นมัสการพระคุณท่าน
เห็นด้วยหลายประการ หากพูดทั้งหมดคงเป็นการสัมมนากันหลายวัน แต่อ่านจากข้อเขียนของท่านแล้วได้มุมมองที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ
ระบบการศึกษาในปัจจุบันนี้ดีหรือไม่? ตอบได้เลยว่าดีเหมือนเดิมและดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ผมคิดย้อนกลับไปสมัยยังเป็นเด็กประถมวิชาที่เรียนมีเพียงน้อยนิด แต่เดี๋ยวนี้ไปเปิดดูหนังสือของลูก ๆ แล้วพบว่าเนื้อหาการเรียนมีเยอะขึ้น รวมถึงเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ศาสนา เรียนกันเยอะมากทำไมถึงไม่ประสบผลสำเร็จ
ตามที่ท่านว่ามีโครงการอบรมจริยธรรมกว่าสองหมื่นรูป ทำไมศีลธรรมจึงไม่กลับมาเสียที
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นปลายเหตุ แล้วต้นเหตุเล่าอยู่แห่งใด
ซึ่งต้องกลับย้อนมาดูสามสถาบันหลักที่นักปราชญ์หลายคนกล่าวถึงคือ บวร
บ้าน วัด โรงเรียน
สถาบันเหล่านี้แหละที่จะปลูกฝังความรู้สึกนึกคิดของเยาวชนได้
บ้านคือแหล่งศึกษาชั้นปฐมภูมิที่แท้จริง คือการเรียนรู้จากตัวแบบหรือ Role Model ที่แท้จริง พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ร้อยละ 80 จะเป็นไปตามสภาพแวดล้อม มีประมาณร้อยละ 20 ที่จะผ่าเหล่าดีหรือเลวด้วยตัวเอง
แต่สมัยนี้พ่อแม่กลับปลูกฝังเลี้ยงดูลูกอย่างผิด ๆ หลายประการ ปลูกฝังเน้นการแข่งขันแก่งแย่งเป็นคนเก่ง ขนาดให้เป็นคนดียังมีคำว่า คนดีที่หนึ่ง แล้วจะทำให้เยาวชนมุ่งเป็นคนดีได้อย่างไร
เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จับเยาวชนเหล่านี้ยัดเข้าระบบสังคมใหม่คือเข้าโรงเรียน แล้วพ่อแม่ก็คิดว่าครูหรือสถาบันการสอนจะอบรมบ่มนิสัยลูกของตนได้ แต่ครูเหล่านั้นเป็นใคร พ่อแม่ก็ไม่ใช่มีหรือที่จะใส่ใจเฝ้าปั้นแต่งให้ศิษย์เป็นคนดี แล้วเด็กสมัยนี้เชื่อฟังครูซะที่ไหน เครื่องมือในการดัดนิสัยอย่างไม้เรียว และตกซ้ำชั้นก็ใช้ไม่ได้แล้ว ครูคนไหนตีลูกแล้วเป็นเรื่อง ครูคนไหนให้นักเรียนซ้ำชั้นก็ต้องถูกสอบถึงพฤติกรรมการสอน ว่าสอนอย่างไรทำให้นักเรียนไม่มีประสิทธิภาพ ในที่สุดก็ปล่อยเกรดกันไปเพื่อให้หลุดพ้นจากบ่วง แต่มันก็ขว้างงูไม่พ้นคอกันเสียที
ทีนี้ลองมาดูสถาบันการศึกษาอย่างวัดดูสิครับ ทุกวันนี้เข้าไปในวัดจะพบเห็นอะไร
ภาพพระหรือเด็กวัดนั่งอ่านหนังสือเคยมีไหม ในกุฏิมีทีวี อินเตอร์เน็ตกันถ้วนหน้า เวลาที่ศึกษาพระธรรมวินัยก็ลดน้อยลง การสอนธรรมะก็เป็นเพียงกระแส บางรูปใช้ facebook และ tweeter บังหน้าหาว่าสอนธรรมะแต่ที่แท้ก็หลีสีกามีให้เห็นเป็นข่าวตลอดเวลา
หลายวัดสร้างวัตถุเพื่อดึงคนเข้าวัดเพื่อกราบไหว้ขอพรขอหวย หาได้เป็นแหล่งเรียนรู้อีกต่อไป บางวัดพระยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแก่นแท้พุทธศาสนาสอนอย่างไร
สอนแต่เรื่องนรกสวรรค์ บาปบุญคุณโทษโดยไม่รู้ว่าบุญคืออะไร และก็เน้นให้ชาวบ้านทำบุญกันเยอะ คือบริจาคทานให้มากแล้วจะได้บุญ ทั้ง ๆ ที่แท้บุญหรือปุญญ คือเครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ขั้นต่ำก็บุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีล และสมาธิภาวนา ซึ่งหากทำเพียงทานอย่างเดียว แล้วจะได้บุญหรือ...
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเหลือบสังคมของกลุ่มชนนั้น ๆ เพียงเล็กน้อยแต่พลอยทำให้ผู้มีจิตใจ ใส่ใจในสังคม อย่างท่านต้องพลอยมัวหมอง
มันก็สมควรแก่เวลาแล้วที่พวกเราทุกฝ่ายทั้งสามสถาบันคือ บ้าน วัด โรงเรียน จะมาร่วมกันปกป้องผืนผ้าขาวให้ขาวบริสุทธิ์ เอาแค่ในวัยอันควรก่อนก็แล้วกัน
ที่กล่าวมาทั้งหมดก็คืออยากช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมให้รอดพ้นจากปากเหยียวปากกาในยุคการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสาร