ฉันคิดหาวิธีที่จะผูกไมตรีกับมันให้ได้ โดยพยายามพูดกับมัน เอาข้าวเอาน้ำมาให้มันกินทุกวัน ๆ

เจ้าลาย สัตว์เลี้ยงที่ฉันรัก (2)

                     ต่อมาเกือบอาทิตย์ฉันก็รู้ความจริงว่า   ความดีของฉันไม่ได้มีความหมายกับมันเลย   วันนั้นฉันกำลังเดินกินไอติมแท่งอย่างมีความสุข       จากประตูรั้วเกือบจะถึงลานหน้าบ้านอยู่แล้ว    เจ้าลายก็วิ่งกระตั๊กๆ ส่งเสียงดังน่ากลัวเข้ามา     ฉันถอยหลังแล้วรีบตะโกนบอกมันว่า   “ ฉันเป็นเพื่อนแกนะ“   เปล่าประโยชน์   เจ้าลายมันไม่สนใจหรอก    มันพรวดเข้ามาเกือบจะถึงตัว   ฉันกระโดดหลบไปหลังต้นมะม่วงริมทาง  เจ้าลายกระเด็นกลับ   เพราะเตะพลาดเป้าไปถูกต้นมะม่วงอย่างจัง   มันร้องก็อก ๆ วนเข้ามาหา  ฉันหลบซ้ายหลบขวา  และสงสัยจริงๆ  ว่าทำไมมันถึงอยากเตะฉันหนักหนา   พอเหนื่อยมาก ๆ    ว่าจะหยุดให้มันเตะดีๆ    มันจะได้เลิกเป็นบ้าเสียที       แต่กลัวมันจะไม่เตะครั้งเดียวนะซิ      ฉันจึงต้องเล่นเอาล่อเอาเถิดกับมันตั้งนาน   กว่าจะวิ่งหนีขึ้นบ้านได้    ปลอดภัยจากเจ้าลายอันธพาล     โชคดีของมันที่พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้าน    ฉันเองก็ไม่บอกพ่อกับแม่เหมือนกัน   กลัวมันจะถูกทำโทษอีก   แต่พยายามนึกว่าจะทำยังไงดีนะ    ที่จะให้เจ้าลายรักและเกรงใจไม่ทำร้าย  เหมือนพ่อกับแม่ของฉันที่มันไม่กล้า    ยิ่งกับแม่พอมันได้ยินเสียง    มันจะพยายามเร้นกายอันใหญ่โตของมันให้พ้นจากสายตาแม่ให้มากที่สุด     ฉันคิดหาวิธีที่จะผูกไมตรีกับมันให้ได้    โดยพยายามพูดกับมัน  เอาข้าวเอาน้ำมาให้มันกินทุกวัน ๆ     แต่ก็ระวังตัวอยู่ห่าง ๆ   ตลอดเวลา

            วันหนึ่งพ่อบอกให้ฉันเอาแหขึ้นไปผูกที่กิ่งมะม่วง   แล้วเอาไม้ถ่างปากของมันออก เป็นการตากลมจะทำให้แหไม่อับชื้น       พอพ่อกับแม่ออกไปตลาด   ฉันคว้าแหได้ก็อุ้มปีนขึ้นต้นมะม่วง     ขึ้นไปเจอมะม่วงปากตะกร้อพอดี   ฉันก็เลยคว้ามาใส่ปาก     ลืมเรื่องแหไปชั่วขณะ      พอมะม่วงหมดลูก  ก็ได้ยินเสียงเจ้าลายร้องและวิ่งตุ้บตั้บ ๆ เข้ามาใต้ต้นมะม่วง    นึกสงสัยตะหงิดๆ ว่ามันวิ่งเข้ามาทำไม   มันจะขึ้นมากระโดดเตะฉันถึงบนต้นมะม่วงเลยเชียวหรือ  แต่พอมองเห็นชัดๆ ก็ต้องตกใจ  เพราะมันวิ่งหนีงูมา   งูตัวเบ้อเริ่มกำลังเลื้อยตามมันมาติดๆ

