ความรู้สึกเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ  คนเราจะมองเห็นกันก็เพียงแค่ความสำเร็จภายนอก แต่ความรู้สึกคือสิ่งที่อยู่ภายใน  คนอื่นจะรู้ว่าผู้ที่ประสบผลสำเร็จได้นั้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้ประสบผลสำเร็จ บอกหรือเล่าให้ฟ้ง แต่เรื่องอย่างนี้น้อยคนนักที่จะเล่าหรืออธิบายให้กันฟัง

            การที่จะประสบผลสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นั้นคงต้องอาศัย  ทั้งประสบการณ์ ความรู้เป็นอย่างมากและสิ่งเหล่านี้ก็คงยากที่จะถ่ายทอดหรือโอนย้ายให้กันได้ง่ายๆ การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่องค์ประกอบของความสำเร็จ  มีบางคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำมากมาย  แต่ทำไมชีวิตก็ไม่ได้เจริญก้าวหน้าขึ้น  แม้จะมีความเพียรอย่างแรงกล้า  และจิตใจที่มุ่งมั่น  เราควรที่จะมีองค์ประกอบอื่น เช่น  วิเคราะห์  ฉันทะ  วิริยะ และจิตตะ ก็อาจจะช่วยให้เราประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง แล้ว..วิมังสา ล่ะก็ควรที่จะมีด้วย  การที่มีคนคอยช่วยวิจารณ์  แนะนำ ก็จะเป็นการเพิ่มพลังอีกอย่างหนึ่ง

            อย่างไรก็ตาม  การติมีสองชนิด  คือติเพื่อก่อกับติเพื่อทำลาย ก็ให้เราพิจารณาว่าจุดประสงค์คืออะไร  ถ้าเป็นการติเพื่อทำลายก็จะมาจาก  การมองลบ  การคิดลบ เหมือนทำนองที่ว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำ อาจจะเกิดจาก ความมีอคติหรืออิจฉาริษยา เราก็ไม่ควรที่จะไปใส่ใจเป็นการบั่นทอนจิตของเราอย่างมากเลย  เช่นเดียวกับการชื่นชมถ้าเป็นการชื่นชมจากใจจริงก็จะเป็นการเพิ่มฉันทะและวิริยะ  แต่ถ้าเป็นการชื่นชมแบบไม่จริงใจล่ะ  ก็จะเป็นการทำลายพลังแห่งวิมังสา  เพราะเราจะมองไม่เห็นจุดบอด จุดอ่อนของตัวเราเอง

            การมีจิตตะ คือจิตที่มุ่งมั่น จะช่วยให้มีพลังจากจิตใต้สำนึก ซึ่งทั้ง  ฉันทะ  วิริยะและจิตตะ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยสมาธิเป็นตัวช่วย แต่วิมังสา ต้องอาศัยสติเท่านั้น....

หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วทำให้รู้สึกชอบมากและก็ลองนำมาปฏิบัติดู แต่ไม่เคยคิดว่าเราจะต้องประสบผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว หรอกนะเพียงแค่ทำได้สักนิดหนึ่ง  ในข้อใดข้อหนึ่งก็พอใจแล้ว.....