อมกับแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยส่วนราชการทุกส่วนโดยมีนายอำเภอศรีวิไล เป็นประธานกรรมการ
  2. เปิดเวทีเสวนาระหว่างภาคีเครือข่ายซึ่งประกอบด้วย ผู้นำชุมชน. อสม.องค์การบริหารส่วนตำบลนาแสง สถานีอนามัยตำบลนาแสง กลุ่มผู้สูงอายุ พระสงฆ์ และโรงพยาบาลศรีวิไล ได้แนวทาง งบประมาณจาก อบต. และ ปฏิทินการดำเนินงานพร้อมกับจัดตั้งศูนย์ประสานงานชมรมผู้สูงอายุตำบลนาแสงที่วัดโพธิ์ชัยศรี
  3. ภาคีเครือข่ายออกสำรวจข้อมูล/ประเมินภาวะสุขภาพและประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุรายบุคคลและรายหมู่บ้านครบทั้ง 9 หมู่บ้าน
  4. วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและประมวลผลข้อมูลความสามารถฯซึ่งนำไปใช้แบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 กลุ่มติดสังคม    

กลุ่มที่ 2 กลุ่มติดบ้าน     

กลุ่มที่ 3 กลุ่มติดเตียง

  1. คืนข้อมูลให้ผู้สูงอายุและชุมชนรับทราบพร้อมกับทำประชาคมหาแนวทางดำเนินการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีความครอบคลุม
  2. กลุ่มผู้สูงอายุในแต่ละหมู่บ้านร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างเหมาะสมกับกลุ่มผู้สูงอายุ ดังนี้

6.1         กลุ่มติดสังคม (ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือสังคมได้ดี)

6.1.1         ส่งเสริมให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยจัดการแข่งขันออกกำลังกายระหว่างเดือนธันวาคม – เดือนพฤษภาคม เดือนละ 1 ครั้ง รวม 6 ครั้ง/ปี จากกุศโลบายนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีการซ้อมออกกำลังกายทุกวันทุกหมู่บ้านโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มีสุขภาพแข็งแรงให้นานที่สุด

6.1.2         พัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมที่มีจิตอาสา ให้เป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านและเป็นผู้ประสานข้อมูลการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุในชุมชนกับหน่วยงานสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

6.2         กลุ่มติดบ้าน (ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง) ส่งเสริมให้มีการออกกำลังกายที่บ้านโดย อาสาสมัครฯสัปดาห์ละ1ครั้งและติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อประเมินภาวะสุขภาพพร้อมกับให้คำแนะนำในการป้องกันโรครวมทั้งการป้องกันอุบัติเหตุโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเดือนละ 1 ครั้ง

6.3         กลุ่มติดเตียง(ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลย) ส่งเสริมให้ญาติผู้ดูแลช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อเสริมพลังอำนาจผู้สูงอายุและญาติผู้ดูแล ประสานการช่วยเหลือจากภาคีเครือข่ายหากมีปัญหาสลับซับซ้อนหลายด้าน

ผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินงาน

  1. เกิดชมรมผู้สูงอายุคุณภาพขึ้น 9 ชมรม/ 9 หมู่บ้าน  ดังนี้

1.1       มีสถานที่ตั้งชมรมชัดเจน มีข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกชมรมทุกคน

1.2       มีคณะกรรมการบริหารชมรมทุกหมู่บ้าน

1.3       ชมรมมี กฎ ระเบียบ กติกา จุดหมายการรวมกลุ่มชัดเจน

1.4       ชมรมมีการระดมทุนเพื่อการช่วยเหลือกันโดยสมัครใจ

1.5       ชมรมมีการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการออกกำลังกาย และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมในหมู่บ้าน เป็นต้น

  1.  มีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านซึ่งเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ติดตาม ให้การดูแลผู้สูงอายุและประสานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับทราบเกี่ยวกับผู้สูงอายุในชุมชนทุกเรื่องเพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
  2. เกิดศูนย์ประสานงานด้านการดูแลผู้สูงอายุระดับตำบลในชุมชนที่พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร
  3. ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพจากชุมชนและภาคีเครือข่าย

4.1       ในยามร่างกายแข็งแรง: ได้รับการส่งเสริมให้ออกกำลังกาย บริหารใจด้วยการปฏิบัติธรรม การมีจิตอาสาช่วยเหลือชุมชนสังคม เป็นต้น

