โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (@chareonchai)
Creative City ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศที่มีเสน่ห์สีสันในการดึงดูด Creative Talent จากทุกซอกมุมโลกให้มาร่วมผลิตสินค้าที่เปล่งประกายเรืองรอง และนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในการพัฒนา Creative City ของประเทศชั้นนำทั้งหลาย ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัวถึงปัจจัยในการสร้างสรรค์เมืองให้เปี่ยมล้นด้วยแรงบันดาลใจ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์นับพันปีของมวลมนุษยชาติ ได้ปรากฎต้นแบบแห่งเมืองสร้างสรรค์ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงแม้เวลาจะเนิ่นนานมาหลายรอบปีแล้วก็ตาม กาลเวลาที่ยาวไกลได้ช่วยคัดกรองและพิสูจน์ให้เราสามารถสรุปบทเรียนในการเจริญรอยตามได้อย่างมั่นใจ
Athens (500-400 ปีก่อนคริสต์กาล) มหานครแรกที่โลกต้องจดจำในฐานะมารดาแห่งการสร้างสรรค์ เริ่มจากการพัฒนาวิชาปรัชญา ที่ช่วยให้มนุษย์รู้จักจัดระเบียบประสบการณ์แห่งการลองผิดลองถูกให้กลายเป็นหลักทฤษฎีทั่วไปที่สามารถทดลองซ้ำและนำไปประยุกต์ต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด เมื่อมนุษย์สามารถอธิบายโลกด้วยตรรกะเหตุผลของตนเอง ก็ย่อมมีความมั่นใจที่จะพัฒนาอารยธรรมยิ่งใหญ่ด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แทนที่จะปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามสายลมแห่งโชคชะตา
ศิลปะกรีกมีความโดดเด่นที่แตกต่างจากอารยธรรมเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผลงานรูปปั้นที่เน้นสัดส่วนร่างกายที่สมบูรณ์แบบ มีความหนุ่มแน่นกระชุ่มกระชวยในทุกอณูสัมผัส ความงามแบบกรีกคือ ความเป็นมนุษย์ที่เจิดจ้าและมั่นใจ
ความยิ่งใหญ่ของเมืองเอเธนส์ ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์ที่พิเศษเหนือธรรมดา แต่เกิดจากบริบทแวดล้อมที่เหมาะสม นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมการค้า ในท่ามกลางความขัดแย้งของผู้คนและแนวคิด ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับศิลปินในการเนรมิตผลงาน
แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ทุกเมืองที่มีความขัดแย้งจะสามารถแปรเปลี่ยนไปสู่การผลิตศิลปะสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน ความยิ่งใหญ่ของเอเธนส์ยังเกิดจากการเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักพักพิงและร่วมทำงานสร้างสรรค์ เอเธนส์ได้อาศัยความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมมาเป็นส่วนผสมที่เข้มข้นในการผลักดันตนเองไปสู่ความรุ่งเรืองของยุคสมัย “คลาสสิค (Classic)” ที่โลกต้องจารึกจดจำ
Paris (ค.ศ. 1870-1910) ในปัจจุบันอาจได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองหลวง” แห่งวัฒนธรรมโลก อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ของปารีสที่นับเป็นการปฏิวัติวงการศิลปะคือ ช่วงเวลาแห่งปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งศิลปินระดับโลกได้มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) ที่แต่ละคนต่างทุ่มเทเวลาในการผลิต วิจารณ์ ขัดเกลา และต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเหล่าศิลปินหนุ่มแห่งลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ซึ่งแนวคิดที่กล้าหาญและปฏิวัติวงการศิลปะเช่นนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมในยุคสมัยนั้น หากทว่าพวกเขายังคงมีกำลังใจอันเด็ดเดี่ยวในการเผชิญความยากลำบากก็เพราะมีเครือข่ายศิลปินที่คอยปลอบประโลมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
