“ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ”

“ศีลธรรมไม่กลับมา  โลกาจะวินาศ”  คำกล่าวของท่านพุทธทาส ที่สะท้อนถึงความเสื่อมถอยทางศีลธรรมในสังคมไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสื่อมถอยทางศีลธรรมของเด็กและเยาวชน  ที่มีอยู่ให้เห็นอย่างดาษดื่นในสังคมปัจจุบัน  เด็กและเยาวชนนั้นถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ  เนื่องจากประชากรของประเทศจะเป็นเด็กและเยาวชนเสียส่วนใหญ่  และการพัฒนาประเทศจะขึ้นอยู่กับเด็กและเยาวชนเหล่านี้  หากสามารถแก้ไขปรับปรุงเด็กและเยาวชนให้ดีเสียตั้งแต่วันนี้  ในอนาคตประเทศชาติก็จะมีผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพ  อยู่ในศีลธรรมเคารพต่อกฎเกณฑ์หรือกฎหมายของสังคม  มีความรู้ความสามารถประกอบอาชีพสุจริตรู้จักเสียสละผลประโยชน์ต่อส่วนรวม สังคมและประเทศชาติ

สังคมโลกที่ถูกห้อมล้อมด้วยกระแสแห่งวัตถุนิยมและบริโภคนิยมที่เราเป็นทาสอย่างโงหัวไม่ขึ้นอยู่ในขณะนี้  สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและเยาวชนที่เป็น “พื้นที่สีดำ”  มากกว่า “พื้นที่สีขาว”  สื่อทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์  วิทยุ  อินเตอร์เน็ต ที่เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย   ธุรกิจบาป เช่น ร้านเกมส์ที่ผู้ใหญ่เปิดให้เด็กเข้าไปใช้บริการ โดยเห็นแก่ผลประโยชน์มากกว่าการร่วมรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชน     การเปิดร้านคาราโอเกะ ผับ ให้เด็กและเยาวชนได้เที่ยว ดื่ม กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา  ความเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่เหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม  รวมถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงสังคมในปัจจุบัน ทั้งภายในประเทศและภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนไทยที่จะเป็นพลังที่สำคัญของชาติ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้เด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบที่รุนแรง อันเป็นผลมาจากความเปราะบางของครอบครัวและชุมชน ซึ่งเป็นผลทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม  

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา ที่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่เด็กนักเรียนทุกคนจะต้องมี และถือว่าเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง เพื่อให้มีจิตสาธารณะ มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม และมีความเคารพสถาบัน ควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้แก่นักเรียน รวมถึงโรงเรียนและครูต้องช่วยกันสังเกตพฤติกรรมของเด็กนักเรียนด้วย  ในเรื่องนโยบายการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษานั้น  มีปรากฏอยู่ในทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาทั้งสองฉบับ คือ (พ.ศ.2542 และ พ.ศ.2554)   ตลอดถึงปรากฎในนโยบายการศึกษาของชาติ  ซึ่งดูเหมือนกับว่า เรื่องของคุณธรรมจริยธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจในการจัดการศึกษาให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

แต่ในทางกลับกัน  ปัญหาเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมยังคงปรากฎให้อยู่ตลอดเวลาและเหมือนจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ  เช่น  ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเด็กอาชีวะศึกษา หรือแม้แต่ปัญหาการตบตีกันของเด็กนักเรียนหญิงในระดับมัธยมศึกษา  ซึ่งเป็นที่น่าหนักใจเป็นอย่างมาก  ยิ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นข่าวทางสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์  ติดๆ กันในหลายกรณี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกและแนวทางแก้ไขกันได้อย่างไร เพราะรู้สึกว่าปัญหานี้ได้ถูกหมักหม่มมานาน  จนหยั่งรากลงลึกเป็นปัญหาที่ไม่รู้จักจบสิ้น 

ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน  เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ท้าทายการแก้ปัญหาของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะหาทางออกที่ลงตัวอย่างไร  ระหว่างประเพณีวัฒนธรรมการรักนวลสวงนตัว ที่หลายคนเห็นว่าล้าสมัย คร่ำครึกับการเปิดเสรีทางความรักของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน  นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงปัญหาที่ตามจากปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย

 ปัญหาการติดเกมส์  เป็นปัญหาที่สำคัญมากในยุคปัจจุบัน  ปัญหานี้ถือว่าเป็น “ศัตรูที่ร้ายกาจ” ที่ดึงเยาวชนออกจากการศึกษา  ออกจากคุณธรรมจริยธรรม  เด็กและเยาวชนบางคนใช้เวลาอยู่ในร้านเกมส์มากกว่าอยู่โรงเรียนและอยู่บ้าน  สิ่งที่ตามมาคือ การสะสมความรุนแรงจากการเล่นเกมส์ ที่นำไปสู่การแสดงออกด้วยความรุนแรงของเด็กและเยาวชน  เช่น  การทำร้ายคนขับแท็กซี่เพื่อชิงทรัพย์โดยเลียนแบบมากจากเกมส์  นิสัยที่เอาแต่ชนะไม่รู้จักการแพ้ หรือให้อภัย  ปัญหาที่กล่าวมานี้ยังส่งผลถึงปัญหาการไม่สนใจในการศึกษาเล่าเรียน  ที่ดูได้จากผลการเรียนโดยรวมทั้งประเทศของเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาอังกฤษ  ที่ต่ำทุกทักษะการฟัง การอ่าน  การพูด  การเขียน  วิชาคณิตศาสตร์  วิชาวิทยาศาสตร์  เป็นต้น   

ซึ่งดูเหมือนว่า นับวันปัญหาเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น  จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนในสังคมที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องเด็กและเยาวชน  ดูแลเรื่องการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชน ทั้งในระบบราชการและองค์กรภาคเอกชน  น่าจะทบทวนการทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่ผ่านว่ามีความสำเร็จหรือล้มเหลวประการใด  เป็นสิ่งที่น่าคิด ทั้งๆที่เรามีนโยบายในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม มีกิจกรรมมากมายที่เกี่ยวกับส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา ทั้งในระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา  อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา  ในส่วนขององค์กรทางศาสนา เรามีโครงการครูพระสอนศีลธรรมในสถานศึกษาทั่วประเทศประมาณ ๒๐,๐๐๐  รูป    จึงน่ามาคิดทบทวนกันไหม่ ในเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ในระบบการศึกษาไทยมีปัญหาหรือไม่  อย่างไร ?