4.2       ในยามร่างกายอ่อนเพลีย/อ่อนหล้าหรือไม่สบาย:ได้รับกำลังใจจากเพื่อนผู้สูงอายุ/ ลูกหลานในชุมชนและหน่วยงานต่างๆ

  1. ได้รับการประเมินรับรองมาตรฐานจากศูนย์อนามัยที่ 6 ขอนแก่น เป็นตำบลต้นแบบด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชนดีเด่นระดับเขต

การวิเคราะห์และอภิปรายผล

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ต้องการให้ลูกหลานให้ชุมชนเห็นคุณค่า การได้ร่วมกิจกรรมต่างๆทางสังคมจึงเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมของผู้สูงอายุให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนจนกลายเป็นวิถีชีวิตถือปฏิบัติจนถึงคนรุ่นหลังโดยการจัดเวทีให้ผู้สูงอายุได้แสดงออกอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุป

หากทีมสุขภาพนำมุมมองผู้สูงอายุในชุมชนด้านการมีศักยภาพ จะเห็นว่าผู้สูงอายุเป็นผู้มากด้วยประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถสูงในด้านต่างๆแล้วนำหลักการเสริมพลังอำนาจและการมีส่วนร่วม จากภาคส่วนต่างๆในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดึงศักยภาพในตนเองออกมาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆมีประโยชน์กับตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมได้ ทำให้ผู้สูงอายุ รู้สึกมีคุณค่า ลดภาระพึ่งพิงสังคมของผู้สูงอายุในอนาคต เท่ากับเป็นการเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สืบสานงานผู้สูงอายุ กองทุนสวัสดิการชาวบ้านชมรมผู้สูงอายุตำบลโนนทัน

สู่กองทุนสวัสดิการชุมชน

 

 นางปราณี  วิเศษทอง, นางพิศมัย  สรวงสิริ, นางสาวอุมาวรรณ  บุตรดีสุวรรณ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองบัวเหนือ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

 

ที่มาและความสำคัญ

ชมรมผู้สูงอายุตำบลโนนทัน ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 โดยการรวมตัวของผู้สูงอายุและการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชมรมผู้สูงอายุตำบลโนนทันได้ก่อตั้งชมรมสวัดิการชาวบ้านขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมการผูกพันธ์สร้างความสัมพันธ์ระหว่างชมรมกับสมาชิกให้การดูแลคุ้มครองสมาชิกกองทุนตั้งแต่เกิดจนตายตามระเบียบข้อกำหนดที่ตกลงร่วมกันมีให้และมีรับด้วยกันคือ ให้อย่างมีคุณค่ารับอย่างมีศักดิ์ศรี เริ่มแรกให้ดำเนินกิจการกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุหรือกองทุนออมวันละ 1 บาท มีสมาชิกประมาณ 50 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 332 คน มีเงินฝาก 220,000 บาท จากการไปประชุมตัวแทนผู้สูงอายุที่กรุงเทพมหานคร ปี 2552 ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้อุดหนุนสบทบกองทุน วันละ 1 บาท สูตร 1+1+1 แต่ต้องมีการเปลี่ยนชื่อจาก ชมรมผู้สูงอายุตำบลโนนทันสู่สวัสดิการชาวบ้าน เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อเป็นการขยายสมาชิกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุและมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ซึ่งเป็นการสร้างนวัตกรรมการดูแลให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุโดยมีการบูรณาการให้เกิดการมีส่วนร่วมทั้งองค์กรและภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาชน

          โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโนนทัน ร่วมกับชมรมผู้สูงอายุตำบลโนนทันและกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นตำบลโนนทัน ได้จัดการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อไปสู่การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลที่เน้นให้มีการสมทบงบประมาณจากสามฝ่ายคือ ทุนที่มาจากการออมของสมาชิกในชุมชน การสมทบทุนจากภาครัฐและการสมทบทุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นอย่างกว้างขวาง

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อยกระดับ “สวัสดิการชุมชน” เป็นหลักประกันความมั่นคงของชุมชน ฟื้นฟูทางสังคม ความเข้มแข็งชุมชนในการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
  2. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ขึ้นมาดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันภายในชุมชน เพื่อเป็นการมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี
  3. เพื่อขยายสมาชิกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุในตำบล
  4. เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงบูรณาการชุมชน ท้องถิ่น และภาครัฐในการจัดระบบสวัสดิการชุมชน