บทเรียนจากปารีสในช่วงรอยต่อที่สร้างสรรค์แห่งปลายศตวรรษที่ 19 ก็คือ เครือข่ายสร้างสรรค์ของเหล่าศิลปิน (Creative Network) แน่นอนว่า การรวมตัวของศิลปินในเมืองที่ค่าครองชีพแสนแพงอย่างปารีสนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะรากฐานในเชิงศิลปะและวัฒนธรรมที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะสถาบันทางศิลปะที่เริ่มตั้งต้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ค.ศ. 1638-1715) ยังไม่นับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ซึ่งเป็นแหล่งสะสมผลงานศิลปะที่หลากหลายและรุ่มรวยที่สุดในโลก แต่ที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ (Patronage) ซึ่งจากการสะสมวัฒนธรรมทางศิลปะมาหลายร้อยปี ย่อมทำให้ปารีสมีระบบตลาดซื้อขายงานศิลปะที่แข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดทั้งผู้ชื่นชอบศิลปะเพราะใจรัก รวมทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่เข้ามาหาประโยชน์จากตลาดงานศิลปะอันคึกคักรุ่มรวยนี้
Berlin (ค.ศ. 1918-1933) นี่คือ เยอรมันที่เจ็บปวดบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองสร้างสรรค์ระดับตำนานอย่าง Athens ที่ความขัดแย้งและสงครามไม่ได้ฉุดรั้งมนุษย์ออกจากการสร้างสรรค์ ความวุ่นวายของกรุงเบอร์ลินได้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับนวนิยายเชิงการเมืองในโรงละคร(Theater) ที่กำลังเบ่งบานด้วยความหอมหวานแห่งเสรีภาพ ขณะที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารวิจารณ์ศิลปะได้แข่งขันกันยกระดับรสนิยมของประชาชน จนกระทั่งศิลปะแนว Expressionism และอีกหลายหลายสกุลได้เบ่งบานเริงร่าในห้วงเวลาแห่งเสรีภาพที่สร้างสรรค์นี้
Berlin นับเป็นต้นแบบยิ่งใหญ่ให้กับเมืองสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 20 แต่ขณะเดียวกันแนวคิดสุดขั้ว (Extreme) ที่ไม่ยอมประนีประนอมระหว่างรูปแบบสังคมเก่ากับสังคมใหม่ที่เสรีชนทั้งหลายปรารถนา ก็ได้เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการนาซีที่น่าสะพรึงกลัว ได้ฉวยโอกาสเข้ามาระงับความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากความรุ่มรวยด้วยเสรีภาพของประชาชนhttp://www.flickr.com/photos/lnhillesheim/1879656139/sizes/l/
แน่นอนว่า ห้วงเวลา 15 ปีแห่งความสร้างสรรค์ของ Berlin ก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ช่วยให้เยอรมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลังการล่มสลายของนาซีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กระนั้น ต้นทุนของชีวิตและอารยธรรมที่สูญเสียไปในสมัยนาซีเรืองอำนาจก็เจ็บปวดและรุนแรงเกินไป
แน่นอนว่า ยังมีเมืองสร้างสรรค์ที่โดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงในประวัติศาสตร์อารยธรรมโลกอีกหลายแห่ง แต่กระนั้น กรณีศึกษาทั้ง 3 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นก็มีบทเรียนที่น่าสนใจซึ่งน่าจะนำมาเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนา Creative City ในประเทศไทยได้ดังนี้
1. ความขัดแย้งที่สร้างสรรค์
ความวุ่นวายย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาในทุกสังคม แต่ประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีสังคมใดที่ปราศจากความขัดแย้ง และที่น่าแปลกใจก็คือ ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้น มักจะเต็มไปด้วยความสับสนขัดแย้ง ดังนั้น เราจึงไม่ควรหวาดกลัวความขัดแย้งมากเกินไป จนลืมมองไปถึงพลังสร้างสรรค์ที่แฝงอยู่ในความขัดแย้งนั้น
บางทีการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ร่วมกับความขัดแย้งอย่างมีความสุข กระทั่งแปรความขัดแย้งเป็นวัตถุดิบและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ก็อาจช่วยทำให้ประเทศไทยพลิกฟื้นจากวิกฤตครั้งใหญ่นี้ได้