เริ่มต้นที่ใจ สู่สายใยครอบครัว  :  ทางออกของปัญหา

               แท้ที่จริงแล้วการแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชนที่กล่าวมานั้น  เป็นที่ยอมรับกันว่า “ครอบครัว”  เป็นสถาบันที่เล็กที่สุดในสังคม  แต่เป็นสถาบันที่มีพลังมากที่สุดที่จะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชน   แต่เพราะในปัจจุบัน “สถาบันครอบครัว” ในสังคมไทยค่อนข้างล้มเหลว  ในแต่ละวันพ่อแม่ไม่มีเวลาที่จะอยู่กับลูกปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว  พ่อแม่กับให้ความสำคัญกับการดิ้นรนเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพมากกว่า  ด้วยความเปราะบางของครอบครัวเช่นนี้  ทำให้เด็กและเยาวชนมีเวลาที่จะอยู่กับเพื่อน  เกมส์ สื่อต่างๆ มากกว่าพ่อแม่  เด็กและเยาวชนจึงเรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยความเข้าใจของตัวเองและเรียนรู้จากเพื่อน ซึ่งก็มีวุฒิภาวะพอๆกัน  หากจะหาทางออกในการแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชน  ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมคงต้องย้อนกลับมาให้ความสำคัญของครอบครัว  พลิกบทบาทของครอบครัวให้มีพลังเหมือนในอดีต  พ่อแม่ต้องให้ “เวลา” และ “ความอบอุ่น”   แก่ลูกๆ มากกว่าการยืนเงินให้โดยปราศจากความเข้าใจซึ่งกันและกัน

               นอกจากครอบครัวแล้วผู้เขียนยังเห็นว่า การบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนนั้น มีความสำคัญมากในการช่วยแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชน  โดยต้องเริ่มต้นตั้งจากตัวของเด็กและเยาวชนเอง จนก้าวไปสู่ครอบครัว  ชุมชน  และนโยบายแห่งรัฐ  ซึ่งผู้เขียนจะขอนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาแบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยเริ่มต้นที่ตัวเด็กและเยาวชน  ภายใต้ แนวคิด “เริ่มต้นที่ใจ  สู้สายใยครอบครัว  ล้อมรั้วชุมชน  รวมพลภาครัฐ”  ผู้เขียนยังเชื่อว่าสิ่งแรกที่ต้องทำคู่ขนานไปกับการทำงานด้านเด็กและเยาวชนขององค์กรต่างๆ รวมถึงการทำงานขององค์กรทางศาสนา  คือ  “การสร้างความตระหนักรู้ ให้เด็กและเยาวชนเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และปลุกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง”  เพราะไม่ว่าเราจะมีนโยบาย โครงการหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมากแค่ไหน  งบประมาณมากขนาดไหน  แต่เด็กและเยาวชนกลับยังมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เขากระทำอยู่เป็นปัญหากับตัวเขาเองและส่งผลถึงสังคมส่วรรวม  นโยบายและโครงการต่างๆ ไม่สามารถสำเร็จได้ไม่ว่าเราจะระดมทุนทางปัญญา  ทุนทางวัฒนธรรม หรือทุนทางสังคมมากขนาดไหน  จึงขอย้ำว่า สิ่งแรกที่เราควรเร่งดำเนินการ คือ  ทำให้เด็กและเยาวชนเห็นปัญหา และลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง  โดยมีครอบครัว  ชุมชน หน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชน คอยให้การสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงในการแก้ไขปัญหาของเด็กและเยาวชน 

               ในสังคมมีตัวอย่างของการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน  โดยการลุกขึ้นมาทำงานของเด็กและเยาวชนเองอย่างมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น โครงการการประกวดโครงงานคุณธรรม “เยาวชนไทย ทำความดีถวายในหลวง”  (เข้าไปดูได้ที่ http://www.moralproject.net/

หรือน้องเบส  อรพิมพ์ รักษาผล  เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ ปี 2546, เยาวชนดีเด่นสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี  2545, รางวัลนักเรียนพระราชทาน, ลูกกตัญญูดีเด่นแห่งชาติ 2551, วิทยากรดีเด่นระดับชาติ ฯลฯ   น้องเบสบอกว่า  “ก่อนจะได้รางวัลเยาว ชนดีเด่นแห่งชาติ เคยได้รางวัลเยาวชนเลวเด่นแห่งชาติมาก่อน” น้องเบสเคยผ่านชีวิตที่ผิดพลาดมาก่อน  แต่เพราะการมาฝึกเป็นนักพูดและเวลาที่ต้องหาข้อมูลในการพูดทำให้น้องเบสได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น  จึงเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม จนกระทั้งลุกขึ้นมาทำงานเพื่อร่วมแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนในที่สุด

คงถึงเวลาแล้วที่เราจะให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้ ให้เด็กและเยาวชนเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และปลุกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง   

 

ติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่

http://www.facebook.com/dhammaaromdee