...จะว่าไปเรื่องในหนังกับเรื่องในชีวิตจริงของพวกเราๆ บางทีก็ไม่หนีกันเลย การดูหนังก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการเรียนรู้ชีวิต...

มาหาประโยคซึ้งกันต่อเถอะค่ะ :)

 

 

 

“The bridges of Madison county”

 

 

 

Francesca Johnson           : It’s easy for a mother to love her children no matter what. I don’t know if it’s that simple for children.

 

                                                 “สำหรับคนเป็นแม่แล้ว ความรักที่มีต่อลูกไม่เคยมีเงื่อนไข แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลูกที่จะรักคืนตอบมาได้เสมอกัน”

 

 

 

                   ไม่รู้ทำไมถึงจำประโยคนี้ได้ตลอด ทั้งที่หนังเรื่อง “The bridges of Madison county” เต็มไปด้วยบทสนทนากินใจมากมายแต่ไม่ยักกะจำได้แฮะ เรื่องนี้มีอันต้องดูหลายรอบดูคนเดียว ดูกับแม่ ดูกับเพื่อน เกือบทุกคนก็ชอบกัน จะมียกเว้นก็เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่ทนดูไม่จบ คุณพี่ให้ความเห็นว่า หนังอะไรเนี่ยน่าเบื่อ ดูคนแก่จีบกัน มันช่างกล้าที่วิจารณ์ปู่ Clint Eastwood ซะเสีย อีกคนก็ Meryl Streep ทีเดียว มันก็นานาจิตตังนะเรื่องรสนิยมดูหนังเนี่ย เรามีเพื่อนที่ไม่สามารถยอมรับรักที่ผิดศีลธรรมในหนังได้แม้ว่าเกือบทั้งโลกจะเห็นพ้องกันว่าแสนซาบซึ้ง แถมคุณภาพระดับรางวัลออสการ์ อย่างเช่น “English patient” เหตุเพราะรักลึกซึ้งในเรื่องเกิดระหว่างนางเอกที่แต่งงานแล้วกับเพื่อนสามี  เราลืมถามว่าเหลือหนังฮอลลีวูดกี่เรื่องให้เพื่อนรักดูกันเนี่ย อย่างในเรื่อง “The bridges of Madison county” นี่ก็เหมือนกัน แม่บ้านอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวระหว่างที่คนอื่นๆ ในครอบครัวไปงานเกษตรต่างเมืองกันหมด จากนั้นก็มาเกิดรักแท้กับหนุ่มช่างกล้องของแนชัลแนลจีโอกราฟฟิคที่โชคชะตาชักพามาจอดรถแวะถามทางไปสะพานไม้หลังคาคลุม (covered bridge) แม่เพื่อนรักของเราก็ตะขิดตะขวงใจจะดูตามเคย เราสิชอบมาก สงสัยเราไม่ใช่คนดีเท่าไหร่ แต่จะว่าไปเรื่องในหนังกับเรื่องในชีวิตจริงของพวกเราๆ บางทีก็ไม่หนีกันเลย  การดูหนังก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการเรียนรู้ชีวิต อย่างตัวนางเอก Francesca ในเรื่องก็ทุกข์ใจกับการต้องแยกแยะระหว่างความต้องการ ความรับผิดชอบชั่วดี ความเสียสละ ในจดหมายที่เขียนทิ้งไว้ให้ลูกๆ หลังตัวจากไปแล้วนั้น แม่ได้อธิบายไว้ทุกอย่าง เลือกที่จะให้ลูกได้รู้ตัวตนเนื้อแท้ของแม่ ทั้งดีร้าย เราคิดว่าตัว Francesca นั้นมั่นใจในสายใยรักแน่นหนาระหว่างกัน รู้ว่าในที่สุดลูกต้องเข้าใจ

 

 

 

                    “Legends of the Fall” เป็นหนังอีกเรื่องที่จำได้ยาวนาน และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกชอบ Brad Pitt รู้สึกว่าเขาดูโดดเด่นทุกครั้งที่ได้รับบท Bad boy เด็กเกเรของครอบครัว อย่างเช่นบท Tristan จากเรื่องนี้ ตอนเป็น Paul ใน “A river runs through it” เขาก็เป็นเด็กร้ายของครอบครัวเหมือนกัน

 

 

 

“Legends of the Fall”

 

 

 

One stab :                   He was a rock they broke themselves against however much he tried to protect them.