2. ศิลปะในการทำงานร่วมกับ “ผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย”
Athens มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี แต่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดมีเพียง 100 ปีเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมในห้วงเวลานั้นได้เปิดกว้างต่อการอพยพของคนต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
แน่นอนว่า เมืองไทยนั้นเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติ แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว ดังนั้น หากต้องการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ก็ควรที่จะวางยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมในการดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอย่างเข้มข้นจริงจัง
ยิ่งกว่านั้น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างเมืองและชนบทไทย ก็อาจเป็นวัตถุดิบแห่งการสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองได้นำพาชาวชนบทให้มาพบกับชาวกรุงในจุดศูนย์กลางของประเทศ ซึ่งหากประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดก็ย่อมนำพาไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
3. เครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
Paris เป็นเมืองที่ดึงดูดศิลปินจากทั่วโลกได้ ก็เนื่องจากมีตลาดซื้อขายผลงานศิลปะที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเพียงพอจะกระตุ้นความสนใจของตลาดศิลปะได้นั้น ก็ย่อมต้องใช้เวลานับสิบปี ดังนั้น แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ของศิลปินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองและความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหล่อเลี้ยงด้วยกำลังใจ การวิจารณ์ถกเถียง และการขัดเกลาผลงานระหว่างผู้คนในเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
ประเทศไทยอาจไม่มีตลาดศิลปะที่เข้มแข็งเท่าปารีส แต่กระนั้น รัฐบาลก็สามารถสนับสนุนเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) เพื่อคอยเป็นพี่เลี้ยงและประคับประคองศิลปินรุ่นใหม่ให้มีกำลังใจและความช่วยเหลือเพียงพอที่จะออกเดินทางตามความฝันได้ยาวนานเพียงพอกระทั่งค้นพบความสำเร็จ
4. สมดุลแห่งความขัดแย้ง
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ความขัดแย้ง” เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งการสร้างสรรค์ แต่กระนั้น ความขัดแย้งที่ดีจะต้องอยู่บนรากฐานแห่งความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่ขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง ขัดแย้งเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีเสรีภาพ เพราะสุดท้ายแล้วความขัดแย้งที่มากเกินพอดีและไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็อาจนำไปสู่จุดจบแบบนครเบอร์ลินที่ได้พัฒนาความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ไปถึงจุดที่กลายเป็นความขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้เผด็จการนาซีได้เข้ามาครอบงำสังคม
ที่น่าสนใจก็คือ ยุคทองแห่งการสร้างสรรค์ที่ถูกกล่าวขวัญและชื่นชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ นั่นคือ Athens และ Florence (ค.ศ. 1400-1500) ล้วนแต่เป็นยุคที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความขัดแย้งที่รุนแรงได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ภายในช่วงยุคทองนั้น