 

กรอบในการดำเนินงาน

ชมรมผู้สูงอายุ

รพ.สต.โนนทัน

* ด้านการประสานงาน

* จัดประชุม

* อบรม บริการด้าน สุขภาพ

* วิชาการ

 

ภาคีเครือข่าย

1. อบต.โนนทัน  *ด้านกิจกรรม* งบประมาณ

 2.ผู้นำชุมชน, อสม. , ตัวแทนหมู่บ้าน *ความร่วมมือ *ประชาสัมพันธ์ *คณะกรรมการ

 

 

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ผลการดำเนินงาน

  1. เกิดการเชื่อมโยงบูรณาการชุมชน ท้องถิ่น และภาครัฐในการจัดระบบสวัสดิการชุมชน
  2. มีการจัดตั้งและดำเนินการสวัสดิการชุมชนโดยชุมชนที่มีสมาชิกครอบคลุมทุกกลุ่มอายุมีการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันภายในชุมชน เพื่อเป็นการมีคุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี
  3. มีการยกระดับจากกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อเป็นการขยายสมาชิกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุ
  4. เกิดระบบความเอื้ออาทรของชุมชนและสังคมให้เกิดการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

จุดเด่นของผลงาน

การรวมตัวของผู้สูงอายุ ทำให้เกิดกลุ่มกลองยาว เพลงหมอลำพื้นบ้าน ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในชุมชน

ผลงานที่ภาคภูมิใจ

  1. รับรางวัลชมรมผู้สูงอายุดีเด่นระดับเขต ปี 2551
  2. รับรางวัลชมรมผู้สูงอายุดีเด่นด้านทันตสุขภาพ จากศูนย์อนามัยที่ 6 ปี 2552
  3. ออกทีวี ช่อง 5 รายการ อโรคาตลาดนัดสุขภาพเกี่ยวกับหมอลำสุขภาพ ปี 2553
  4. มีการยกระดับจากกองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ปี 2553 จำนวน 120,000 บาท

ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาผลงานที่ดียิ่งขึ้น

  1. มีการประชุมคณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามการดำเนินกิจกรรม และช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกิจกรรมต่างๆ ของชมรม
  2. มีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
  3. มีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของชมรมให้ประชาชนทราบ
  4. ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกของกองทุนเพิ่มขึ้น
  5. ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมของกองทุนฯ
  6. ผู้นำในชุมชน , อบต. ให้ความสำคัญต่อชมรมให้มากกว่าขึ้น
  7. มีการขยายกลุ่มเพลงหมอลำพื้นบ้าน ไปสู่โรงเรียนเพื่อเป็นการให้ความรู้เรื่องสุขภาพช่องปาก
  8. จัดให้ชมรมผู้สูงอายุมีโอกาสได้เข้าร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับชมรมอื่นๆเพื่อนำมาพัฒนากิจกรรมของชมรม

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. องค์กรผู้สูงอายุเข้มแข็ง มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน ที่สำคัญสมาชิกชมรมมีความมุ่งมั่น อดทน ยอมรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นและร่วมกันแก้ไขปัญหา
  2. การทำงานแบบบูรณาการ
  3. กำลังใจ จากทุกหน่วยงานที่ให้ความสำคัญ และโอกาสแก่ผู้สูงอายุแสดงศักยภาพ ภูมิปัญญาที่ท่านมี

 

 

การพัฒนาการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

 

                                                            ฐิตารีย์ ธนสิริกาญจน์   พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
                                         กลุ่มงานเวชกรรมสังคม  โรงพยาบาลเลย ต.กุดป่อง  อ.เมือง  จ.เลย

 

