ชีวิตที่เมืองลาว : 23 มกราคม 2554


 

สำหรับการทำงานในวันนี้ข้าพเจ้าขอเริ่มเล่าเรื่อง “ความผิดพลาด” เป็นลำดับที่หนึ่ง

ความผิดพลาดอย่าไม่น่าให้อภัยสำหรับข้าพเจ้าเองนี้เกิดขึ้นในช่วงเย็นอันมีสาเหตุมาจากเรื่องไม้ทำ “ตุ๊กตา...”

ความผิดพลาดครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุหลัก ๆ ก็คือ การยึดติดกับรูปแบบงานเก่า ๆ ครั้งก่อนมากจนเกินไป
เพราะงานในครั้งนี้ค่อนข้างจะที่มีเหตุปัจจัยที่แตกต่างจากการทำงานในประเทศไทยมาก เพราะอยู่เมืองไทย อะไร ๆ ก็หา “ง่าย” ไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นไม้แบบ นั่งร้าน หรือแม้กระทั่งไม้ที่จะมาทำ “ตุ๊กตา”
เนื่องจากเมืองไทยของเรามีผู้ให้บริการรายย่อยที่ครอบคลุมแทบจะทุกเนื้องาน ไม่ว่าจะเป็นงานเบื้องหน้า หรืองานเบื้องหลัง
แต่ที่เมืองลาวนี้ มิใช่อย่างนั้น ธุรกิจภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่จะมาสนับสนุนงานทางด้านก่อสร้างนั้นแทบจะไม่มีเลย

นับตั้งแต่เรื่องไม้ไผ่ที่จะมาทำตุ๊กตา
เมืองไทยก็มีร้านรับซื้อซึ่งจะรวบรวมไม้ไผ่ไว้จำนวนมาก ๆ ถ้าหากต้องการเมื่อไหร่ จำนวนเท่าใดก็สั่งได้ในทันที
แต่ที่นี่ การสั่งไม้ไผ่ต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจาก เป็นธุรกิจแบบ One by One คือสั่งเท่าไหร่ตัดเท่านั้น ไม่มีร้านที่เก็บสต๊อกไม้ไผ่ไว้อย่างเมืองไทย
ดังนั้น เมื่อสามสี่วันก่อนเราสั่งไม้ไผ่ไปจำนวน 50 เล่ม ผ่านไปสองวันได้มาเพียง 25 เล่ม และก็ต้องรออีก 2 วันจึงจะได้ครบ
ซึ่งขนาดไม้ไผ่ยังหายากและต้องรอนานขนาดนี้ คงไม่ต้องพูดถึง “ไม้เมตร” ได้แก่ไม้หน้าสามซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนขนาดยาว 1 เมตรเพื่อใช้มารองแบบคาน

ที่เมืองไทย สั่งเช้า สาย ๆ ก็ได้ หรือถ้าหากรีบ ก็ไปเอารถวิ่งไปเอาที่ร้านได้เลย
จากราคาที่ข้าพเจ้าจำได้นั้นก็ตกอยู่ราวเล่มละ 20-30 บาท

Large_2301201112

แต่ที่นี่ ไม้หน้าสามไม่ใช่เรื่องที่จะหากันง่าย ๆ เพราะถ้าจะมีก็คือเป็นเศษที่เหลือจากการเลื่อยไม้ที่จะนำไป “สร้างบ้าน”
ดังนั้น ปัญหาที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดน็อตหลุดในครั้งนี้ก็เกิดจาก “ไม้เมตร” นี่เอง

เนื่องจาก ข้าพเจ้าเห็นไม้หน้าสามขนาดต่าง ๆ ซึ่งมีทีมงานท่านหนึ่งขนมาไว้ให้ใช้ โดยข้าพเจ้าตั้งใจไว้ว่าจะใช้ไม้หน้าสามขนาดต่าง ๆ นี่แหละ ซอยหรือตัดให้ออกมาเป็นไม้เมตร และในจำนวนที่ข้าพเจ้าคำนวณคร่าว ๆ ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้ทำคานพื้นซึ่งมีความยาวประมาณ 70 เมตร

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเดินไปคุยกับช่างสุภาว่า ก่อนกลับบ้านเดี๋ยวจะให้ช่างเนาแต่งไม้กองนั้นดูซิว่าจะพอใช้หรือไม่ ถ้าไม่พอจะต้องหาเพิ่มอีกสักเท่าไหร่...?
แต่ช่างสุภากลับมีความคิดเห็นต่างว่า ไม้พวกนี้เขาตั้งใจไว้เพื่อจะทำเป็นไม้ค้ำคาน หรือยึดแบบคาน ในส่วนของข้าพเจ้าเองคิดว่าไม้ค้ำแบบคานไม่ต้องใช้ไม้ดีขนาดนี้ ก็เลยบอกช่างสุภาไปว่า ใช้ไม้ปีก ๆ ค้ำเอาก็ได้มั๊ง...

