รายงานการวิจัยการสอนหลักภาษาโดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์


การวิจัยเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์

ผลของการใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 *

 

EFFECTS  OF  A  CONCEPT ATTAINMENT  MODEL ON LEARNING  ACHIEVEMENT  OF THAI  LANGUAGE  PRINCIPLES  AND  USAGE  AND  CONCEPTUAL  THINKING ABILITY  OF  EIGHTH  GRADE  STUDENTS

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

CHALERMLAHP   TONGAHT

 

บทคัดย่อ

 

               การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ    กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ปีการศึกษา 2550  โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ฝ่ายมัธยม  จำนวน 71 คน  ใช้เวลาดำเนินการทดลอง  8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ     2  คาบ รวม 16 คาบ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต  ( )  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (s)  ทดสอบค่า t (t-test)  และความแปรปรวนร่วม (ANCOVA)  ผลการวิจัยสรุปได้ว่า  นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05                            

ABSTRACT

 

The purposes of this research were to study effects of a concept  attainment model of instruction  on  learning  achievement  of  Thai  language  principles  and  usage  and  conceptual  thinking  ability  of  eighth  grade  students  and  to compare  learning  achievement  of  Thai  language  principles and  usage  and  conceptual  thinking  ability  of  eighth  grade  students  between the group  learning  by  a  concept  attainment  model and  the group  learning  by  conventional teaching method. The subjects were 71 eighth grade students of Chulalongkorn University Demonstration Secondary School  in Bangkok.              The duration of experiment was eight weeks, two periods per week, total of sixteen periods. The collected data were analyzed by arithmetic means  ( ), standard deviation (s),  t-test, and ANCOVA.  The results of  the study revealed that  students learning by a concept attainment model had the  learning achievement  of  Thai  language  principles  and  usage  and conceptual  thinking  ability  higher  than  students  learning  by  conventional teaching method  at .05 level of significance.

คำสำคัญ รูปแบบการสอนมโนทัศน์,  หลักการใช้ภาษาไทย,  ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์

KEYWORDS: Concept  attainment model,  Thai  language  principles  and  usage, Conceptual                  thinking  ability 

E-mail :     lahplahp@hotmail.com

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

            ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544    โดยกำหนดให้หลักภาษาไทยอยู่ในสาระที่  4  ใช้ชื่อว่า  “หลักการใช้ภาษา”   ซึ่งมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวทั้งในส่วนของครูและนักเรียนสรุปได้ว่า  นักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาหลักการใช้ภาษาไทย  เนื่องจากต้องท่องจำกฎเกณฑ์และรายละเอียดต่างๆ  จำนวนมาก   ลักษณะของเนื้อหาของแต่ละระดับชั้นก็ซ้ำซ้อนกัน  และนักเรียนไม่เข้าใจว่าจะนำเนื้อหาที่เรียนไปใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างไร  (ฐะปะนีย์  นาครทรรพ, 2541: 15)  ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ  นักเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการคิด  ซึ่งแม้ว่าการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการคิด  แต่สภาพปัจจุบันยังคงปรากฏว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังมีระดับความสามารถในการคิดที่ไม่น่าพึงพอใจนัก   (สำนักนายกรัฐมนตรี,สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545: 34-37) 

สาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีระดับความสามารถในการคิดไม่ดีเท่าที่ควร  เกิดจากการที่นักเรียนขาด       มโนทัศน์เกี่ยวกับสิ่งที่เรียน  เพราะมโนทัศน์เป็นโครงสร้างทางสติปัญญาที่เป็นพื้นฐานของการคิดทุกประเภท  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  มนุษย์ไม่สามารถคิดได้  ถ้าไม่มีมโนทัศน์เป็นพื้นฐาน  (สุรางค์         โค้วตระกูล, 2550: 302)  เนื่องจากการคิดเชิงมโนทัศน์เป็นพื้นฐานของการคิดประเภทอื่นๆ  ดังนั้น ครูจึงควรส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์  (conceptual  thinking)  ซึ่งหมายถึง  ความสามารถในการประสานข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างไม่ขัดแย้ง  เพื่อสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องนั้นและใช้ตีความข้อมูลอื่นๆ  (เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, 2549: 64) 