ศิลปินแห่งปารีสอาจเป็นกลุ่มที่เข้าใจกลเม็ดในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผลงานของศิลปิน Impressionism และ Cubism ได้ปฏิวัติความรับรู้และโลกทัศน์ของผู้คนในยุคนั้นอย่างรุนแรง แต่กลุ่มศิลปินที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ก็ตระหนักได้ดีถึงขอบเขตของศิลปะที่แม้จะหยิบยืมวัตถุดิบจากความขัดแย้งในสังคมและการเมือง แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของศิลปินที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัวในสาขาที่ตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ความยิ่งใหญ่ของศิลปิน ก็คือ การปล่อยให้ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา ได้ปฏิวัติความรับรู้ของยุคสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในหลากหลายความเชื่อได้ตีความผลงานไปตามความนึกฝันส่วนตัว นี่คือ มนต์เสน่ห์ของศิลปินและเมืองสร้างสรรค์ที่ได้เปิด “ที่ว่าง” เพื่อทุกคน
http://www.creativethailand.org/th/articles/article_detail.php?id=30
เมืองสร้างสรรค์ (Creative City)
องค์ประกอบที่มากกว่าเรื่องที่เห็นได้ชัดอย่าง
สถาปัตยกรรม วิศวกรรม หรือแผนการจัดสรรพื้นที่
มุมมองใหม่ในการสร้างเมืองจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไร
ที่จะสร้างเมือง “สำหรับโลกนี้” มากกว่าเมืองที่ “อยู่ในโลกนี้”
The Art of City- Making
Charles Landry (2549)
Adapt or Die กฎข้อแรกของการดำรงอยู่ สู่ Differentiate or Die สำหรับความได้เปรียบในวันนี้ แต่สำหรับวันพรุ่ง ดูเหมือนว่านวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทำให้องค์กรและประเทศอยู่รอด
เมืองในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนว่าต่างกระโจนเข้าร่วมเกมการแข่งขันความสามารถในการสร้างสรรค์ (Creativity) เพราะเท่าที่ทราบ กว่า 20 เมืองในอังกฤษต่างเติมสร้อยให้ตัวเองว่า “Creative” ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์, บริสตอล, พลิมัธ, นอร์วิช และที่ไม่ยอมตกขบวนแน่นอนกับลอนดอน เช่นเดียวกันที่แคนาดา ณ เมืองโทรอนโตกับแผนพัฒนาในการกรุยทางสู่เมืองสร้างสรรค์ หรือการขับเคลื่อนสู่เมืองสร้างสรรค์ของแวนคูเวอร์และออนทาริโอ ตลอดจนแผนการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ของออตตาวา ทางฝั่งสหรัฐกับเมืองสร้างสรรค์ชินชินเนติ, เมืองสร้างสรรค์เทมป้าเบย์ แม้กระทั่งระดับภาคอย่างนิวอิงแลนด์ก็พลอยจะเป็นภูมิภาคแห่งการสร้างสรรค์กะเค้าเหมือนกัน ในออสเตรเลียเราจะพบยุทธศาสตร์เมืองสร้างสรรค์ของบริสเบน ,เมืองแห่งสร้างสรรค์ของโอ๊คแลนด์ บรรดาผู้ร่วมมือเพื่อชุมชนน่าอยู่ได้เริ่มโปรแกรมเมืองสร้างสรรค์เมื่อปี 2544 หรืออย่างโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มหลักสูตรบัณฑิตศึกษาทางด้านเมืองสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2546 ตลอดจนเกิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วญี่ปุ่นในปี 2548 องค์กรโลกบาลอย่างยูเนสโกกับโครงการพันธมิตรเพื่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้เริ่มสร้างเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์มาตั้งแต่ปี 2547 และยกให้เมืองอีดินเบิร์กเป็นเมืองแรกๆ ที่กล่าวถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของเมืองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
นอกจากญี่ปุ่น หลายประเทศในเอเชียต่างเริ่มมีนโยบายด้านสื่อและวัฒนธรรม อย่างเช่น เกาหลี, ไต้หวัน, จีน, สิงคโปร์ ,ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น เกาหลีดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เกาหลีมีกระทรวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมภาพยนตร์เกาหลีไปทั่วโลก จนจอเงินและจอแก้วในบ้านเราเวลานี้ไม่เคยห่างหายจากกระแสเกาหลีไปได้เลย ในขณะที่จีนและอินเดียก็กำลังก้าวข้ามตลาดภายในสู่ตลาดข้างนอกอย่างแข็งขัน แม้กระทั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับเรา เมืองบันดุง เมืองเก่าแก่ของอินโดนีเซีย ถูกจัดให้เป็นเมืองของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำหรับ ประเทศไทย มีนโยบายกำหนดชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะทางอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center: TCDC) ด้วยตระหนักดีว่าประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกด้วยการใช้แรงงานต้นทุนต่ำอีกต่อไป เราต้องใช้ประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้มากขึ้น
ลักษณะของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดประเภทเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น 4 กลุ่มหลัก และ 15 สาขาย่อย ประกอบไปด้วย มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (งานฝีมือและหัตถกรรม, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ความหลากหลายทางชีวภาพ, การแพทย์แผนไทย, อาหารไทย) ศิลปะ (ศิลปะการแสดง, ทัศนศิลป์) สื่อ (ภาพยนตร์และวีดีทัศน์, การพิมพ์, การกระจายเสียง, ดนตรี) งานสร้างสรรค์และออกแบบ (การออกแบบ, แฟชั่น, สถาปัตยกรรม, การโฆษณา, ซอพท์แวร์) ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโดยกว้างเพื่อประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Industry) ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วเวลาข้ามวัน เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะเป็นผู้ประกอบการแนวหน้าได้นั้น ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่เพียงแต่การบ่มเพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ที่เอื้อต่อการ “สร้างสรรค์” ด้วย
บรรยากาศของเมืองที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นนโยบายที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายในการดึงดูดผู้มีความคิดสร้างสรรค์หรือบริษัทต่างๆ ให้เข้ามาอาศัยและประกอบธุรกิจในเมืองดังกล่าว Richard Florida ผู้เขียนหนังสือ The Rise of the Creative Class เมื่อปี 2545 ให้คำจำกัดความว่า เมืองที่มีแรงดึงดูดนั้นต้องเป็นสถานที่ที่เปิดกว้างสำหรับคนต่างถิ่นให้เข้ามาอาศัยได้อย่างกลมกลืน หรือเป็นเมืองที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เมืองอนุรักษ์นิยม หรือที่เรียกได้ว่า มีความมั่นคงทางสังคมมากพอที่จะก่อให้เกิดความต่อเนื่อง แต่ก็มีความหลากหลายที่จะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ อันที่จริง “เมืองสร้างสรรค์” เป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นในงานเขียนชื่อว่า The Creative City ของชาร์ลส์ แลนดรี้ (Charles Landry) ที่เขียนร่วมกับฟรังโก เบียนชินี (Franco Bianchini) นักวิชาการด้านผังเมืองเมื่อปี 2538 ซึ่งต่อมาแลนดรี้ได้พัฒนาแนวคิดและออกหนังสือที่ใช้ชื่อว่า The Creative City: A Toolkit for Urban Innovators ในปี 2543 หนังสือเล่มนี้สร้างความตื่นตัวมากมายในแวดวงนักวางแผนทางเศรษฐกิจ ถัดมาอีกปีให้หลัง แลนดรี้ร่วมกับมาร์ค เพทเชอร์ (Marc Patcher) จึงมีงานออกมาตอกย้ำแนวคิดนี้อีกในชื่อว่า Culture @ the Crossroads: Culture and Cultural Institutions at the Beginning of the 21st Century เมืองสร้างสรรค์ในแนวคิดของแลนดรี้เป็นทั้งบ่อเกิดของนวัตกรรม และการหลอมรวมเอาสิ่งเก่าเข้ามาผสมผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เมืองยังเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจที่บูรณการชีวิตการทำงาน และรูปแบบการดำเนินชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน
ผู้ทำงานสร้างสรรค์มักพึงใจกับเมืองมีลักษณะของการผสมผสาน ระหว่างประวัติศาสตร์และโครงสร้างที่ทันสมัย มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี มีร้านอาหาร ดนตรี และแหล่งบันเทิง และที่สำคัญต้องมีทางเท้าเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีรูปแบบอาคารที่หลากหลาย ซึ่งความต้องการเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเมืองของสถาปนิกในการออกแบบสำนักงานสมัยใหม่เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การฟูมฟักเมืองเพื่อดึงดูดบริษัทที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มาลงทุนทำธุรกิจนั้น ลำพังเพียงวัฒนธรรมชุมชนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้และเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจด้วย อย่างกรุงเทพฯ อาจถือได้ว่าเป็นเมืองของศูนย์กลางวัฒนธรรมบันเทิงของไทย ไม่ว่าอุตสาหกรรมดนตรี โทรทัศน์ วิทยุหรือ ภาพยนตร์ ล้วนแต่อยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด ยังไม่รวมถึงศูนย์การค้าใหญ่ๆที่กลายเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย แหล่งของสินค้า เครื่องประดับตกแต่ง แฟชั่น และการออกแบบทั้งหลาย แม้กรุงเทพฯจะค่อยๆก้าวเข้าสู่กระบวนการการกลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ในบางมิติ แต่ปัญหาพื้นฐานเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการจราจร ความแออัด ความยากจน แหล่งเสื่อมโทรม ผังเมือง ฯลฯ ยังเป็นปมที่ต้องรอวันสางก่อน จึงจะสามารถก้าวผ่านไปสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง
เป็นที่น่าเสียดายว่าหน่วยงานจัดการแผนเชิงพื้นที่ของไทยอย่างกรมโยธาธิการและผังเมืองยังดูเฉยๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ทุกอย่าง องค์กรมีสภาพเหมือนติดหล่ม "หยักตื้นติดกึก หยักลึกติดกัก" คนเก่งไหลออก ไม่มีสภาพเชิงก้าวหน้า เหลืออะไรบ้างที่จะบอกใครต่อใครว่าองค์กรนี้สำคัญอย่างที่เคยเปรียบเป็น "มันสมอง" ของประเทศ เพราะยังคงวนเวียนกับการจัดฝึกอบรมท้องถิ่น หรือฐานข้อมูลการผังเมืองก็เก็บมันไปอย่างนั้นแหล่ะ ไม่ได้พัฒนาต่อยอดให้เป็น Model เอาไปใช้ประโยชน์มากไปกว่านั้น หรืองานประจำจัดทำผังสี ข้อกำหนด การวิเคราะห์วิจัยตามมาตรฐานเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือบูชาการจัดรูปที่ดินราวเทพที่จะบันดาลทุกอย่างของการผังเมืองไทย จำไว้นะครับ "Adapt or Die กฎข้อแรกของการดำรงอยู่ สู่ Differentiate or Die สำหรับความได้เปรียบในวันนี้ แต่สำหรับวันพรุ่ง ดูเหมือนว่านวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทำให้องค์กรและประเทศอยู่รอด" นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อย หรือปรับเปลี่ยนทีละอย่างสองอย่าง เพราะพัฒนาการแบบนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง แต่นวัตกรรม หมายถึง การแสวงหาลู่ทางใหม่ ส่วนผสมใหม่ ภายใต้กรอบความคิดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำได้มาก่อน แต่ให้ตายเถอะ บางคนบอกว่าง่ายหรือยากพอๆกับการสร้างโลกใหม่ทั้งใบ!!!
รายการอ้างอิง
Charles Landry (2006),"The Art of City-Making", London: Earth scan, 462 pp.
Charles Landry (2006), Lineages of the Creative City, Research Journal for Creative Cities (RJCC), vol.1, no.1, pp.15-23.
Richard Florida (2002), "The Rise of the Creative Class: And How It's Transforming Work, Leisure, Community and Everyday Life", New York: Basic Books, 416 pp.
http://www.cisasia.net/index.html
http://www.creativethailand.org/
http://tvsawang.blogspot.com/2008/10/blog-post.html
http://spatialpolicymakers.blogspot.com/2009/07/creative-city.html
เห็นดีด้วยและชื่นชมคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไม่เสียแรงที่เกิดมา รู้ค่าเวลาที่เหลือของตน มองเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมของวันข้างหน้า เร่งทำสิ่งดีงาม เมื่อสมองยังอำนวย ไม่คิดฉกฉวยเห็นแก่ตัว เหมือนคนทั่วไป แค่เกิดมาแล้วมักง่ายรอวันตายหนักโลกเปล่า