เกาะสีชัง เกาะแห่งความสงบและสวยงาม ที่หลายคนมองข้าม อันที่จริงก่อนจะไปเยือนที่เกาะแห่งนี้มีหลายคนถามว่าจะไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรเลย ....................... แต่พวกคุณเชื่อมั้ย คำตอบที่ได้หลังจากกลับมา มันมากมายยิ่งกว่าที่คาดคิด ถ้าคุณอยากรู้ว่าเกาะสีชังมีอะไร คุณต้องก้าวเข้าไป แล้วสัมผัสกับธรรมชาติที่มีบนเกาะให้มากที่สุดคุณถึงจะได้คำตอบนั้น .............ชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งกับ Adventure Trip @ Koh Sichng
ทริปนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อจะไปให้ทันเรือเที่ยวแรก โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ที่เลือกเดินทางแต่เช้าก็เพื่อหลีกหนีแดดอันร้อน แต่ว่าพอไปถึงที่เกาะ เราก็หนีไม่พ้น แดดแรงมาก!!!!
ค่าโดยสารเรือ ราคาคนละ 40 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาทีเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย นั่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องคิดอะไร มองทะเล มองฟ้า ดูวิวไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็ถึง ฟังคนโน้นคนนี้คุยไปเรื่อยๆก็แอบเพลินดี
เดินทางถึงเกาะสีชังประมาณ 9.00 โมงเช้า และสิ่งแรกที่เราเห็นก็คือ การจัดการ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งเราเห็นมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมดูแลอยู่ที่ท่าเรือ(ท่าบน) ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่สั่งห้ามพวกที่คอยถามเช่ารถ ไม่ให้ตามตื้อนักท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าดี ไม่อย่างนั้นบางครั้งมันก็น่ารำคาญ
หลังจากพวกเราตั้งสติกันได้ซักพัก ก็เริ่มหามอเตอร์ไซค์เช่ากัน เราเช่าแบบเหมาวัน ราคา 300 บาท เผื่อว่าเราจะไปไหนมาไหนของเราเองน่าจะสะดวกกว่า
สถานที่แห่งแรกที่พวกเราแวะไปกราบไหว้ขอพรก็คือศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งตั้งอยุ่บริเวณใกล้ๆกับท่าเรือพอดี
บันไดหลายขั้นน่าดู แต่ที่น่าสังเกตุแม้จะสูงขนาดไหน แต่ผู้สูงอายุที่มาสักการะที่นี่ ทุกคนมีความพยายามในการที่จะเดินขึ้นไปด้วยสองขาของตัวเองมากกว่าที่จะนั่งรถกระเช้าขึ้นไป
ตอนเช่ารถมอเตอร์ไซค์ป้าแกให้แผนที่มา 1 ชุด ก่อนออกจากศาลเจ้าพ่อเลยต้องดูกันหน่อยว่าจะไปทางไหนดี แต่เอาเข้าจริงถามชาวบ้านง่ายกว่าเยอะ
ถนนบนเกาะเป็นพื้นปูนเรียบ ขี่ง่าย ไม่ค่อยมีทางคดเคี้ยว เรียกได้ว่าขี่ง่ายกว่าเกาะล้านเยอะเลย แต่ที่นี่ไม่มีมอเตอร์ไซค์แบบออโต้นะ ต้องขี่มอเตอร์ไซค์แบบเกียร์ธรรมดา
สถานที่ต่อไปพวกเราขี่วกไปวนมาแล้วก็ได้เจอกับ วัดอัษฎางค์ เป็นวัดไทยโบราณ สอบถามจากเจ้าอาวาสท่านบอกว่า "ไม่ค่อยมีใครมาซักเท่าไหร่ เหตุเพราะคนที่จะมาเกาะสีชังส่วนใหญ่เป็นคนจีน และก็มาแค่สักการะศาลเจ้าพ่อด้านหน้าเกาะ แล้วก็กลับเลย" แล้วต่อจากนั้นหลวงพ่อท่านก็แนะนำสถานที่ต่างๆในวัดและบริเวณใกล้เคียงให้พวกเราฟัง ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวที่นี่ไม่มีอันตราย ท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ ได้ยินคำยืนยันแบบนี้พวกเราก็เลยตะลุยกันซะทั่วบริเวณวัด "เหนื่อยมากกกก" แต่สนุกจริงๆ ต้องเป็นคนที่ชอบเที่ยวสไตล์ลุยป่า ปีนป่ายถึงจะสนุก ถ้าคนรักความสบาย คงไม่เอาแน่ๆ เพราะเหนื่อยจริงๆ
หลวงพ่อเหลือง ตั้งอยู่เด่นตระหง่านบนยอดเขา ณ. วัดอัษฎางค์