ที่มาและความสำคัญ

ในปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผลจากความเจริญก้าวหน้าทาง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งจากข้อมูลประชากรของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่าปี พ.ศ. 2553 มีประชากรผู้สูงอายุ 7.6 ล้านคนคิดเป็นร้อยละ 11.30 ของประชากรทั้งหมดและคาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 15.28 หรือ 17.7 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 เป็นการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระยะเวลาอันสั้น ในเขตเทศบาลตำบลกุดป่อง ปี พ.ศ. 2553  มีประชากร 21,837 คน มีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16.40  การดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในเขตตำบลกุดป่องที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น มีความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 80 เข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมผู้สูงอายุร้อยละ 20  ความสามารถในการทำกิจกรรมนอกบ้าน  สามารถทำเองได้หมดร้อยละ 86.48  ทำเองได้บ้างร้อยละ 8.82  ทำเองไม่ได้เลยร้อยละ 4.68 จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้มีผลกระทบและภาระเกิดขึ้นกับตัวผู้สูงอายุเอง ครอบครัว ชุมชน  และสังคมตามลำดับ ดังนั้นกลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลเลยจึงได้มีการพัฒนาการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ให้มีการดำเนินการด้านส่งเสริมสุขภาพ ควบคุม ป้องกัน รักษาโรคและการดำเนินงานอื่นๆในกลุ่มผู้สูงอายุให้ครอบคลุม 2) พัฒนาศักยภาพการดูแลตนเองในกลุ่มที่พึ่งตนเองได้ สนับสนุนช่วยเหลือการดูแลในกลุ่มที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น 3) สนับสนุนพัฒนากลุ่มหรือชมรมผู้สูงอายุให้เข้มแข็งและยั่งยืน เกิดเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4) สร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลระหว่างผู้สูงอายุ ครอบครัว และชุมชน 

กลุ่มเป้าหมาย

ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลกุดป่อง ลักษณะการดำเนินงานเป็นลักษณะ เพื่อนร่วมพัฒนา (เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา) ทบทวนกิจกรรมและตั้งเป้าหมายใหม่ เป็นระยะ ปรับกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้เหมาะสมกับบริบทและตามศักยภาพของชุมชน
ขั้นตอนการดำเนินงาน

ระยะเริ่มต้น 1) ค้นหาทุนทางสังคม  ชุมชนเลือกแกนนำและแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันวางรากฐานชมรม 2) ร่วมกันกำหนดเป้าหมายหาแนวทางในการดำเนินงาน 

ระยะดำเนินการ มีการสนับสนุนและเสริมแรงอย่างต่อเนื่องโดย 3) สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ  โดยในกลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้  สนับสนุนให้เป็นสมาชิกและเข้าร่วมกิจกรรมชมรม  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพทุกด้านของผู้สูงอายุ  กำหนดให้มีกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง กลุ่มที่ต้องพึ่งพามีการพัฒนาศักยภาพครอบครัวในการดูแลตนเอง และดูแลเพิ่มเติมกรณีเกินศักยภาพครอบครัว สนับสนุนการดูแลสมาชิกที่เจ็บป่วยหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย 4) สนับสนุนงบประมาณ  วิชาการ เป็นที่ปรึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรม รวมถึงแนะนำการระดมทุน ให้บริการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน 5) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือกันระหว่างชมรม ขยายเครือข่ายทั้งในและนอกพื้นที่ 6) ประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดี ชมรมผู้สูงอายุดีเด่น ระยะประเมินผลโดย 7) มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ทบทวนการดำเนินงาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบ  และแก้ไขปัญหาเป็นระยะๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน

ผลการดำเนินงาน พบว่า

1)    ชมรมผู้สูงอายุมีกิจกรรมต่อเนื่องจำนวน 10 ชมรม มีสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมร้อยละ 60 ชมรมมีการดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ที่หลากหลาย

2)    ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายสุขภาพจิตดีขึ้น ผู้สูงอายุที่ป่วย ผู้สูงอายุระยะสุดท้ายและครอบครัวได้รับการดูแล

3)    มีการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม

4)    ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเครือข่ายชมรมผู้สูงอายุตำบลกุดป่อง ขยายเครือข่ายและพัฒนารูปแบบการดำเนินกิจกรรมชมรม

5)    จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลกุดป่อง

6)    จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดเลยเป็นแห่งแรกของภาคอีสาน เป็นแห่งที่ 3 ของประเทศ

7)    ได้รับรางวัลชนะเลิศชมรมผู้สูงอายุดีเด่นระดับจังหวัดจำนวน 5 ชมรม รางวัลดีเด่นระดับเขต 1 ชมรม 

จุดเด่นของผลง