ประเด็นเรื่องไม้ค้ำแบบคานก็จบไป โดยที่ข้าพเจ้าเหมือนจะเป็นฝ่ายชนะในการถกเถียงครั้งนี้ แต่ในใจลึก ๆ ข้าพเจ้าก็ตะขิดตะขวงใจอยู่ว่า เป็นเหมือนการหักหาญน้ำใจคนอื่นหรือไม่

แต่แล้วเรื่องยังไม่จบแค่นั้น ยังมีประเด็นเรื่องไม้ยาวที่ข้าพเจ้าจะสั่งให้ช่างเนาซอยเมตรกว่า ๆ หรือสองเมตร ออกไปท่อนละหนึ่งเมตรอีก ช่างสุภาก็ “เห็นต่าง” อีก เพราะเขาวางแผนว่าจะใช้ไม้ยาวเป็นไม้คาดเพื่อที่จะให้คนขึ้นไปเหยียบเพื่อผูกเหล็ก

ในประเด็นนี้ข้าพเจ้าก็แย้งไปอีกว่า “ใช้เหล็กก็ได้ ไม่งอหรอก”
เพราะมีเหล็กโครงหลังคาขนาด 4x2 นิ้ว ที่ทาสีกันสนิมไว้แล้ว สำหรับนำมาผูกเป็นสะพานให้คนงานเดินขึ้นไปผูกเหล็กได้
แต่ช่างสุภาก็บอกว่า “จะผูกอยู่หรือ...”

จากนั้นก็ยังไม่พอ ยังถกเถียงกันเรื่องไม้ท้องคานอีก ซึ่งข้าพเจ้าวางแผนไว้ โดยการซื้อไม้อัดราคาถูกความหนา 10 mm มาซอยออกเพื่อใช้รองท้องคาน ช่างสุภาก็ “เห็นต่าง” อีกว่า “มันจะอยู่หรือ...”

สำหรับประเด็นความเห็นต่างข้างต้นนี้ข้าพเจ้าขอวิเคราะห์จากประสบการณ์ส่วนตัวว่า
เนื่องจาก สภาพการทำงานของบ้านเราและบ้านเขาแตกต่างกัน
บ้านเขามียังมีป่าไม้จำนวนมาก ดังนั้นการทำงานก่อสร้างสามารถใช้ไม้จริงได้แทบจะทุกกระบวนการ เนื่องจากไม้มีจำนวนมาก ก็คือ สามารถตัดไม้ในไร่ในสวนของตัวเองออกมาเลื่อยใช้กันได้เลย
แต่การทำงานในบ้านเรา ไม่มีไม้จริงให้ใช้แบบที่นี่
ไม้รองท้องคาน ถ้าจะใช้ไม้จริงก็ต้อง “เช่า” เขา
ผู้ให้เช่าก็คิดเป็นวัน ตกวันละ 5 บาทต่อ 1 เมตร ใช้กี่วันก็คูณไป
อาทิเช่น ครั้งนี้เราใช้ท้องคานขนาด 20 เซนติเมตรจำนวน 70 เมตร
ถ้าเป็นการเช่าอย่างตอนที่อยู่เมืองไทย ก็จะต้องเสียค่าเช่าประมาณวันละ 350 บาท
เช่า 10 วันก็สามพันห้าร้อยบาท...

ดังนั้น การแก้ปัญหาของคนทำงานก่อสร้างบ้านเรา ก็เลยใช้ไม้อัดราคาถูกมาทำท้องคานแทน ซึ่งจะทิ้งตั้งทิ้งไว้นานเท่าใดก็ได้ เพราะท้องคานกับตุ๊กตานี้ อย่างน้อยก็ตั้งอยู่ 7 วัน ถ้าไม่รีบมาก เทพื้น เทเสาข้างบนแล้ว ทิ้งไว้อีกสองสามอาทิตย์ก็ยิ่งดี จะทำให้คานเซทตัวได้เต็มที่
เพราะถ้าหากเช่าไม้ท้องคานเขามา ก็จะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกวัน อาทิตัวอย่างข้างต้นก็จะอยู่ที่วันละ 350 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ผู้รับเหมาก็จะใช้งานประมาณ 7-10 วัน
และจะต้องมีช่วงเวลาในการตั้งและผูกเหล็กก่อนที่จะเทอีกอย่างน้อย 1-2 วัน
ดังนั้น ถ้าหากผู้รับเหมาอยากจะลดต้นทุน เทเสร็จแล้ว สามสี่วันก็แกะท้องคานออก เพื่อเอาไม้ไปคืนเขา ถ้าเป็นแบบนี้โครงสร้างบ้านของเราก็อาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคตได้