กว่าพวกเราจะเที่ยวทั่วตามที่หลวงพ่อท่านบอกเล่นเอาเหงื่อตก ขาหมดแรงเลย เพราะต้องปีนป่ายกันตลอด เหนื่อยแต่สนุกจริงๆ ถ้ำระฆังเงินระฆังทอง ปีนขึ้นไปเรื่อยๆไม่ต้องย้อนกลับลงมา จะมีทางไปทะลุถึงองค์พระใหญ่ด้านหน้า(หลวงพ่อเหลือง) (ให้ย้อนกลับมาก็คงไม่ไหวแล้วหล่ะ อิอิ ^^)
เราเดินทางออกจากวัดอัษฎางค์โดยไร้ซึ่งจุดหมายต่อไป แต่ที่แน่ๆตอนนี้ท้องร้องเหลือเกิน พวกเราจึงแวะไปทานอาหารกันที่ร้านที่มีชื่อเก๋ๆว่า Pan & David ที่มาของชื่อร้านน่ะเหรอ..................... ลองสังเกตจากป้ายร้านดูนะ อาหารมื้อแรกบนเกาะสีชัง หลังจากที่ตะลุยและผจญภัยกันตั้งแต่เช้า และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ กุ้งใหญ่ผัดพริกแกง กับ ไข่เจียวไส้กุ้ง รสเลิศ บริการดีป้าปั่นก็เป็นกันเองกับลูกค้า แอบเห็นแกพูดภาษาอังกฤษกับแขกฝรั่งด้วย โห!!! ไม่เบาเลยทีเดียว สุดยอดป้าปั่น........... *_____*
เมื่อท้องอิ่มก็ลุยกันต่อ เราขี่ตะลุยกันไปเรื่อยๆเพราะยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน และขอบอกว่าขี่มั่วทางมากๆ มีถนนที่ไหนก็ไปเรื่อยๆ และเราก็เจอทางตัน แต่.............ในทางตัน เราเจอวิวที่สวยมาก และที่ตรงนี้ก็ทำให้เราได้รูปสวยๆมากมายเลยทีเดียว
เป็นบริเวณที่มีหน้าผา มองไปทางด้านขวาจะเห็นหาดอัษฎางค์ ซึ่งเป็นหาดเดียวบนเกาะสีชัง น้ำใสมาก ถึงแดดจะร้อนแต่ก็ยังพอมีร่มเงาของต้นไม้ให้ได้พักพิง
มองไปทางด้านขวาจะเห็นเป็นแนวหาดอัษฏางค์ และที่เห็นเป็นศาลาไกลๆตรงนั้นคือจะที่ประทับชมวิวของร.5
เฮ้อ!!!!! ถึงเวลาเช็คอินซะทีหล่ะนะ เราขี่รถไปตามหาที่พักของพวกเราไม่ห่างจากชายหาดมากนัก และเมื่อเราไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี และพวกเราต้องตะเกียกตะกายกันอีกแล้วซิเนี่ย ..............
เราจองที่พักตึกโมร็อคโค มีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นละ 2 ห้อง เราจองไว้ชั้นที่4 บนสุด บันไดทางขึ้นสูงและชันมาก เรียกได้ว่าครั้งแรกที่เห็นทางขึ้น เราบอกกับตัวเองว่าขึ้นแล้วไม่ลงไปไหนอีกได้มั้ย *~* ต้องบอกว่ากว่าจะตะกายขึ้นไปถึงเล่นเอาหอบ แต่พอขึ้นไปถึงแล้วค่อยชื่นใจหน่อย เค้าเปิดแอร์เย็นๆไว้รอเราแล้ว บวกกับวิวสวยๆจากห้องนอน ก็เลยถือโอกาศชาร์ตแบตกล้อง และพักผ่อนร่างกายซัก 2 ชม.ก่อนจะพร้อมออกไปตะลุยเกาะกันใหม่ในช่วงบ่ายๆ ต่อไป
อีกส่วนหนึ่งของบริเวณที่พักใน มาลีบลู
บริเวณต้อนรับลุกค้าและสำหรับทานข้าวด้วย
มุมสวยๆตอนพระอาทิตย์ตกดิน ริมหน้าต่างห้องนอน
มุมนี้พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า
********************************************
เอาหล่ะ .......หลังจากที่พักเติมพลังกันเต็มที่แล้ว เราก็พร้อมออกตะลุยเกาะกันต่อทันที โดยจุดหมายแรกของเราคือ ปารีฮัท รีสอร์ท ได้ยินคำร่ำลือว่าสวยงาม จึงอยากไปสัมผัสกับสถานที่จริงดูซักครั้ง (ลองๆถามดูว่ามีห้องว่างสำหรับวันพรุ่งนี้มั้ย เค้าบอกว่ามีคนเหมารีสอร์ทแล้ว ก็เลยอด ^^") ทางเข้าปารีฮัท ลำบากกว่าที่คิด ถนนลูกรังต้องขี่รถด้วยความระมัดระวัง
สวยแต่ตอนกลางวันคงร้อนน่าดูเลยนะเนี่ย พี่เจ้าของใจดีแกอนุญาตให้เข้ามาถ่ายรูปได้แต่ว่าไม่ให้เข้าไปในเขตที่พักด้านใน แต่ได้มุมนี้มาก็สวยแล้ว
เราออกจากปารีฮัทด้วยความผิดหวัง และมุ่งหน้าไปที่พระราชวังจุฑาธุชราชฐานต่อไป แต่ว่าถ้าอยากชมบริเวณพระราชวังต้องเหนื่อยกันหน่อยหล่ะ เพราะบริเวณกว้างมาก ที่สำคัญต้องปีนป่ายตะกายเขากันอีกแล้วงานนี้ ..................to be continue part 2
**รายละเอียดเยอะมากดังนั้นเขียนวันเดียวไม่หมด ขออนุญาตเขียนต่อใน part 2 นะคับ(ไม่งั้นถูกไล่ออกแน่ๆ มัวแต่เขียนบล็อค เจ้านายเหล่แล้ว 555)
จะติดตามชม part 2 นะคะ