เนื่องจากสาระการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช  2544 มีลักษณะเป็นมโนทัศน์  (concept)  คือ  เป็นความคิดรวบยอดเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และไวยากรณ์  ซึ่งประกอบด้วยนิยาม  ลักษณะและตัวอย่าง  จึงสมควรที่จะนำรูปแบบการสอนมโนทัศน์  (Concept Attainment Model)  มาใช้ในการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย  Joyce  และ  Weil  (1992:  144-157)  ได้พัฒนารูปแบบการสอนมโนทัศน์ขึ้นจากทฤษฎีของ  Bruner  Goodnow  และ  Austin  โดยมีหลักการที่สำคัญของรูปแบบการสอนคือ  การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์  (concept  attainment)  ซึ่งหมายถึง  การที่บุคคลสามารถค้นหาลักษณะที่สำคัญของมโนทัศน์  เพื่อใช้จำแนกตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์ออกจากตัวอย่างที่ไม่เป็นมโนทัศน์ได้   

            รูปแบบการสอนมโนทัศน์นี้  ได้มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งต่างประเทศและในประเทศไทย  ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำรูปแบบการสอนมโนทัศน์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์  ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ครูภาษาไทยนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยโดยเน้นกระบวนการคิดต่อไป

วัตถุประสงค์การวิจัย

            1. เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  

2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิง    มโนทัศน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ

นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย

            การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์  หมายถึง  การจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการของรูปแบบการสอนมโนทัศน์ของ  Joyce  และ  Weil  (1992)  ซึ่งมีขั้นตอน  3  ขั้น  ดังนี้

                   ขั้นที่  1  การนำเสนอข้อมูลและการระบุมโนทัศน์:  ครูนำเสนอตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์และไม่เป็นมโนทัศน์สลับกัน โดยในการนำเสนอตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์  ครูบอกว่า “เป็นมโนทัศน์”  และในการนำเสนอตัวอย่างที่ไม่เป็นมโนทัศน์  ครูว่า  “ไม่เป็นมโนทัศน์”  จากนั้นนักเรียนกำหนดคำนิยามจากลักษณะที่สำคัญของมโนทัศน์

                        ขั้นที่  2  การทดสอบความเข้าใจมโนทัศน์ :  ครูเสนอตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์และไม่เป็นมโนทัศน์เพิ่มเติม   นักเรียนระบุว่าตัวอย่างใดเป็นมโนทัศน์และตัวอย่างใดไม่เป็นมโนทัศน์โดยใช้สมมติฐานเบื้องต้นของตน   จากนั้นครูเฉลยสมมติฐานที่ถูกต้อง  คือ  บอกชื่อมโนทัศน์  นิยามและลักษณะที่สำคัญของมโนทัศน์  แล้วครูให้นักเรียนยกตัวอย่างตามมโนทัศน์ที่ถูกต้อง

                        ขั้นที่  3  การวิเคราะห์กลยุทธ์การคิด :  นักเรียนอภิปรายวิธีการที่ใช้กำหนดสมมติฐานเพื่อทำความเข้าใจมโนทัศน์  แล้วช่วยกันสรุปชื่อ  นิยามและลักษณะที่สำคัญของมโนทัศน์ที่ถูกต้อง

          การจัดการเรียนรู้แบบปกติ  หมายถึง  การจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยตามกระบวนการที่ครูส่วนใหญ่ปฏิบัติ  ประกอบด้วยขั้นตอน 3  ขั้น คือ  ขั้นที่  1  การนำเข้าสู่บทเรียน  ขั้นที่  2  การสอน         และขั้นที่  3  การสรุป

            ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย  หมายถึง  ความสามารถในการเรียนรู้หลังจากเรียนรู้       สาระการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย  เรื่อง  กลุ่มคำ  โครงสร้างประโยค  คำที่มีตัวการันต์  คำที่ประและไม่ประวิสรรชนีย์  และคำที่ใช้ไม้มลายและคำที่ใช้ไม้ม้วน   วัดได้จากคะแนนของนักเรียนในการทำแบบสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดของ  Bloom และคณะ (อ้างถึงใน Anderson, Krathwohl  และคณะ, 2006: online)

            ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์  หมายถึง   ความสามารถในการจัดหมวดหมู่และเชื่อมโยงความคิดเกี่ยวกับข้อมูลที่พิจารณาอย่างเป็นระบบ  วัดได้จากคะแนนของนักเรียนในการทำแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามแนวคิดของ  Ruiz-Primo และคณะ  (2001 อ้างถึงใน  วิยะดา  ระวังสุข, 2545: 17) 

            นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2   หมายถึง  นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  โรงเรียนสาธิต  สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

กรอบแนวคิดในการวิจัยและวรรณกรรมสนับสนุนกรอบแนวคิด

          แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย  แนวคิดเกี่ยวกับการสอนมโนทัศน์และรูปแบบการสอนมโนทัศน์   แนวคิดเกี่ยวกับมโนทัศน์และความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ และแนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้

วิธีการดำเนินการวิจัย

            งานวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง  (quasi-experimental  research)  โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  กลุ่มทดลองได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน    มโนทัศน์ซึ่งเป็นตัวแปรจัดกระทำ  และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ  และศึกษาผลของ   ตัวแปรตาม  ได้แก่  ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลองใช้รูปแบบ The  posttest-only  design  และความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบ  The  pretest-posttest  design 

ประชากร

          ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2    โรงเรียนสาธิต  สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มตัวอย่าง

            กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   สถานศึกษา  โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ฝ่ายมัธยม ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2550 จำนวน  71  คน 

ตัวแปร

            ตัวแปรที่ศึกษา  ได้แก่

                        1.  ตัวแปรต้น   ได้แก่  วิธีการจัดการเรียนรู้  2  รูปแบบ  คือ  การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 

                        2.  ตัวแปรตาม   คือ   ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยและความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์

 

เครื่องมือ

          เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเรื่องนี้  แบ่งเป็น  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง  ดังนี้

                        1.  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ประกอบด้วย 

                        1.1  แบบสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย   ผู้วิจัยสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยจำนวน  30  ข้อ  มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบชนิด 4  ตัวเลือก        มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ  เท่ากับ  .84  ค่าความยากรายข้ออยู่ระหว่าง   .33 - .70  และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง  .20 - .88                                                    

                        1.2  แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์    ผู้วิจัยสร้างแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์   โดยใช้กรอบแนวคิดของ  Ruiz-Primo และคณะ (2001 อ้างถึงใน       วิยะดา  ระวังสุข, 2545: 17)  แบบวัดที่สร้างขึ้นมีลักษณะเป็นแผนผังมโนทัศน์ที่สร้างจากคำที่กำหนด  (construct-a-map)  จำนวน  5  ข้อ  โดยมีค่าความเที่ยงของแบบวัดทั้งฉบับ  เท่ากับ  .89  ค่าความยากรายข้ออยู่ระหว่าง  .33 - .56 และค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง  .52 - .67 

                        2.  เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง   ผู้วิจัยจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย  สาระการเรียนรู้  เรื่อง  กลุ่มคำ  โครงสร้างประโยค  คำที่มีตัวการันต์  คำที่ประและไม่ประวิสรรชนีย์  และคำที่ใช้ไม้มลายและคำที่ใช้ไม้ม้วน  เป็นแผนรายคาบ  จำนวน  16  แผน         

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

            1.  วัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง (pre-test) โดยใช้แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  กำหนดเวลาในการทำแบบวัด    50  นาที

            2.  จัดการเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยตามแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม   โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้  8  สัปดาห์ สัปดาห์ละ       2   คาบ  รวมทั้งหมด  16  คาบ  แล้วบันทึกผลการจัดการเรียนรู้เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ในแต่ละคาบ  เพื่อนำมาอภิปรายผลการวิจัย

            3.  ทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง (post-test) โดยใช้แบบสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  กำหนดเวลาในการทำแบบวัด  50  นาที

            4.  วัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง (post-test) โดยใช้แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  กำหนดเวลาในการทำแบบวัด  50 นาที

            5.  นำคะแนนที่ได้จากแบบสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง  และแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  ก่อนและหลังการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล

            ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (statistical package for the social science: SPSS for windows  version 16.0)  โดยดำเนินการดังนี้

                        1.1  การวิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทย

                               ผู้วิจัยวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยการทดสอบความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) โดยใช้คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ภาษาไทย ประจำภาคเรียนที่ 1   ปีการศึกษา 2550 เป็นตัวแปรร่วม (covariate)

                        1.2  การวิเคราะห์คะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ 

                                    1.2.1  วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง  โดยการคำนวณค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s)  และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถใน การคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง โดยการทดสอบค่า t  แบบ   กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน (independent sample t - test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ   .05 

                                    1.2.2  วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง  โดยการคำนวณค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต (  ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s)  และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองก่อนและหลัง  การทดลอง โดยการทดสอบค่า t  แบบ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน (independent sample t - test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ   .05 

                                    1.2.3  วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยการคำนวณค่าเฉลี่ยมัชฌิมเลขคณิต (    ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง โดยการทดสอบค่า t  แบบกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน  (independent sample t - test)  ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ   .05

ผลการวิจัย

            1.  นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้      หลักการใช้ภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่      ระดับ  .05    

             2.  นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์มีความสามารถในการคิด         เชิงมโนทัศน์สูงกว่าก่อนการทดลอง  และสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

การอภิปรายผล

            1.  รูปแบบการสอนมโนทัศน์สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยของนักเรียน  ดังผลการวิจัยที่พบว่า  หลังการทดลอง  กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้หลักการใช้ภาษาไทยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  อภิปรายได้ว่า  เนื่องจากรูปแบบการสอนมโนทัศน์เป็นรูปแบบที่เน้นการพัฒนาด้านพุทธิพิสัยโดยตรง  กล่าวคือ  นักเรียนจะต้องกำหนดนิยามของมโนทัศน์จากคุณลักษณะที่ปรากฏในตัวอย่าง  ทั้งที่เป็นมโนทัศน์และไม่เป็นมโนทัศน์ที่ครูนำเสนอด้วยตนเอง  และวิเคราะห์  เปรียบเทียบวิธีการคิดเพื่อสร้างความเข้าใจมโนทัศน์ของตนเองและเพื่อนอย่างสม่ำเสมอ  ดังนั้นนักเรียนจึงเข้าใจหลักการของมโนทัศน์ที่เรียนอย่างแท้จริง  สอดคล้องกับแนวคิดของ  Joyce  และ  Weil  (1992: 157)  ที่กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์จะทำให้นักเรียนเข้าใจลักษณะของมโนทัศน์ที่เรียนได้ดียิ่งขึ้น

            2.  รูปแบบการสอนมโนทัศน์สามารถพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ของนักเรียน     ดังผลการวิจัยที่พบว่า หลังการทดลอง  นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  และมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  อภิปรายได้ว่ารูปแบบการสอนมโนทัศน์สามารถพัฒนาทักษะการสังเกต  วิเคราะห์  เปรียบเทียบ  เชื่อมโยงความสัมพันธ์และจัดหมวดหมู่ข้อมูลคุณลักษณะของมโนทัศน์หลักการใช้ภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มทดลอง  รวมทั้งพัฒนาทักษะการสร้างข้อสรุปหรือความคิดรวบยอด  เพื่อทำความเข้าใจตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์และไม่เป็น     มโนทัศน์ชุดใหม่ที่ครูนำเสนอ  ส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะการสร้างมโนทัศน์ใหม่และทักษะการคิดเชิง   มโนทัศน์ไปพร้อมกัน  ดังที่  Smith  (1998: 270)  ที่กล่าวว่ากระบวนการสร้างมโนทัศน์เป็นกระบวนการทางสติปัญญา  (cognitive  process)  เพื่อสร้างหมวดหมู่หรือมโนทัศน์  และเรียนรู้เกี่ยวกับสมาชิกของมโนทัศน์นั้น  โดยนักเรียนจะค่อยๆ  สร้างมโนทัศน์จากการระบุและอธิบายลักษณะของสมาชิกหรือตัวอย่างของมโนทัศน์  จนกระทั่งสามารถระบุได้ว่าข้อมูลใหม่ที่พบเป็นมโนทัศน์หรือไม่  เมื่อประเมินความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์  นักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์  จึงสามารถจัดหมวดหมู่และลำดับความสัมพันธ์ของมโนทัศน์หลักการใช้ภาษาไทย  แล้วสร้างเป็นแผนผังมโนทัศน์ในแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ได้อย่างถูกต้อง  

