มันนั่งอยู่กับที่ ทำหัวตก ปีกลู่ข้างลำตัวน่าสงสารจริง ๆ แล้วส่งเสียงร้องก็อก ๆ เบา ๆ

              เจ้าลาย สัตว์เลี้ยงที่ฉันรัก (1)

 

             ตั้งแต่จำความได้   พ่อกับแม่พาฉันย้ายบ้านหลายครั้งหลายคราว   บ้านหลังนี้มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร   พ่อปลูกผักสวนครัวไว้มากมาย  ส่วนแม่ก็ชอบซื้อ   ชอบขอสัตว์นานาชนิดมาไว้ที่บ้าน   แต่ไม่เคยเลี้ยงเอง    ปล่อยให้พ่อดูแลแทบทั้งหมด    ที่บ้านมีหมาเป็นฝูง   เป็นฝูงจริง ๆ  เพราะฉันนับไม่ถ้วนเลยว่ามันมีกี่ตัวกันแน่  แต่หมาทุกตัวมันจำเจ้าของได้  ไม่เคยกัดคนในครอบครัว  ยกเว้นเจ้าลายไม่ต้องทายหรอกว่ามันเป็นตัวอะไร   เพราะไม่เคยมีใครทายถูก     มันไม่ใช่หมา   ไม่ใช่แมว  ไม่ใช่เสือ แต่มันเป็นไก่งวง  

             เจ้าลายเป็นไก่งวงตัวผู้   นิสัยดุร้ายยิ่งกว่าหมาทุกตัวในบ้าน   ธรรมดาไก่งวงที่พ่อเลี้ยงไว้ฝูงใหญ่     (พ่อไม่ได้มีฟาร์มหรอก   พ่อเลี้ยงปล่อยๆไว้ในบริเวณบ้าน   พอพวกมันเบื่อ   ก็จะพากันข้ามรั้วไปหากินที่ลานวัด   ตกเย็นก็หาทางกลับเข้าบ้านเอง)     ไม่มีตัวไหนดุร้ายเลย     แต่เจ้าลายเป็นไก่งวงอันธพาล    ทุกคนในหมู่บ้านกลัวเจ้าลายกันทั้งนั้น    รวมทั้งฉันด้วย    มันเป็นไก่รุ่นหนุ่ม   ชอบกระโดดจิก   กระโดดเตะ   ทุกคนที่อยู่ใกล้   วัน  ๆ    มันต้องหาเรื่องทำร้ายคนอื่น ๆ  ไปทั่ว      วันไหนที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตให้มันทำร้ายได้      เจ้าลายมันจะคลั่งเป็นบ้าเป็นหลัง   แล้วมันก็วิ่งไปในดงกล้วย   ส่งเสียงร้องโอ๊กอ๊าก ๆ    ก่อนกระโดดเตะ   กระโดดถีบ    จนหนำใจ  มันจึงจะกลับไปหาที่นอนอย่างสงบสุขได้

 

          เมื่อก่อนฉันก็ไม่ค่อยสนใจนัก     พอมันมาใกล้ ๆ   ฉันก็จะรีบหนี      แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังยืนอย่างมีความสุขอยู่ริมบ่อน้ำ   ฉันได้ยินเสียงวิ่งตุ้บตั้บ ๆ   และเสียงร้องเอิ้กอ้าก ๆ  ของเจ้าลาย  ฉันยังไม่ทันหันไปดู  เจ้าลายก็ถึงตัว  มันกระโดดเตะฉันเข้าที่ก้น ฉันหัวทิ่มหัวตำตกลงไปในบ่อ  ส่วนมันยืนตีปีกพั่บๆ อยู่บนฝั่ง    ฉันสำลักน้ำแทบตาย  และก้นก็เขียวเป็นจ้ำอยู่หลายวัน 

          แม่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ    วิ่งไล่มันทั้งวัน    กะจะจับเอามาต้มข่าไก่ใบมะขามอ่อน   โทษฐานที่มันเตะลูกสาวคนโปรด     แต่จนแล้วจนรอดแม่ก็จับมันไม่ได้      ตัวเองต้องมานั่งดมยาเป็นชั่วโมง   แม่เลยยื่นคำขาดกับพ่อว่า   ต้องทำโทษมันให้ได้   แล้วแม่ก็บ่นพ่อกับเจ้าลายอีกยืดยาว   พ่อรออย่างใจเย็นให้เจ้าลายเผลอ  แล้วพ่อก็จับมันได้   พ่อผูกขาข้างหนึ่งของเจ้าลายไว้กับต้นมะขามเทศ   แต่ปล่อยเชือกที่ผูกให้ยาวเกือบ  3  เมตร    เจ้าลายแทบคลั่งตายมันร้องเอิ๊กอ๊าก ๆ   เสียงดังลั่น   กระโดดเตะต้นมะขามเทศเต็มเหนี่ยว    แต่ต้นมะขามเทศไม่เหมือนต้นกล้วย   ยิ่งเตะยิ่งเจ็บตัว   แม่บอกว่า   7  วันจึงจะปล่อย     แค่วันเดียวเจ้าลายก็แทบจะลงแดงตาย    พอวันที่  2  มันเริ่มประท้วงไม่ยอมกินข้าว  ไม่ยอมกินน้ำ   ยืนซึมกระทือ   ไร้ชีวิตชีวา   ฉันจึงบอกกับแม่ว่า  “ ปล่อยเจ้าลายเถอะ  สงสารมัน “     แต่แม่บอกว่า  “  มันแกล้งทำ  ต้องให้มันรู้สำนึกจริง ๆ   เสียก่อน สัก  7   วันถึงค่อยปล่อย “    พอเริ่มเข้าวันที่ 3  มันนั่งอยู่กับที่   ทำหัวตก   ปีกลู่ข้างลำตัวน่าสงสารจริง ๆ       แล้วส่งเสียงร้องก็อก ๆ   เบา ๆ  

          ฉันสงสารมันมาก  กลัวมันจะตาย   ทั้ง ๆ   ที่ก้นฉันยังไม่หายเขียวเลย     แต่ฉันก็ไม่อยากให้มันต้องถูกทำโทษต่อไป     พอพ่อกับแม่เผลอ     ฉันแอบย่อง ๆ   ไปตัดเชือกที่ผูกขามันออก    และบอกมันว่า 

“   เราเป็นเพื่อนกันนะ   “     แต่เจ้าลายมันมันไม่ฟังฉันหรอก   พอมันเป็นอิสระ มันก็ส่งเสียงเอี๊กอ๊าก ๆ     แล้วกางปีกวิ่งถลาเข้าไปในดงกล้วยทันที    เสียงมันซ้อมต้นกล้วยดังตุ้บตั้บ ๆ   สลับกับเสียงร้องบ้า ๆ   บอ ๆ   ของมันดังลั่น  

                                        ………………………………………………………..

          อัมพร   ทานประสิทธิ์

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554