"บางครั้งเราต้องยืดอกยอมรับความพ่ายแพ้
เมื่อรู้ว่าเราเพลี่ยงพล้ำไปแล้ว
เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เริ่มต้นใหม่"
ก่อนจะถึงเส้นชัย เราต้องเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างความพยายามกับความดันทุรัง เพราะทั้งสองสิ่งนี้อยู่ใกล้กันจนแทบจะหล่อหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ยามที่อ่อนแอ คนหลายคนจะแยกแยะความแตกต่างของทั้งสองสิ่งไม่ได้ จึงเข้าใจผิดว่าสิ่งที่คิดสิ่งที่ทำนั้นคือความพยายาม ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือความดันทุรัง
“หากเรายังฝืนต่อไปทั้งที่เดินถึงเส้นแพ้แล้ว อีกสักพักโลกก็จะเอารางวัลชีวิตที่เราเคยได้รับกลับคืนไปจนหมด เราจะไม่เหลือแม้แต่ต้นทุนชีวิตไว้ใช้แก้ตัวในเกมต่อไป”
เพราะระหว่างที่ดันทุรังฝืนทนทั้งที่แพ้แล้ว ทุกนาทีที่ผ่านไปเราจะสูญเสียทั้งเวลาและโอกาส ถ้าเราไม่ยอมจบเกมทั้ง ๆ ที่เกมจบไปนานแล้ว และที่สำคัญ ผลของมันก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า...เกมนี้ใครแพ้ใครชนะ....
ถ้าเราไม่ยอมรับว่าแพ้ เราก็ไม่อาจเริ่มต้นใหม่ได้ ยิ่งฝืนดันทุรังต่อไปก็มีแต่จะทำให้ยิ่งสูญเสีย
“จุดสิ้นสุด มักจะเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามเสมอ บางครั้งแค่ยอมรับว่าวันนี้แพ้ พรุ่งนี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้ว”
บางครั้งแค่ยอมรับว่าวันนี้แพ้ พรุ่งนี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้ว
แบบนี้เรียกว่า "แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร" นะครับ
เอาภาพจากบ้านผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ มาฝาก จากที่นี่.......
เป็นยังไงบ้างน้องเอ๋ เป็นกำลังใจให้นะจ๊ะ
หาญแก้ แพ้ต้องเป็นครับ เป็นข้อคิดที่น่านำไปใช้ครับ