ข้อควรรู้ 11 ประการสำหรับพ่อแม่
ข้อควรรู้ 11 ประการสำหรับพ่อแม่
ในเรื่องเรียนของลูก





  1. ใส่ใจเรื่องเรียนของลูก
    ข้อแรกสำคัญมาก - คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจเรื่องการเรียนของลูก สนใจไม่พอ ต้องร่วมแรงร่วมใจ มีส่วนร่วมในการเรียน การศึกษาของลูกด้วย อย่าถือว่า เรื่องเรียน เป็นเรื่องของครู เรื่องเล่นเป็นเรื่องของพ่อแม่
    จากงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า หากพ่อแม่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกจะส่งผลให้ลูกเรียนดีขึ้น ลูกอยากมาโรงเรียนมากขึ้น ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนรายอื่นๆ ในโรงเรียน ที่สำคัญมีส่วนช่วยให้ลูกตัดสินใจเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้น อย่างน้อยจนจบปริญญาตรี
  2. การมีส่วนร่วมในการศึกษาของลูกมีหลายอย่างที่คุณทำได้
    การที่พ่อแม่อย่างเรา จะมีส่วนร่วมในการศึกษาของลูกนั้น มีมากมายหลายวิธี อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือเปล่าเท่านั้นแหล่ะค่ะ เช่น ไม่ว่าคุณจะเป็นกุมารแพทย์ หรือ เป็นชาวไร่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ คุณก็สามารถแบ่งปันประสบการณ์งานที่คุณทำให้เด็กๆ ในโรงรียนของลูกฟังได้ ในฐานะวิทยากรรับเชิญ
    นอกจากนั้นควรให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนทุกครั้งที่โรงเรียนจัดกิจกรรมต่างๆ และควรสนับสนุนให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนด้วย เช่น สัปดาห์นักอ่านน้อย, งานวันพ่อ, งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ฯ
  3. ให้เวลากับลูก
    แม้ว่าคุณจะมีงานมากล้นมือ แต่ควรให้เวลากับลูกด้วยการซักถามพูดคุยกับลูก เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของลูกขณะอยู่โรงเรียน เพื่อนสนิทของลูกเป็นอย่างไรบ้าง ตรวจดูการบ้านลูกด้วยความสนใจ ชื่นชมรายงานที่ลูกทำขึ้น ถามความเห็นเกี่ยวกับภาพที่ลูกวาด ว่ามีความหมายอย่างไร ทำไมถึงวาดภาพนี้ ฯ
  4. ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน
    โรงเรียนจะยินดีมาก หากคุณพ่อคุณแม่ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน ไม่ว่าจะในฐานะผู้ปกครองอาสาสมัคร หรือเป็นสมาชิกสมาคมผู้ปครอง มาประชุมผู้ปกครองทุกครั้งที่โรงเรียนเชิญ หรือ กรอกแบบสอบถามที่โรงเรียนต้องการทราบข้อมูลเพื่อประโยชน์ของนักเรียน เสนอแนะความคิดเห็นของคุณแก่โรงเรียน ฯ
  5. รายละเอียดของหลักสูตรและวัตถุประสงค์การเรียนรู้
    คุณควรทราบรายละเอียดของหลักสูตรและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ในระดับชั้นที่ลูกของคุณเรียนอยู่ โรงเรียนควรแจ้งให้ผู้ปครองทราบอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของเด็กแต่ละระดับชั้นในแต่ละเทอมว่าเรียนอะไรบ้าง สาระการเรียนร ู้ และผลที่คาดหวังเป็นอย่างไร รวมทั้ง รายละเอียดและวิธีการเรียนการสอนในโรงเรียนเป็นอย่างไร
  6. พ่อแม่ควรรู้กฎระเบียบวินัยของโรงเรียน
    โรงเรียนต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบนโยบาย, กฎข้อบังคับและระเบียบวินัยของโรงเรียนว่ามีอะไรบ้าง นโยบายความปลอดภัยของนักเรียนเป็นอย่างไร หากมีนักเรียนที่ประพฤติผิดวินัยหรือเกเร โรงเรียนมีนโยบายในการจัดการกับเด็กเหล่านี้อย่างไร และโรงเรียนมีวิธีในการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเชื่อฟังและมีความรับผิดชอบ รวมทั้งประพฤติตนอยู่ในระเบียบวินัยอย่างไรบ้าง
  7. การเรียนของลูกเป็นอย่างไร
    โรงเรียนควรรายงานผลการเรียนให้คุณทราบ ไม่ว่าจะเป็นทางการ หรืออย่างไม่เป็นการ เช่น สมุดสื่อสารระหว่างครูและผู้ปกครอง, สมุดพกรายผลการเรียนแต่ละเทอม และรายปี เพื่อให้คุณทราบว่าลูกมีพัฒนาการด้านการอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์ ศิลปะ และวิชาอื่นๆ ลูกมีผลการเรียนเป็นอย่างไร มีถนัดในด้านใด มีการขาดเรียนกี่ครั้ง ผลการเรียนโดยเฉลี่ยแต่ละวิชาของนักเรียนทั้งห้องเป็นอย่างไรบ้าง ฯ
  8. การศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นเป็นอย่างไร
    โรงเรียนควรแจ้งให้ผู้ปกครองทราบว่า การศึกษาต่อในขั้นสูงขึ้น ลูกคุณจะต้องทำอย่างไรบ้าง จึงจะสมัครเรียนต่อได้ หากโรงเรียนมีแค่ประถม 6 ลูกคุณต้องสมัครเรียนต่อโรงเรียนมัธยมศึกษาได้ที่โรงเรียนอะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
  9. เรียนอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ
    ลูกคุณต้องทำอย่างไรบ้าง จึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม การอ่าน การเขียน และวิชาอื่นๆ โรงเรียนควรให้คำแนะนำว่าคุณต้องช่วยเหลือลูกคุณอย่างไรบ้าง เพื่อให้ลูกมีผลการเรียนที่ดีขึ้น โรงเรียนควรเต็มใจให้ข้อมูลที่คุณต้องการทราบเกี่ยวกับโรงเรียนและการเรียนของลูกคุณ
  10. คุณควรได้รับการต้อนรับอย่างดีจากโรงเรียน
    โรงเรียนต้องเต็มใจและยินดีต้อนรับ และให้ข้อมูลที่คุณต้องการทราบ โดยไม่มีข้อกีดกันไม่ว่าในด้านฐานะ ศาสนา หรืออาชีพ แต่อย่างใด
  11. ร่วมมือกับผู้ปกครองรายอื่น
    หากคุณร่วมมือกับผู้ปกครองรายอื่นในโรงรียนเดียวกัน คุณจะสามารถได้รับข้อมูลข่าวสารจากโรงเรียนและโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับพวกคุณในฐานะผู้ปกครองมากขึ้น กรณีที่โรงเรียนนั้นไม่แสดงความเป็นมิตรกับผู้ปกครองเท่าไหร่นัก
การเรียนรู้ในชีวิตของคนเราเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน แต่การเรียนรู้ในชีวิตครอบครัวนั้นยากกว่า การจะเป็นครอบครัวได้ต้องอย่าลืมว่ามีใครบ้างที่เราต้องหันมาใส่ใจ เพราะอาจจะสายเกินไป ถ้าไม่ช่วยกันดูแล ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะลูก เป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัว ถ้าอยากให้ครอบครัวสมบูรณ์ อย่าลืมคนที่อยู่ข้างกายคุณ