3.1 วิธีการการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางของแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองจากประเทศพม่า
เมื่อรัฐไทยไดบันทึกตัวบุคคลไว้ในทะเบียนประวัติแล้ว จากนั้นก็จะมีนโยบายในการที่จะพัฒนาสถานะบุคคลของคนในทะเบียนประวัตินั่นก็คือการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง ซึ่งในกรณีของแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองนั้น รัฐบาลไทยมีนโยบายพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางเพียง 3 ประเทศเท่านั้น คือ ประเทศพม่า ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้นยังไม่มี จึงให้มีปัญหาในกรณีแรงงานต่างด้าวที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศอื่น เช่น เวียดนาม และประเทศจีนมาขึ้นทะเบียนแรงงานโดยให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงและอาจทำให้ไม่สามารถที่จะพิสูจน์สัญชาติผ่านได้ ซึ่งจะกล่าวในบทที่ว่าด้วยปัญหาต่อไป
3.1.1 ยื่นเรื่องขอพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง (ลาว พม่า กัมพูชา) ที่ศูนย์ประสานงานการพิสูจน์สัญชาติ ขั้นตอนนี้อยู่ในความดูแลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
ในขั้นตอนแรกสำนักงานจัดหางานจังหวัดจะส่งแบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติให้ แต่กรณีของนายยอดรักนั้นไปติดต่อขอพิสูจสัญชาติเองที่ศูนย์ประสานงานการพิสูจน์สัญชาติพม่า ที่ฟิวเจอร์บางแค โดยไม่ได้รอหนังสือจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด ซึ่งยังไม่เคยได้รับเลย
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) สำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนประวัติ ทร.38/1
2) สำเนาใบอนุญาตทำงาน Work Permit หรือสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน
3) สำเนาหนังสืออนุญาตให้จ้างแรงงานต่างด้าว (ใบโควต้า)
4) รูปถ่ายขนาด 4x6 ซม. จำนวน 3 รูป
5) แบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติ
(2) ขั้นตอนการยื่นเรื่องขอพิสูจน์สัญชาติ ดังนี้
1) รับแบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติจากเจ้าหน้าที่
2) กรอกคำร้องขอรับการพิสูจน์สัญชาติ
การกรอกเอกสารต้องกรอกเป็นภาษาพม่า แต่ว่าที่ศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดทั้งภาษา ไทย และพม่าได้ จึงทำให้ไม่มีปัญหาในการกรอกเอกสาร
รายละเอียดที่กรอกคือ ชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และรัฐ ไม่ได้ระบุเลขที่บ้าน ระบุชื่อพ่อแม่ และชื่อแรงงานต่างด้าวที่ใช้อยู่ทางประเทศพม่า โดยข้อมูลทั้งหมดเจ้าหน้าที่เป็นคนกรอกเอกสารให้
เรื่องเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติทางศูนย์เป็นคนกำหนดให้ ไม่มีการเลือกว่าจะไปพิสูจน์ที่ด่านไหน[1] ซึ่งจะต้องผ่านบริษัทที่รับดำเนินการพิสูจน์สัญชาติตามที่ได้แจ้งไว้กับกรมการจัดหางาน
ซึ่งจะมีหนังสืออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ด้วย
3) ยื่นแบบฟอร์มขอรับการพิสูจน์สัญชาติ และเอกสารทั้งหมด
4) ชำระค่าถ่ายรูป 100 บาท และค่าทำบัตร 100 บาท
เมื่อกรอกเอกสาร และยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์ ฯ จะนำเอกสารทั้งหมดส่งไปตรวจสอบประวัติที่ประเทศพม่า โดยผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย
3.1.2 รับฟังผลการอนุญาตในการพิสูจน์สัญชาติ ขั้นตอนนี้อยู่ในความดูแลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
สำนักจัดหางานจังหวัดจะต้องแจ้งผลการอนุญาตไปพิสูจน์สัญชาติของแรงงานต่างด้าว โดยให้นายจ้างให้ไปรับเอกสารส่งตัวแรงงานไปพิสูจน์สัญชาติ และหนังสืออนุญาตเดินทางออกนอกเขตพื้นที่จากกระทรวงมหาดไทย เพื่อเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติตามที่สถานที่ วัน และเวลาที่กำหนด
ช่วงนี้ต้องรอหรือถ้าใช้เวลานานก็ต้องตาม และถ้าหากไม่มีหนังสือแจ้งมาให้ไปรับเอกสารที่ว่านี้เพื่อไปพิสูจน์สัญชาติ ก็อาจจะหมายความว่าลูกจ้างแรงงานต่างด้าวผู้นั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากทางการพม่าว่ามีสัญชาติพม่า
แต่กรณีของนายยอดรักนั้น เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553 น.ส.นิ่มและนายยอดรักได้เดินทางไปที่ศูนย์ประสานงานการพิสูจน์สัญชาติที่บางแค เพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับในการยื่นเอกสารการพิสูจน์สัญชาติด้วยตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่แจ้งแค่ว่าการตรวจสอบเอกสารประกอบการยื่นคำร้องของนายยอดรักผ่าน และจะได้เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติที่ด่านแม่สาย โดยออกเดินทางในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 17.00 น. และดำเนินการที่แม่สายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เมื่อเสร็จแล้วก็เดินทางกลับทันที ส่วนหนังสืออนุญาตเดินทางออกนอกเขตพื้นที่จากกระทรวงมหาดไทยของนายยอดรักนั้นไม่มี
จากนั้นก็ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในการติดต่อกระทรวงและเดินเอกสารไปทางพม่า จำนวน 1,500 บาท และชำระค่าเดินทางไป-กลับ สำหรับลูกจ้าง 1600 บาท ซึ่งไม่มีใบเสร็จ แต่ว่าจะออกใบสีชมพูเล็กซึ่งจะเขียนเป็นภาษาพม่าให้
และถ้านายจ้างต้องการไปด้วยก็จะต้องจ่ายค่าเดินทางไป-กลับเพิ่มอีก 1,600 บาท ซึ่งไม่มีใบเสร็จ แต่ว่าจะออกใบสีชมพูเล็กซึ่งจะเขียนเป็นภาษาพม่าให้ ซึ่งน.ส.นิ่มก็ตามไปด้วย
3.1.3 เดินทางไปพิสูจน์สัญชาติพม่าที่ศูนย์ที่ทางราชการพม่าจัดเตรียมไว้ ที่ประเทศพม่า
สำหรับการเดินทางไปพิสูจน์สัญชาตินั้นจะต้องเดินทางไปกับรถที่ทางศูนย์จัดเตรียมไว้
และสามารถไปเฉพาะลูกจ้างคนเดียวก็ได้โดยที่นายจ้างไม่ต้องไปด้วย เจ้าหน้าที่ทางศูนย์จะเป็นผู้ดูแลแทน หากนายจ้างต้องการไปด้วยก็ต้องเสียค่าเดินทางเพิ่มอีก
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) เอกสารส่งตัวแรงงานไปพิสูจน์สัญชาติ
2) ใบสีชมพูเล็กซึ่งจะเขียนเป็นภาษาพม่า
3) แบบรับรองรายการทะเบียนประวัติ ทร.38/1
4) ใบอนุญาตทำงาน Work Permit (บัตรสีชมพู) หรือใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน
5) เงินจำนวน 3000 บาท หากผ่านการพิสูจน์สัญชาติพม่า และได้ทำพาสปอร์ต
(2) ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติพม่า ดังนี้
1) มารายงานตัวที่ศูนย์วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 10.00 น. และต้องมากรอกเอกสารเพิ่มเติม
2) จะออกเดินทางโดยรถที่ศูนย์วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลาประมาณ 17.00 น.
3) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ก็ได้ดำเนินการไปพิสูจน์สัญชาติ
4) เมื่อไปถึงก็รับบัตรคิวรอเรียกคิว
5) เมื่อเรียกคิวแล้ว ก็ไปรับเอกสารไปแล้วก็ขึ้นไปชั้นบน มีเจ้าหน้าที่รับเอกสาร ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตรวจรับเอกสารนั้น ก็ได้ถามคำถามเป็นภาษาพม่า ซึ่งนายยอดรักไม่เข้าใจจึงได้ให้แรงงานต่างด้าวคนที่กำลังรับการตรวจเอกสารที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กันช่วยแปลเป็นภาษาไทยให้ เพราะว่าทุกคนที่เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติพูดไทยได้กันหมด จึงได้ทราบว่าเจ้าหน้าที่ถามว่า “อยู่ที่ไหนในประเทศไทย” แล้ว “ทำงานอะไร” นายยอดรักให้แรงงานคนดังกล่าวช่วยตอบเป็นพม่าให้ว่า “อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี” “มีอาชีพทำงานบ้าน”
6) หลังจากนั้นนายยอดรักก็ได้ทำหนังสือเดินทาง (Passport) แบบชั่วคราว (Temporary Passport)
3.1.4ยื่นคำขออนุญาตตรวจลงตรา (วีซ่า) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (อำเภอแม่สาย จ.เชียงราย, อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, อำเภอเมือง จังหวัดระนอง)
เมื่อแรงงานพม่าพิสูจน์สัญชาติผ่าน และได้หนังสือเดินทางชั่วคราวแล้ว แรงงานพม่าก็จะต้องกลับเข้ามาในประเทศไทย พร้อมกับนำหนังสือเดินทางชั่วคราวไปตรวจลงตรา และประทับตราอนุญาให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) แบบขอรับการตรวจลงตรา
2) หนังสือเดินทางชั่วคราว (TP) ที่ได้หลังจากผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว พร้อมสำเนา
3) บัตรขาเข้าและขาออก (ตม.6)
4) ใบโควตาปีปัจจุบัน
5) ทร.38/1 และ ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมในอนุญาตทำงานปัจจุบัน
6) รูปถ่ายขนาด 4x6 ซม. จำนวน 1 รูป
(2) ขั้นตอนการคำขออนุญาตตรวจลงตรา (วีซ่า) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ดังนี้
1) รับแบบขอรับการตรวจลงตรา
2) กรอกแบบขอรับการตรวจลงตรา
3) ยื่นเอกสารทั้งหมด
4) เจ้าหน้าที่ตรวจลงตรา (วีซ่า) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
หลังจากนั้นก็ขึ้นรถที่ทางศูนย์เขาจัดไว้ให้กลับเข้ามาที่กรุงเทพมหานคร
3.1.5 แรงงานพม่ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานการพิสูจน์สัญชาติของประเทศไทย ณ ศูนย์ประสานการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า จ.ระนอง ขั้นตอนนี้อยู่ในความดูแลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
เมื่อแรงงานพม่าได้รับการตรวจลงตรา และอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแล้วก็จะต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานการพิสูจน์สัญชาติของประเทศไทย ณ ศูนย์ประสานการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า
เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) เอกสารส่งตัวแรงงานไปพิสูจน์สัญชาติฯ
2) หนังสือเดินทางชั่วคราว (TP) หน้าที่ประทับตรา Visa พร้อมสำเนา
3) เอกสารส่งตัวแรงงานกลับจังหวัดต้นทาง
3.1.6 นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปตรวจสุภาพที่โรงพยาบาลตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ขั้นตอนนี้อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข
ขั้นตอนนี้แรงงานต่างด่าวจะต้องทำการการตรวจสุขภาพเพื่อซื้อประกันสุขภาพสำหรับแรงงานต่างด้าวที่ต้องการขอใบอนุญาตทำงาน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 1,900 บาท
ซึ่งนายยอดรักได้มาตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ณ โรงพยาบาลประชาธิปัต
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
หนังสือเดินทางชั่วคราว (TP)
(2) ขั้นตอนการตรวจสุขภาพ ดังนี้
1) ยื่นใบนัดแล้วเจ้าหน้าที่
2) รับบัตรคิว
3) รอเรียกคิวแล้วยื่นเอกสารที่หน้าห้องตรวจ
4) พิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วก็เก็บปัสสาวะใส่ขวดเพื่อที่จะตรวจ จากนั้นก็เจาะเลือด แล้วก็เอ็กชเรย์
5) รอผลตรวจ
6) จ่ายค่าตรวจสุขภาพ จำนวน 600 บาท
7) ซื้อประกันสุขภาพ โดยจ่ายค่าประกันสุขภาพ จำนวน 1,300 บาท
เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็นำใบรับรองแพทย์พร้อมเอกสารมายื่นที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด
3.1.7 ขอใบอนุญาตทำงานที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด พื้นที่ที่สถานที่ทำงานตั้งอยู่ ขั้นตอนนี้อยู่ในความดูแลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจสุขภาพแล้วก็นำใบรับรองแพทย์พร้อมเอกสารมายื่นที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดและก็ต้องพาลูกจ้างมาถ่ายรูปทำใบอนุญาตทำงาน ซึ่งนายยอดรักได้มาขอใบอนุญาตทำงานในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) หนังสือเดินทางชั่วคราว (TP) พร้อมสำเนา
2) ใบรับรองแพทย์
3) ใบโควตาปีปัจจุบัน
4) แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ทำงานของนายจ้าง
5) รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 รูป
6) ทร.38/1 และใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานปัจจุบัน
7) ใบคำขออนุญาตทำงานตามแบบ ตท. 15
(2) ขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงาน ดังนี้
1) ติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อขอรับใบอนุญาตทำงาน ตามแบบ ต.ท. 15
2) กรอกรายละเอียด
3) ยื่นเอกสารที่จัดเตรียมมาทั้งหมด
4) ชำระค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท
5) ชำระค่าต่อใบอนุญาตทำงาน 3600 บาท มีอายุเป็นเวลา 2 ปี
6) ได้รับใบอนุญาตทำงาน
แต่กรณีของนายยอดรักนั้นยังไม่ได้บัตรแข็งเลย ทางกรมจัดหางานออกเอกสารมาให้ใช้แทนบัตรแข็งก่อน ซึ่งทางกรมแรงงานจัดหางานปทุมธานี นัดไปรับบัตรแข็งอีกทีวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สถานะบุคคลตามกฎหมาย
1. สถานะบุคคลของคนในทะเบียนประวัติตามกฎหมายมหาชน
(1) การพิจารณาสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
เมื่อแรงงานต่างด้าวผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ก็ยังเป็นคนมีรัฐอยู่ ไม่ไร้รัฐ
(2) การพิจารณาสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
เมื่อแรงงานต่างด้าวผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ก็จะไม่เป็นคนไร้สัญชาติอีกต่อไป มีสถานะบุคคลตามกฎหมายเป็นคนสัญชาติของประเทศต้นทาง เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยก็จะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย และเมื่อพิจารณาสัญชาติพม่าแล้วนั้น แสดงให้เห็นว่าประเทศพม่าได้ยอมรับนายยอดรักในสถานะคนสัญชาติพม่า และได้ออกเอกสารที่ทางราชการพม่ารับรองว่านายยอดรักเป็นคนสัญชาติพม่าแล้ว
(3) การพิจารณาสถานะบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
ในการพิจารณาสิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยของแรงงานต่างด้าวที่พิสูจน์สัญชาติผ่านแล้วนั้น เมื่อรัฐต้นทางได้ออกเอกสารหนังสือเดินทางให้แล้ว และแรงงานต่างด้าวได้รับการอนุญาตให้ตรวจลงตรา พร้อมได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ดังนั้น แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญจึงมีสิทธิเข้าเมือง และสิทธิอาศัย เป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีสิทธิอาศัยชั่วคราว ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
และเมื่อแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วมีสิทธิอาศัยชั่วคราวแล้ว ตามมาตรา 38 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 จะต้องได้รับการเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านสำหรับสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว (ท.ร. 13) อันจะทำให้มีภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชนตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ได้
2. สถานะบุคคลของคนในทะเบียนประวัติตามกฎหมายเอกชน
แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจะมี ทั้งสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายเอกชน และมีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชน
3.2 การออกจากทะเบียนประวัติ เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร. 13)
เมื่อแรงงานต่างด้าวผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว สถานะบุคคลของแรงงานที่ผ่านการพิสูจน์สัญชติจะไม่ใช่คนไร้สัญชาติ ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายอีกต่อไป จะมีสถานะบุคคลเป็นคนมีสัญชาติของประเทศพม่า อันเป็นประเทศต้นทาง และเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย เข้าเมืองถูกกฎหมายและมีสิทธิอาศัยชั่วคราว ดังนั้น สิ่งที่ควรดำเนินต่อไปก็คือ การออกจากทะเบียนประวัติ โดยการเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 เพราะตามกฏหมายจะต้องมีภูมิลำเนา 5 ปี
(1) เอกสารที่ใช้ประกอบ ได้แก่
1) หนังสือเดินทางชั่วคราว (TP)
2) ทะเบียนประวัติ ทร.38/1
3) ใบอนุญาตทำงาน
4) สำเนาทะเบียนบ้านของบ้านที่จะขอเพิ่มชื่อ (ทะเบียบ้านนายจ้าง)
5) บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน (ถ้ามี)
(2) ขั้นตอนการขอเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว ดังนี้
1) ขอรับเอกสารแบบคำร้องท.ร. 31 ที่สำนักทะเบียนที่ลูกจ้างแรงานต่างด้าวจะเพิ่มชื่อเข้า
(เป็นการขอเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านของนายจ้าง)
2) การกรอกแบบคำร้อง ท.ร. 31 (เป็นไปตามข้อ 106 แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535)
3) ยื่นคำร้อง พร้อมเอกสารทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่
4) เจ้าหน้าที่ตรวจความถูกต้องของเอกสารทั้งหมดเอกสาร และตรวจฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรเพื่อตรวจสอบว่าผู้ร้องมีชื่อในทะเบียนบ้านแห่งอื่นหรือไม่
5) เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ร้อง และพยานบุคคล เพื่อยืนยันว่าคนที่ขอเพิ่มชื่อกับคนในพาสปอร์ตที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติเป็นคนเดียวกัน รวมทั้งสอบถามความยินยอมจากเจ้าบ้านในการอนุญาตให้เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านด้วย
6) ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอเพิ่มชื่อว่าเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราวและได้รับผ่อนผันให้อยู่เป็นกรณีพิเศษหรือไม่
7) รวบรวมเอกสาร พยานหลักฐานเสนอต่อนายอำเภอพิจารณา
8) เมื่อนายอำเภออนุญาตตมคำร้องแล้ว นายทะเบียนจะจำหน่ายเลข 13 หลักเดิมที่ขึ้นต้นด้วย “00” แล้วกำหนดเลขใหม่ที่ขึ้นต้นด้วย “6” อันหมายถึง คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (กลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยชั่วคราวและได้รับผ่อนผันให้อยู่เป็นกรณีพิเศษ) แล้วเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ชั่วคราว ท.ร. 13
9) เจ้าหน้าที่อำเภอจะมอบสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านพร้อมหลักฐานให้กับผู้ร้อง
กรณีนายยอดรักนั้น น.ส.นิ่มได้ไปดำเนินการยื่นคำร้องเรื่อง ขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน ทร.13 ที่เทศบาลคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
1. ในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553 น.ส.นิ่มและนายยอดรักได้เดินทางไปที่เทศบาลตำบลคูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
ซึ่งทั้ง 2 คนได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่เทศบาลว่ามาเพิ่มชื่อแรงงานต่างด้าวที่ผ่านพิสูจน์สัญชาติแล้วลงในทะเบียนบ้าน
เจ้าหน้าที่ก็ถามมาว่านายยอดรักมาอยู่กี่ปีแล้ว