            งูเป็นสัตว์ที่ฉันกลัวมากที่สุด    ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นงูอะไร     เพราะฉันไม่อยากรู้จักมัน    ฉันเป็นห่วงเจ้าลาย  กลัวมันจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีไอ้ตัวยาว    ฉันพยายามนึกหาทางช่วย    จะให้ฉันลงไปตีงูนะ    ไม่มีทางเป็นไปได้เลย    ครั้นจะเอามะม่วงขว้างหัวงู   ให้มันตกใจเลื้อยหนีไป    ถ้ามันไม่ตกใจล่ะ    แล้วถ้ามันเกิดจำกลิ่นตัวฉันที่ติดไปกับลูกมะม่วงได้    มันต้องหาทางทำร้ายฉันกลับคืนแน่  เพราะโบราณเคยบอกว่า  “ ขว้างงูหัวโน  เอ๊ย  ตีงูหลังหัก  มันจะอาฆาต “ เฮ้อ ..คิดแล้วสยอง “           ฉันตัดสินใจได้ในเวลาต่อมาก่อนที่เจ้าลายจะถูกฉกตายเสียก่อน  โดยค่อย ๆ ถ่างปากแหออก กะระยะด้วยสายตาอย่างชำนิชำนาญ    แล้วปล่อยแหลงไปกะให้คลุมเจ้างูยักษ์พอดี     แต่ ....    มันไม่แม่นพอ   แทนที่แหจะคลุมงูตัวเดียว   มันดันคลุมทั้งงูทั้งเจ้าลาย     สัตว์เจ้าปัญหาทั้ง   2  ตัวตกใจมันดิ้นกันยกใหญ่    พอสงครามความกลัวสงบ      ผลปรากฏว่าเจ้างูยักษ์ถูกแหรัดร่างแน่น     มันเลื้อยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว   ส่วนเจ้าลายจอมเกเรก็ถูกแหรัดร่างแน่นเหมือนกัน      แต่โชคดีตอนที่มันทั้ง  2  ตัวดิ้น     ร่างของมันกระเด็นไปอยู่คนละฟากของกอดอกเข็ม      แต่ก็ไม่แน่ถ้ามันตัวใดตัวหนึ่งออกแรงดิ้นอีกมันอาจจะกระเด็นมานอนทับกันก็ได้      ฉันรีบไต่ลงจากต้นมะม่วง     อยากจะวิ่งไปปลดแหออกจากตัวเจ้าลาย    แต่ก็กลัวเจ้างูยักษ์ที่มองตาขุ่นอยู่   ถ้าฉันช่วยเจ้าลายแล้วไม่ช่วยมัน   มันต้องโกรธฉันแน่ ๆ    ฉันตัดสินใจคว้าเสื่อกกขึ้นมาแล้วขว้างไปทับร่างเจ้างูยักษ์เอาไว้   มันดิ้นกระแด่ว ๆ   แต่ก็ข้ามฝั่งมาไม่ได้         ฉันรีบวิ่งไปเอามีดมาตัดแหออกจากร่างเจ้าลาย    กว่าจะออกได้ก็ทุลักทุเลสะบักสะบอมไปทั้งตัว     พอมันเป็นอิสระ  มันก็กระโดดเตะไปบนเสื่อกกที่มีร่างศัตรูคู่อามาตของมันอยู่   “ เฮ้... อย่าเจ้าลาย “ ฉันรีบร้องห้าม   แล้วออกแรงลากมันถูลู่ถูกังออกจากบริเวณนั้นโดยเร็วที่สุด   เพราะกลัวว่าอยู่ ๆ    อาจจะมีญาติงูตัวอื่น ๆ  โผล่เข้ามาอีกหรือเจ้าตัวนั้นอาจจะหลุดผลั้วะออกมา    ฉันต้องตายแน่ ๆ   เลย        พอพ่อกับแม่กลับมาถึงบ้าน    รู้เรื่องเข้าพ่อก็พาเพื่อนบ้านมาจับเจ้างูไป    ส่วนเจ้าลายถูกแม่บ่นและคาดโทษอีกมากมาย    โทษฐานที่ทำให้ลูกสาวสุดที่รักต้องมาเสี่ยงชีวิตกับมันด้วย

 

                                                                ………………………………………………………..

                              อัมพร   ทานประสิทธิ์

                      วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554