แนวคิดเรื่อง "มหาวิทยาลัยในกำกับ" ส่งผลให้มหาวิทยาลัยไทยต้องเปลี่ยนแปลงในการปรับตัวเพื่อการพึ่งตนเอง ช่วงความคิดนี้กำลังครุกรุ่น เราจะได้ยินความคิดเห็นในการประเมินอนาคตการศึกษาไทยจากผู้เีชี่ยวชาญอย่างหลากหลายมิติทางสื่อ มาบัดนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งประกาศตัวเพื่อยืนด้วยลำแข้ง ต้องยอมรับว่า มหาวิทยาลัยคือคลังความรู้ การเลี้ยงตัวเองจึงต้องนำความรู้ไปแปรสภาพเป็นรายได้เพื่อเลี้ยงตัว มหาวิทยาลัยใดมีต้นทุนดี สะสมมานาน โอกาสของมหาวิทยาลัยในการหยิบฉวย "อนาคตในฝัน" จึงเป็นไปได้มาก
ราชภัฏเดิมคือ โรงเรียนฝึกหัดครู (ครูขาดแคลน) >>วิทยาลัยครู>>สถาบันราชภัฏ>>มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ผ่านกาลเวลามาหลายอายุคนกว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ คงไม่ใช่เฉพาื่ะชื่อที่เปลี่ยนผ่าน/เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม มรภ.คือหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยของไทย ปัจจุบัน เท่าที่ทราบ ยังไม่พบว่ามี มรภ.ใดประกาศตัวเพื่อออกนอกระบบ หรืออาจมีแบบออกโดยไม่ออก
การรับคนเข้าทำงาน เดิมทีมีการสอบเข้ารับราชการทั่วประเทศ หากใครสอบผ่านระดับต้นๆย่อมมีสิทธิ์เลือกราชภัฏที่ตนจะทำงาน ปัจจุบันไม่มีการสอบบรรจุเข้ารับราชการอย่างเดิม จะมีได้ก็ต่อเมื่อข้าราชการนั้นเสียชีวิตลง จึงเปิดสอบเข้าบรรจุแทนข้าราชการนั้นได้ (เท่าที่ทราบ) ทุกปีข้าราชการจะเกษียณอายุมากบ้างน้อยบ้าง จะทำอย่างไร หากอาจารย์ขาดหายไป แต่งานเพิ่มขึ้น จำต้องเปิดรับคนเข้าทำงานในสถานภาพที่ไม่ใช่ข้าราชการ อาจเรียกต่างกันไป โดยภาพรวมคือ จ้างบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์/ให้บุคคลเข้าทำงานและมีค่าตอบแทนให้
พนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งน่าจะเป็นคำที่เข้าใจกันได้ เข้ามาทำหน้าที่แทนข้าราชการที่เกษียณ/ขาดแคลน บางราชภัฏมีข้อบังคับ/กฎระเบียบฯลฯรับรองสถานภาพของพนักงานมหาวิทยาลัย ปัญหาที่พนักงานมหาวิทยาลัยจะพบข้างหน้าคือ หลังอายุ ๖๐ ปี (กรณีที่ยังยืนยันทำหน้าที่เป็นลูกจ้่างของมหาวิทยาลัย) ไม่มีเงินบำเหน็จบำนาญเฉกเช่นข้าราชการ เขาจะทำอย่างไร กับชีวิตหลังสิ้นสุดการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
เราทราบดีว่า รายได้ในปัจจุบัน ได้มาแล้วจ่ายไป หากไม่กระเหม็ดกระเหม่จริงๆหรือเฉลียวฉลาดหรือมีสินทรัพย์อันเป็นมรดกตกทอดจากวงศ์ตระกูล ยากเหลือเกินกับการมีเงินเก็บ ลองดูเฉพาะข้าราชการหลังเกษียณบางท่าน ชีวิตหลังอายุ ๖๐ ปี หากไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น เป็นชีวิตแห่ง "ความเหงา" หากไม่มีลูกหลาน ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่เคยให้ความรักความอบอุ่นใคร จะยิ่งเหงา เงินทองไม่ได้เก็บไว้ แถมหนี้สินยังมากมี ชีวิตแบบนี้ยิ่งเป็นชีวิตแบบ"เหงามาก" สุดท้ายบางท่านจึงพยายามที่จะต่ออายุราชการ/หวนกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่งในสถานภาพพนักงานมหาวิทยาลัย ดังนั้น สิ่งที่ให้คิดคือ พนักงานมหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่มีจำนวนมากเป็นวัยหนุ่มสาว-กลางคน หลัง ๖๐ ปี หากไม่มีเกาะคือที่พึ่งหลัง ๖๐ ปี จะทำอย่างไร จะมีอะไรเป็นแหล่งรองรับสำหรับพนักงานหลังสิ้นสภาพนั้น
ดังนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคือคำตอบหนึ่ง แต่ไม่ใช่สิ่งดีที่สุดแน่ จะทำอย่างไรที่จะดูแลผู้ทำหน้าที่ให้กับ มรภ.มาเป็นเวลาหลายปีจวบจนสิ้นลม...นี้คือคำถามสำหรับผู้เขียน โดยไม่ต้องมาเหนื่อยหนักกับงานเดิมๆในที่เดิมๆ เพราะวัยนั้นไม่น่าจะใช่วัยทำงานแล้ว "ราชภัฏแลนด์" คือคำตอบหนึ่งในเที่ยงนี้
บันทึกนี้น่าสนใจค่ะ กระตุกต่อมความคิดได้ดีทีเดียวเลยนะคะ
แต่อีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ อาจจะต้องฝึกอาชีพอื่นๆ ไว้ เช่น ปลูกผัก ของประดิษฐ์ เมื่อยามที่ต้องออกจากการทำงานประจำ ก็ยังสามารถมีแนวทางที่จะมีงานทำ และไม่ต้องเครียดกับรูปแบบการทำงานในองค์กร เรียกได้ว่าเป็นงานอิสระที่ทำให้คนวัยเกษียณอายุได้สบายใจด้วยนะคะ :)
สวัสดีครับคุณมะปราง..การเตรียมอาชีพอื่นๆไว้ เช่น ปลูกผัก ขับเท็กซี่ เรียกว่า ไม่ประมาทไว้ก่อนดีกว่า
อ่านแล้วกินใจมากครับ "สิ่งที่ให้คิดคือ พนักงานมหาวิทยาลัยในปัจจุบันที่มีจำนวนมากเป็นวัยหนุ่มสาว-กลางคน หลัง ๖๐ ปี หากไม่มีเกาะคือที่พึ่งหลัง ๖๐ ปี จะทำอย่างไร จะมีอะไรเป็นแหล่งรองรับสำหรับพนักงานหลังสิ้นสภาพนั้น"
ผมเป็นพนักงานเหมือนกัน ทำงานหนักกว่าราชการอีก
ทำทุกอย่างเหมือนเบ้ แต่ไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลย
พวกเราน่าจะโกนเสียงดังๆให้ได้ยินถึงรัฐมนตรีศึกษาบ้าง
ถ้าผมไม่ไหวอาจลาออก ไม่เอาแล้วอุดมการ