นายยอดรักตอบไปว่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้ 10 ปีแล้ว แต่ขึ้นทะเบียนประวัติเมื่อปี พ.ศ. 2552
เจ้าหน้าที่จึงตอบมาว่าต้องอยู่ครบ 5 ปีก่อนจึงจะเพิ่มชื่อได้ และบอกว่าเหมือนกันทุกที่
และเมื่อน.ส.นิ่มได้นำหนังสือสั่งการที่ มท 0309.1/ว 8 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 เรื่อง การจัดทำทะเบียนราษฎรสำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ ไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า เพิ่งเคยเห็นหนังสือดังกล่าว
2. เมื่อประมาณวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 นายยอดรักและน.ส.นิ่มได้ไปติดต่อที่เทศบาลตำบลคูฅตอีกครั้ง เพื่อขอเพิ่มชื่อนายยอดรักลงในทะเบียนบ้านของน.ส.นิ่ม มาขอเพิ่มชื่อเป็นครั้งที่สองแล้ว เพราะคราวก่อนเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องรออีกสี่ปีถึงจะเพิ่มชื่อได้ แต่มาคราวนี้เจ้าหหน้าที่ก็ขอดูเอกสาร แล้วแจ้งว่าเอกสารไม่พร้อม เพราะต้องแปลภาษาในหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มาให้เป็นภาษาไทย และต้องมีพยานมาด้วยหนึ่งคน ซึ่งต้องเป็นคนไทย และนายยอดรักต้องใช้รูปถ่ายหนึ่งนิ้ว 5 รูป สรุปคือวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ
3. เมื่อวันที่ 15 กรฎาคม พ.ศ. 2553 นายยอดรักและน.ส.นิ่มได้ไปที่เทศบาลตำบลคูคต เพื่อไปขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านอีกเป็นครั้งที่ 3 เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ต้องมี รูปถ่าย 1 นิ้ว 5 รูป ท.ร. 38/1
ต้องแปลภาษาในหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้เป็นภาษาไทย เอกสารเจ้าบ้าน บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน ต้องมีพยานด้วย โดยพยานจะต้องนำบัตรประชาชน และทะเบียนนบ้านมาด้วย
สรุปวันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เพราะคราวก่อนก็เจอเจ้าหน้าที่คนนี้เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรว่าต้องเตรียมอะไรมาบ้างเหมือนคราวนี้
4. เมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2553 นายยอดรัก น.ส.นิ่ม และพี่สาวน.ส.นิ่มผู้ที่จะไปเป็นพยานให้ก็ได้ไปที่เทศบาลตำบลคูคตอีกครั้ง ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็ให้กรอกเอกสารทั้งหมดจำนวนสามชุด 1. ของนายจ้าง 2.ของพยาน 3.ของลูกจ้าง หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่รวบรวมเอกสารทั้งหมดและบอกว่าจะต้องนำเอกสารไปให้หัวหน้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งและจะแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นประมาณ 2 วัน ก็มีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่าเอกสารที่ให้ไปไม่สมบูรณ์ คือ คำแปลหนังสือเดินทางไม่มีการเซ็นรับรองจากกรมการกงศุล จึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้
5. เมื่อนายยอดรักไปติดต่ออีกครั้งเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็รับคำร้องขอเพิ่มชื่อของนายยอดรัก
6. นายยอดรักได้รับการเพิ่มชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านท.ร. 13 (เล่มสีเหลือง) ได้ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553 โดยมีชื่อตามหนังสือเดินทาง โดยไปรับทะเบียนบ้านเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ตอนนี้นายยอดรักเป็นบุคคลสองทะเบียนราษฎร คือ ทะเบียนราษฎรทั้งของประเทศสาธารณรัฐสหภาพพม่า และประเทศไทย
[1] การพิสูจน์สัญชาติพม่าโดยเริ่มแรกนั้น แรงงานต่างด้าวจะต้องเดินทางไปพิสูจน์สัญชาติยังจุดชายแดน 3 แห่งที่รัฐบาลพม่ากำหนด คือ
1. เมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย
2. เมืองเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก และ
3. เกาะสอง ตรงข้าม อ.เมือง จ.ระนอง
แต่ในปัจจุบันทางพม่าได้เข้ามาตั้งศูนย์รับพิสูจน์สัญชาติในประเทศไทยแล้ว โดยตั้งที่จ.ระนอง