คุณรู้ไหม คุณนั้นเคยตาย.....
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว
สัมมาฎิฐิที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นั้น มีการขยายความเอาไว้ ว่ามีทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน
ซึ่ง 2 ใน 10 ข้อนั้นคือ การเชื่อว่า
ฉะนั้น พวกเราทุกคน หากเป็นพุทธศาสนิกชน ผู้เชื่อมั่นในคำสั่งสอน และ พระปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมต้องเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย(วิจิกิจฉา) เหลืออยู่เลย
ว่า พวกเราและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างก็เคยเกิด และ ตาย กันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
พระพุทธองค์ได้กล่าวเอาไว้ว่า ...
วัฎสงสารนี้ ยาวไกล หาเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย มิได้
ฉะนั้น การเวียนว่ายตายเกิด อันเกิดจากการสร้างกรรมดี กรรมชั่ว กรรมไม่ดีไม่ชั่ว ของสรรพสัตว์ จึงยังคงทำให้สรรพสัตว์ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นไปจากวัฏสงสารนี้ได้
วัฏสงสารนี้ เป็นเหมือน คุกขนาดใหญ่ ที่ขังสรรพสัตว์เอาไว้
จนสักวันหนึ่ง สัตว์นั้นๆ เกิดความเบื่อหน่าย หรือที่เรียกว่า "นิพพิทา" ปรารถนาที่จะยุติทุกสิ่งอย่างอันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ดับขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งคือ กายหยาบนี้ให้ไม่ต้องมีการเกิดขึ้นอีก หรือที่เรียกว่า ดับขันธปรินิพพาน นั่นเอง
ในพระไตรปิฎกมีชาดกหลายเรื่อง ที่ได้แสดงให้เห็นว่า การเวียนว่ายตายเกิด ไปตามกำลังแห่งบุญและบาปของตนเองนั้นมีอยู่จริง
อาทิ ได้กล่าวถึง พระชาติต่างๆ ของพระบรมโพธิสัตว์ ในระหว่างที่บำเพ็ญเพียร ก่อนจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้เคยเกิดเป็นพญาช้าง เกิดเป็นลิง เป็นกวาง เป็นมนุษย์
รวมถึง เคยเกิดเป็นสัตว์นรก เสวยทุกข์ยาวนาน
ความมีอยู่ว่า พระองค์ได้เสวยทุกข์ในนรก หลังจากพระชาติที่ได้เกิดเป็นกษัตริย์ผู้ได้ตัดสินโทษคนอื่นๆ เอาไว้มากมาย จนต้องตกนรก
ภายหลังการเสวยทุกข์ในนรกอันยาวนั้น บุญที่มีอยู่ ได้นำส่งให้พระองค์กลับมาเกิดเป็น พระเตมียกุมาร ผู้ระลึกชาติได้ จึงทราบว่าตนได้เคยทำกรรมดังกล่าวเอาไว้ พระองค์จึงแสร้งทำเป็นไบ้ ไม่โต้ตอบ หรือ พูดอะไร จนเติบใหญ่ แม้ว่าจะถูกทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย จนในที่สุด พระราชบิดาจึงให้นำพระองค์ไปประหารในป่า เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์จึงได้แสดงตนว่า เป็นผู้มีความสมประกอบทุกประการ แต่เพราะความหวาดกลัวภัยบาปในวัฎสงสาร จึงทำให้พระองค์ไม่ต้องการที่จะเป็นพระราชาองค์ต่อไป แล้วพระองค์จึงได้ตัดสินใจออกบรรพชา จนในที่สุด ได้ทำให้ พระราชบิดา พระราชมารดา และ ชาวเมือง ตั้งอยู่ในศีลธรรม และ ออกบวช ตามพระองค์เป็นอันมาก
หากคำว่า สัมมาทิฏฐิ ในข้ออื่นๆ ที่เหลือ อันได้แก่
ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเข้าใจคำว่า "กฏแห่งกรรม"
ดังคำที่ว่า
"กรรมนั้นตกแต่งสัตว์"
กรรมดี ก็นำให้สัตว์นั้นดี เช่น ได้เกิดในตระกูลสูง มีรูปงาม เป็นสัมมาทิฎฐิบุคคล
กรรมชั่วก็นำให้สัตว์นั้นชั่ว เช่น ทำให้เกิดเป็นคนยากจน เป็นคนมีรูปทราบ เป็นมิจฉาทิฎฐิบุคคล
เมื่อเป็นเช่น จึงไม่น่าแปลกใจ และ น่าหวาดหวั่นใจอีกต่อไป
เพราะพวกเราทุกคน ต่างเคยตาย และ เกิดมานับชาติไม่ถ้วน
สิ่งที่อาจจะต้องคิดต่อเพื่อสอนตนเอง ย่อมไม่ใช่ผิวเผินเพียงแค่ว่า....
เราก็ไม่ต้องกลัวตาย....
หากแต่เป็น การสอนตัวเอง ว่า....
เราได้ สั่งสมกรรมดี เอาไว้ให้มากพอที่จะเป็นเสบียงติดตัวเราไปตลอดการเดินทางในวัฎสงสารที่ยาวนานนี้แล้วหรือไม่
ไม่เพียง แค่การสั่งสมกรรมดีเท่านั้น ยังต้อง เพิ่มเติมคำว่า ละชั่ว ด้วย
ดังคำสังสอนที่เราคุ้นหู ที่ว่า...
"ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส"
ส่วนว่า การทำดี ทำอย่างไร ทำใจให้ใส ทำอย่างไร ขอเป็นการบันทึกในครั้งถัดไป
สาธุครับ ผมก็เชื่ออย่างนี้เหมือนกัน
สวัสดีค่ะ
สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรมานับไม่ถ้วน
พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ในโลกนี้ล้วนแต่เคยเป็นพ่อ แม่ ลูก และญาติพี่น้องกันมาแล้วทั้งนั้น