 

                                      “[Tristan] โดยเนื้อแท้คือหินผาแกร่ง แรงกระทบรุนแรงทำลายใครต่อใครที่เข้าใกล้ ไม่ว่าเขาพยายามจะปกป้องทุกคนมากแค่ไหน”

 

 

 

ความกล้าหาญบ้าบิ่นมักกลายเป็นเสน่ห์ที่ต้านทานยาก คงเป็นเพราะคนเราย่อมอยากได้ และภูมิใจหากได้ครอบครองในสิ่งที่ยาก เป็นความรู้สึกภูมิใจหากได้ปราบม้าพยศ อยากเป็นอย่างพวกคาวบอยสุดเท่ในกีฬา Rodeo ที่ไวโอมิง ลืมไปว่าที่โดนม้าเหยียบคอหักไปก็มีไม่น้อย  ในเรื่องพ่อรักลูกทุกคน แต่ Tristan คือสุดดวงใจ พวกอินเดียนแดงในฟาร์มก็นับเป็นพี่น้องสนิทใจ น้องชายก็ถือเขาเป็นฮีโร่ในขณะที่พี่ชายอีกคนเป็นได้เพียงที่เคารพ ผู้หญิงที่มาใกล้ก็ไม่ใช่แค่รัก แต่ภักดี โลกหมุนรอบ Tristan คนเดียวจนพี่ชายเตลิดไป แต่ในที่สุดความรักสายใยของครอบครัวก็ช่วยให้คลี่คลาย

 

 

 

           วกกลับมาเรื่องสุดโปรดอีกครั้ง “Corpse bride” เป็นตอนที่บรรดาภูติผีได้โอกาสทะลุมาโลกมนุษย์ The dead walk the earth!!!! ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีจ้าละหวั่น มีคุณยายนักสู้เอาไม้เท้ากระหน่ำตีคุณโครงกระดูกที่ดูจะไม่ปกป้องตัวเองเลย ได้แต่ร้องเรียกคุณยายว่าที่รักจ๋าบ้าง หวานใจบ้าง คุณยายก็ด่ากลับตลอดเวลา ไอ้บ้า ไอ้โจรถ่อย จนในที่สุดคุณกระดูกก็โพล่งเรียกชื่อคุณยายออกมา “เกอทรูดจ๋า!!!”

 

 

 

“Corpse bride”

 

 

Alfred the skeleton          : GERTRUDE!!!!

  

Gretrude                            : Alfred! Oh! You’ve been dead for fifteen years!

 

 (เงียบไป ขยับแว่นเพ่งพินิจ) “อัลเฟรดเหรอนี่!! แต่คุณตายไปสิบห้าปีแล้วนี่”

 

 

Alfred the skeleton            : (grabs her)

                                                 (คว้าเธอมาไว้ในอ้อมกอด)

 

 

                                                  Frankly, my dear.

 

                                                 พูดจากใจเลยนะคนดี

 

 

Alfred the skeleton              : (dips her)

                                                   (โน้มตัวเธอลง)

 

 

                                                    I don’t give a damn!

                                     

                                                   ผมไม่แยแสซักนิดเดียว!!!

                                     

 

                                      (kisses her)

 

             (แล้วคุณตาโครงกระดูกอัลเฟรดก็ก้มลงจูบคุณยาย)

 

 

 

น่าร้าก :)  ฉากนี้ทีเด็ดเพราะเอาคำพูดสะเทือนวงการระหว่าง Rhett กับ Scarlett จากหนังอมตะ “วิมานลอย, Gone with the wind” มาล้อเล่นให้คุณตากับคุณยายพูดชนิดเหมือนเปี๊ยบ ผิดกันแต่ว่าในเรื่องวิมานลอย คุณพี่ Rhett พูดเสร็จก็เดินออกจากบ้านหายไปในสายหมอก ไม่แยแส Scarlett คนงามอีกต่อไป ทิ้งให้ร้องไห้ใจจะขาดอยู่คนเดียว ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังวิมานลอยคงจำฉากสุดยอดนี้ได้ดี ฉากนี้ข้าพเจ้าไม่กล้าแปลเลยหงะกลัวจะทำให้เสียอรรถรส เกรงใจบรรดาแฟนคุณหนวดงาม คล้าก เกเบิ้ล และ วิเวียน ลี ไอ้ที่หาญแปลไว้ข้างบนก็เป็นเพราะมันมาอยู่ในที่ใหม่เจตนาใหม่แบบขำๆ

 

 

 

          เอางี้ ขอยกมาทั้งดุ้นเลยแล้วกัน และอยากชวนทุกท่านมาร่วมสนุก ลองแปลบทสนทนาอมตะนี้แล้วส่งมาดูกันค่ะ 

 

 

 

“Gone with the wind”

 

 

 

Scarlett                               : Rhett…if you go, where shall I go, what shall I do?

 

 

Rhett Butter                       : Frankly, my dear, I don’t give a damn.

 

 

 

จะรออ่านนะคะ  :))