เมืองสร้างสรรค์ (Creative City)

การสร้างเมืองคือศิลปะที่ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะมี
องค์ประกอบที่มากกว่าเรื่องที่เห็นได้ชัดอย่าง
สถาปัตยกรรม วิศวกรรม หรือแผนการจัดสรรพื้นที่
มุมมองใหม่ในการสร้างเมืองจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไร
ที่จะสร้างเมือง “สำหรับโลกนี้” มากกว่าเมืองที่ “อยู่ในโลกนี้”

The Art of City- Making
Charles Landry (2549)

Adapt or Die กฎข้อแรกของการดำรงอยู่ สู่ Differentiate or Die สำหรับความได้เปรียบในวันนี้ แต่สำหรับวันพรุ่ง ดูเหมือนว่านวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทำให้องค์กรและประเทศอยู่รอด

เมืองในยุคสมัยนี้ ดูเหมือนว่าต่างกระโจนเข้าร่วมเกมการแข่งขันความสามารถในการสร้างสรรค์ (Creativity) เพราะเท่าที่ทราบ กว่า 20 เมืองในอังกฤษต่างเติมสร้อยให้ตัวเองว่า “Creative” ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์, บริสตอล, พลิมัธ, นอร์วิช และที่ไม่ยอมตกขบวนแน่นอนกับลอนดอน เช่นเดียวกันที่แคนาดา ณ เมืองโทรอนโตกับแผนพัฒนาในการกรุยทางสู่เมืองสร้างสรรค์ หรือการขับเคลื่อนสู่เมืองสร้างสรรค์ของแวนคูเวอร์และออนทาริโอ ตลอดจนแผนการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์ของออตตาวา ทางฝั่งสหรัฐกับเมืองสร้างสรรค์ชินชินเนติ, เมืองสร้างสรรค์เทมป้าเบย์ แม้กระทั่งระดับภาคอย่างนิวอิงแลนด์ก็พลอยจะเป็นภูมิภาคแห่งการสร้างสรรค์กะเค้าเหมือนกัน ในออสเตรเลียเราจะพบยุทธศาสตร์เมืองสร้างสรรค์ของบริสเบน ,เมืองแห่งสร้างสรรค์ของโอ๊คแลนด์ บรรดาผู้ร่วมมือเพื่อชุมชนน่าอยู่ได้เริ่มโปรแกรมเมืองสร้างสรรค์เมื่อปี 2544 หรืออย่างโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เริ่มหลักสูตรบัณฑิตศึกษาทางด้านเมืองสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2546 ตลอดจนเกิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วญี่ปุ่นในปี 2548 องค์กรโลกบาลอย่างยูเนสโกกับโครงการพันธมิตรเพื่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้เริ่มสร้างเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์มาตั้งแต่ปี 2547 และยกให้เมืองอีดินเบิร์กเป็นเมืองแรกๆ ที่กล่าวถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของเมืองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

นอกจากญี่ปุ่น หลายประเทศในเอเชียต่างเริ่มมีนโยบายด้านสื่อและวัฒนธรรม อย่างเช่น เกาหลี, ไต้หวัน, จีน, สิงคโปร์ ,ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น เกาหลีดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เกาหลีมีกระทรวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมภาพยนตร์เกาหลีไปทั่วโลก จนจอเงินและจอแก้วในบ้านเราเวลานี้ไม่เคยห่างหายจากกระแสเกาหลีไปได้เลย ในขณะที่จีนและอินเดียก็กำลังก้าวข้ามตลาดภายในสู่ตลาดข้างนอกอย่างแข็งขัน แม้กระทั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับเรา เมืองบันดุง เมืองเก่าแก่ของอินโดนีเซีย ถูกจัดให้เป็นเมืองของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำหรับ ประเทศไทย มีนโยบายกำหนดชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งมีหน่วยงานรับผิดชอบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายในกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะทางอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center: TCDC) ด้วยตระหนักดีว่าประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกด้วยการใช้แรงงานต้นทุนต่ำอีกต่อไป เราต้องใช้ประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้มากขึ้น

ลักษณะของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม การสั่งสมความรู้ของสังคม และเทคโนโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดประเภทเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น 4 กลุ่มหลัก และ 15 สาขาย่อย ประกอบไปด้วย มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (งานฝีมือและหัตถกรรม, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ความหลากหลายทางชีวภาพ, การแพทย์แผนไทย, อาหารไทย) ศิลปะ (ศิลปะการแสดง, ทัศนศิลป์) สื่อ (ภาพยนตร์และวีดีทัศน์, การพิมพ์, การกระจายเสียง, ดนตรี) งานสร้างสรรค์และออกแบบ (การออกแบบ, แฟชั่น, สถาปัตยกรรม, การโฆษณา, ซอพท์แวร์) ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบโดยกว้างเพื่อประโยชน์ในการวัดขนาดทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ของไทย และสะท้อนถึงความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Industry) ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วเวลาข้ามวัน เพราะคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อจะเป็นผู้ประกอบการแนวหน้าได้นั้น ต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่เพียงแต่การบ่มเพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการวางแผนเชิงพื้นที่ที่เอื้อต่อการ “สร้างสรรค์” ด้วย

บรรยากาศของเมืองที่เอื้อต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นนโยบายที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายในการดึงดูดผู้มีความคิดสร้างสรรค์หรือบริษัทต่างๆ ให้เข้ามาอาศัยและประกอบธุรกิจในเมืองดังกล่าว Richard Florida ผู้เขียนหนังสือ The Rise of the Creative Class เมื่อปี 2545 ให้คำจำกัดความว่า เมืองที่มีแรงดึงดูดนั้นต้องเป็นสถานที่ที่เปิดกว้างสำหรับคนต่างถิ่นให้เข้ามาอาศัยได้อย่างกลมกลืน หรือเป็นเมืองที่มีความลื่นไหลทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เมืองอนุรักษ์นิยม หรือที่เรียกได้ว่า มีความมั่นคงทางสังคมมากพอที่จะก่อให้เกิดความต่อเนื่อง แต่ก็มีความหลากหลายที่จะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ อันที่จริง “เมืองสร้างสรรค์” เป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นในงานเขียนชื่อว่า The Creative City ของชาร์ลส์ แลนดรี้ (Charles Landry) ที่เขียนร่วมกับฟรังโก เบียนชินี (Franco Bianchini) นักวิชาการด้านผังเมืองเมื่อปี 2538 ซึ่งต่อมาแลนดรี้ได้พัฒนาแนวคิดและออกหนังสือที่ใช้ชื่อว่า The Creative City: A Toolkit for Urban Innovators ในปี 2543 หนังสือเล่มนี้สร้างความตื่นตัวมากมายในแวดวงนักวางแผนทางเศรษฐกิจ ถัดมาอีกปีให้หลัง แลนดรี้ร่วมกับมาร์ค เพทเชอร์ (Marc Patcher) จึงมีงานออกมาตอกย้ำแนวคิดนี้อีกในชื่อว่า Culture @ the Crossroads: Culture and Cultural Institutions at the Beginning of the 21st Century เมืองสร้างสรรค์ในแนวคิดของแลนดรี้เป็นทั้งบ่อเกิดของนวัตกรรม และการหลอมรวมเอาสิ่งเก่าเข้ามาผสมผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เมืองยังเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจที่บูรณการชีวิตการทำงาน และรูปแบบการดำเนินชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน

ผู้ทำงานสร้างสรรค์มักพึงใจกับเมืองมีลักษณะของการผสมผสาน ระหว่างประวัติศาสตร์และโครงสร้างที่ทันสมัย มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี มีร้านอาหาร ดนตรี และแหล่งบันเทิง และที่สำคัญต้องมีทางเท้าเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีรูปแบบอาคารที่หลากหลาย ซึ่งความต้องการเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาเมืองของสถาปนิกในการออกแบบสำนักงานสมัยใหม่เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การฟูมฟักเมืองเพื่อดึงดูดบริษัทที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มาลงทุนทำธุรกิจนั้น ลำพังเพียงวัฒนธรรมชุมชนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้และเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจด้วย อย่างกรุงเทพฯ อาจถือได้ว่าเป็นเมืองของศูนย์กลางวัฒนธรรมบันเทิงของไทย ไม่ว่าอุตสาหกรรมดนตรี โทรทัศน์ วิทยุหรือ ภาพยนตร์ ล้วนแต่อยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด ยังไม่รวมถึงศูนย์การค้าใหญ่ๆที่กลายเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย แหล่งของสินค้า เครื่องประดับตกแต่ง แฟชั่น และการออกแบบทั้งหลาย แม้กรุงเทพฯจะค่อยๆก้าวเข้าสู่กระบวนการการกลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ในบางมิติ แต่ปัญหาพื้นฐานเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการจราจร ความแออัด ความยากจน แหล่งเสื่อมโทรม ผังเมือง ฯลฯ ยังเป็นปมที่ต้องรอวันสางก่อน จึงจะสามารถก้าวผ่านไปสู่การสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง

เป็นที่น่าเสียดายว่าหน่วยงานจัดการแผนเชิงพื้นที่ของไทยอย่างกรมโยธาธิการและผังเมืองยังดูเฉยๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ทุกอย่าง องค์กรมีสภาพเหมือนติดหล่ม "หยักตื้นติดกึก หยักลึกติดกัก" คนเก่งไหลออก ไม่มีสภาพเชิงก้าวหน้า เหลืออะไรบ้างที่จะบอกใครต่อใครว่าองค์กรนี้สำคัญอย่างที่เคยเปรียบเป็น "มันสมอง" ของประเทศ เพราะยังคงวนเวียนกับการจัดฝึกอบรมท้องถิ่น หรือฐานข้อมูลการผังเมืองก็เก็บมันไปอย่างนั้นแหล่ะ ไม่ได้พัฒนาต่อยอดให้เป็น Model เอาไปใช้ประโยชน์มากไปกว่านั้น หรืองานประจำจัดทำผังสี ข้อกำหนด การวิเคราะห์วิจัยตามมาตรฐานเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือบูชาการจัดรูปที่ดินราวเทพที่จะบันดาลทุกอย่างของการผังเมืองไทย จำไว้นะครับ "Adapt or Die กฎข้อแรกของการดำรงอยู่ สู่ Differentiate or Die สำหรับความได้เปรียบในวันนี้ แต่สำหรับวันพรุ่ง ดูเหมือนว่านวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์จะทำให้องค์กรและประเทศอยู่รอด" นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อย หรือปรับเปลี่ยนทีละอย่างสองอย่าง เพราะพัฒนาการแบบนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง แต่นวัตกรรม หมายถึง การแสวงหาลู่ทางใหม่ ส่วนผสมใหม่ ภายใต้กรอบความคิดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำได้มาก่อน แต่ให้ตายเถอะ บางคนบอกว่าง่ายหรือยากพอๆกับการสร้างโลกใหม่ทั้งใบ!!!

รายการอ้างอิง
Charles Landry (2006),"The Art of City-Making", London: Earth scan, 462 pp.
Charles Landry (2006), Lineages of the Creative City, Research Journal for Creative Cities (RJCC), vol.1, no.1, pp.15-23.
Richard Florida (2002), "The Rise of the Creative Class: And How It's Transforming Work, Leisure, Community and Everyday Life", New York: Basic Books, 416 pp.
http://www.cisasia.net/index.html
http://www.creativethailand.org/
http://tvsawang.blogspot.com/2008/10/blog-post.html
http://spatialpolicymakers.blogspot.com/2009/07/creative-city.html