ข้อเสนอแนะ

            1.  ข้อเสนอแนะสำหรับครูภาษาไทย

                 ครูภาษาไทยจะต้องวิเคราะห์มโนทัศน์ในสาระการเรียนรู้  ด้วยการกำหนดคำนิยาม  ลักษณะที่สำคัญ  จากนั้นจึงหาตัวอย่างที่เป็นมโนทัศน์และตัวอย่างที่ไม่เป็นมโนทัศน์  ซึ่งควรเป็นตัวอย่างที่สัมพันธ์กับประสบการณ์และความรู้เดิมของนักเรียนให้มากที่สุด  เพื่อให้นักเรียนทำความเข้าใจมโนทัศน์ได้ง่ายขึ้น  และควรนำเสนอตัวอย่างด้วยวิธีที่หลากหลาย อาทิ  ใช้บัตรคำ  แถบประโยค  แถบข้อความ    ภาพ   แผนภูมิ  วีดิทัศน์  เพลง  ของจริง  หรือบทบาทสมมติ  เป็นต้น   เพื่อกระตุ้นความสนใจและขยายประสบการณ์เกี่ยวกับมโนทัศน์ของนักเรียนให้มากขึ้น 

            2.  ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

                 ควรมีการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้รูปแบบการสอนมโนทัศน์ที่มีต่อความสามารถในการคิดลักษณะอื่นๆ เช่น  การคิดวิเคราะห์  (analytical  thinking)   การคิดไตร่ตรอง  (reflective thinking) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  (critical  thinking)  การคิดสังเคราะห์  (synthesis  thinking)  และการคิดสร้างสรรค์  (creative  thinking)

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์.  (2549).  การคิดเชิงมโนทัศน์. พิมพ์ครั้งที่  8.  กรุงเทพมหานคร:                         ซัคเซสมีเดีย.

ฐะปะนีย์  นาครทรรพ.  (2541).  การสอนหลักภาษาไทยอย่างไรไม่น่าเบื่อ. วารสารวิชาการ. 1,9: 14-19.

ทิศนา  แขมมณี.  (2548).  ศาสตร์การสอน  องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี         ประสิทธิภาพ.              กรุงเทพมหานคร:  สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นายกรัฐมนตรี, สำนัก, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.  (2545).  รายงานสภาวะการศึกษา        ไทยปี 2544/2545  ฝ่าวิกฤตการปฏิรูปการศึกษาสู่สังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้.             กรุงเทพมหานคร: บริษัท พิมพ์ดี จำกัด.

วิยะดา  ระวังสุข.  (2545).  การประเมินความคิดรวบยอดวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้แผนผังมโนทัศน์.          วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต  สาขาวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา  ภาควิชาวิจัย            การศึกษา  คณะครุศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุรางค์  โค้วตระกูล.  (2550).  จิตวิทยาการศึกษา.  พิมพ์ครั้งที่  5.  กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Anderson, L.W., & Krathwohl. (2006).  A taxonomy for learning, teaching, and assessing:                     A revision of       Bloom's taxonomy of educational objectives [Online].  Available             http://en.wikipedia.org/wiki/Taxonomy_of_Educational_Objectives. [2008, Sep  4] 

Joyce, B.  and  Weil, M.  (1992).  Models  of  teaching.  4thed.  Boston:  Allyn  and  Bacon.

Pritchard, F.  (1994).  Teaching thinking across the curriculum with the concept attainment         model [Online].  Available: http://www.eric.ed.gov/ERICDocs/data/ericdocs2sql/          content_storage_01/ 0000019b/80/13/a4/bc.pdf. [2008, Feb 26] 

Smith, B. D.  (1998).  Psychology  science & undestanding.  Boston: McGraw-Hill.

 ___________________________________________

* วิทยานิพนธ์สาขาการสอนภาษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2550

หมายเลขบันทึก: 424318เขียนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2011 22:55 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 09:10 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี