เป็นที่รู้กันว่ากิจกรรมสำคัญของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น คือ กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ ซึ่งโรงเรียนสตรีวิทยา 2 ของฉันได้จัดกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มกราคม 2554 ที่ผ่าน ณ หัตถวุฒิแคมป์ จังหวัด สระบุรี
นัดหมายรวมกองในเช้าวันพุธที่ 19 มกราคม เวลา 06.00 เพื่อทำการเช็คชื่อลูกเสือเนตรนารี โดยผุ้บังคับบัญชาประจำรถ (ข้าพเจ้าประจำรถคันที่ 6) เมื่อเช็คชื่อเรียบร้อยก็ออกเดินทาง รถออกประมาณ 8 โมงเช้า พอดี โดยในการเดินทางครั้งนี้มีรถบัสทั้งหมด 19 คัน ซึ่งนับว่าเป็นขบวนที่ใหญ่มาก นักเรียนที่ไปเข้าค่ายในครั้งนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 946 คน

ขบวนของทางโรงเรียนถึงหัตถวุฒิแคมป์ประมาณเกือบเที่ยงแล้ว เนื่องจากเป็นขบวนใหญ่ต้องค่อยๆ ขับตามกันมา เมื่อมาถึงค่ายอากาศร้อนมากๆ ทั้งๆ ที่อยู่ใจกลางหุบเขาแต่อากาศร้อนมากๆ แต่อาจารย์ที่ไปด้วยกันบอกว่าอย่าเพิ่งบ่นรอถึงเวลากลางคืนจะรู้ว่าหนาวมากๆ เป็นอย่างไร เมื่อมาถึงแคมป์ก็จัดการเปลี่ยนชุดลำลอง วิชาแรกที่เด็กต้องเรียนในวันนี้คือวิชาธรรมชาติศึกษา และต่อด้วยวิชาสูทกรรม ที่เด็กต้องทำอาหารเองโดยการก่อไฟเองทุกอย่าง ซึ่งตัวฉันที่เป็นผู้บังคับบัญชาก็ต้องช่วยเด็กก่อไฟทำอาหารด้วย
เมื่อเด็กกินอาหารฝีมือตนเอง (มีไก่ไม่สุกด้วย) เสร็จแล้วก็จะให้เด็กไปจัดการอาบน้ำให้เรียบร้อยและรวมกองกันเวลา 19.00 เพื่อนัดหมายกิจกรรมรอบกองไฟในวันที่ 20 (คือพรุ่งนี้) เมื่อนัดหมายเรียบร้อยก็เปิดมินิคอนเสิร์ตเล็กๆ โดยเด็กนักเรียนและผู้บังคับบัญชา จากนั้นเวลา 22.30 น. ก็สั่งแยกกองเพื่อนอนพักผ่อน

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม ข้าพเจ้าต้องตื่นตั้งแต่ 04.45 เพื่อเตรียมตัวเป่านกหวีดปลุกเนตรนารีตามห้องพักทั้ง 20 ห้อง (ลูกเสือกับเนตรนารีแยกค่ายกันนอน) ให้ตื่นมาเตรียมตัวให้พร้อมกับกายบริหารในตอนเช้า อากาศตอนกลางคืนและตอนเช้าของที่นี่หนาวมากๆ เช้านี้อุณหภูมิอยู่ที่ 15 องศา หนาวจริงๆ โดนน้ำไม่ได้เลยเหมือนโดนมีดกรีด เนตรนารีทุกคนกายบริหารอย่างง่วงเหงาหาวนอน เพราะเป็นเวลาที่เช้าเกินสำหรับเด็กในเมือง (สำหรับผู้บังคับบัญชาด้วย) เมื่อกายบริหารเสร็จเรียบร้อยก็ปล่อยให้เนตรนารีไปจัดการอาบน้ำ (ซึ่งคงไม่มีใครอาบแน่เพราะหนาวมาก) และกินอาหารเช้า จากนั้นก็เรียกรวมกองเพื่อทำการเปิดกองย่อยเวลา 07.30 น. วันนี้มีกิจกรรม 2 กิจกรรมใหญ่ คือการเดินทางไกล และการเข้าฐานผจญภัย

ข้าพเจ้าเป็นผู้บังคับบัญชาประจำฐานเดินทางไกลในช่วงเช้า ซึ่งข้าพเจ้าโชคดีที่ได้อยู่ในจุดที่ 1 อยู่ใกล้กับค่าย (ปีที่แล้วอยู่จุดที่ 3 บริเวณศาลร้าง) ซึ่งทำหน้าที่รอรับลูกเสือและเนตรนารีเดินทางไกล ตรวจเครื่องแต่งกาย หากแต่งกายไม่เรียบร้อยก็ต้องโดนทำโทษ ทั้งกลิ้งลงเขา ปั่นจิ้งรีด คาบกิ่งไม้ เป้นต้น ซึ่งเด็กต้องเดินทางไกลทั้งหมดรวมแล้ว 10 กิโลพอดี

พอช่วงบ่ายข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไปคุมฐานผจญภัย ซึ่งฐานที่ข้าพเจ้าดูแลคือฐาน คอมมานโดคู่ เป็นเชือกสลิงขึงระหว่างสระน้ำและข้างใต้ก็มีตาข่ายรองรับเวลาเด็กตกลงไปในน้ำ เพราะน้ำลึกมาก ฐานนี้สุกมาก เพราะเด็กจะแกล้งเพื่อน โดยการแกว่งเชือกสลิงแรงๆ ให้เพื่อนตกลงไปในน้ำให้ได้ ส่วนตัวข้าพเจ้าต้องคอยรับรายงานตัวเพื่อพร้อมรับการฝึก และดูแลไม่ให้เพื่อนแกล้งแกว่งเชือกสลิงแรงจนเกินไป เพราะถ้าเพื่อนตกเลยนอกตาข่ายแล้วจะเป็นบริเวณน้ำที่ลึกมากๆ
เมื่อเข้าฐานผจญภัยเสร็จแล้วจึงกินข้าวเย็นและให้ลูกเสือเนตรนารีอาบน้ำเตรียมตัวเพื่อกิจกรรมรอบกองไปคืนนี้ เมื่อลูกเสือเนตรนารีพร้อม กิจกรรมรอบกองไฟก็เริ่มต้นขึ้น โดยผู้อำนวยการค่าย (ผอ.) ทำการจุดไปที่กองไปและครูที่เป็นซูลูก็ออกมา จากนั้นก็มีการแห่พุ่มสลากเพื่อให้ ผอ. จับฉลากว่าลูกเสือเนตรนารีกลุ่มใดจะได้แสดงเป็นกลุ่มแรก

ซึ่งกลุ่มแรกเป็นกลุ่มลูกเสือที่แสดงเรื่องศึกบางระจัน
ตามด้วยการแสดงของเนตรนารีกลุ่มที่ 2 เรื่องแก้วหน้าม้า

ตอนนี้คั่นด้วยการแสดงของครู

ต่อมากลุ่มที่ 3 คือกลุ่มของลูกเสือแสดงเรื่องยาเสพติด และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มของเนตรนารีแสดงเรื่อง สโนว์ไวท์
เมื่อการแสดงจบลงผู้บังคัญบัญชาทุกท่านก็เดินลงไปพร้อมกับเพลงสามมัคคีชุมนุมขึ้นลูกเสือเนตรนารีทุกคนจับมือกับผู้บังคับบัญชาร้องเพลงสามัคคีชุมนุมร่วมกัน
เช้าวันสุดท้ายวันนี้ตื่นสายได้นิดหน่อยเพราะช่วงเช้าไม่มีกายบริหาร เช้านี้ก่อนทีี่จะเดินทางกลับได้มีการนิมนต์พระจากวัดมาเทศน์ให้ฟัง และทำบุญกัน สุดท้ายเรียกรวมกองและทำพิธีการปิดกองการอยู่ค่ายพักแรมลูกเสือเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่และเดินทางกลับในเวลา 11.00 น
เราอยู่โรงเรียนไทยนิยม