Large_2301201107

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ในประเทศลาวไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องจากสาเหตุเรื่องไม้จริงที่ยังมีใช้กันมากอยู่
ดังนั้นการพลิกแพลงใช้ไม้อัดบ้าง ใช้ไม้ไผ่บ้าง จึงไม่อยู่ในประสบการณ์การทำงานของช่างสุภา
อย่างเช่นข้าพเจ้าสั่งไม้ไผ่มาทำตุ๊กตา ช่างสุภายังไม่มั่นใจเลยว่า ไม้อัดจะรับน้ำหนักได้หรือไม่
เราก็บอกว่า ที่โน่น (เมืองไทย) เขาก็ทำกันอย่างนี้ ไม่มีปัญหา...

เพราะข้าพเจ้าเห็นช่างบุญตอนทำโรงย้อม เขาก็ใช้ไม้ไผ่ แล้วก็ใช้กิ่งไม้ที่มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตรมาคาด โดยมั่นใจว่าตัวเขาและภรรยาที่จะขึ้นไปผูกเหล็กนั้น “ปลอดัย”

การทำโรงย้อมที่เชียงใหม่นั้น ความสูงของคานบนที่ต้องทำตุ๊กตาสูงประมาณ 3 เมตร ถ้าตกลงมาก็ “เดี้ยง” ได้เหมือนกัน
แต่ความสูงของคานพื้นที่นี้ แค่ 1.1 เมตร ข้าพเจ้าจึงมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า แค่นี้ก็แน่นหนามากเกินไปแล้ว

และนอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังบอกกับช่างสุภาอีกว่า ความสูงแค่ 1.1 เมตร ไม่ต้องให้คนงานปีนขึ้นไปนั่งผูกหรอก แค่ยืนผูกนี่ก็ได้แล้ว เพราะความสูงอยู่แค่ระดับอก ยืนผูกเอาก็ได้ แต่ช่างสุภาก็กลับ “เห็นแย้ง” อีกว่า จะมีช่องให้ตัวคนยืนขึ้นไปหรือ...

วันนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นต่างกับช่างสุภาหลายเรื่อง แต่ความโชคร้าย (ซวย) กับไปตกอยู่กับ “ช่างเนา” เพราะหลังจากที่เถียงกับช่างสุภาเสร็จ ข้าพเจ้าเห็นช่างเนาว่างอยู่ ก็เลยให้ตัดไม้ท้องคานไว้ โดยให้ไปวัดอะไรให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาตัด แต่ช่างเนาก็มา “เห็นต่าง” อีกว่า “ตัดยาว ๆ ไว้เลย ค่อยมาวัดทีหลัง”
ตอนนั้นเราก็โวยช่างเนาโดยทันทีว่า “ไปวัดให้เรียบร้อยก่อน จะได้ดูว่าจะต้องตัดด้านข้างหรือด้านยาว ถ้าไปตัดไว้ก่อน จะเสียเศษเยอะ” (น้ำเสียงค่อนข้างรุนแรงพอสมควร)

ช่างเนาก็งง ๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่ถูกเราดุ
ตอนนั้นเอง เราก็เรียกให้ทีมงานอีกคนหนึ่งมาจดงานแทน ช่างเนาไม่จด ไม่วัดก็แล้วแต่

แต่หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็เริ่มขันน๊อตตัวเองกลับคืนมา ค่อย ๆ ผ่อนอารมณ์และสร้างบรรยากาศการวางแผนงานที่ดุครุกรุ่นให้เย็นขึ้นด้วย “รอยยิ้ม” และ “เสียงหัวเราะ”


จากนั้นอีกไม่นาน “ร่องรอยของความผิดพลาด” อย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ฉายภาพให้เห็นโดยทันที เมื่อแม่ออกแววพูดขึ้นมาว่า “ผนังที่จะก่ออิฐนี้ไม่เสียบเหล็กไว้เหรอ...?”

โอ้ งานเข้า...!
สืบไปสนิทเลย เนื่องจากตอนที่เทเสารอบนอกนั้น ข้าพเจ้ามีอารมณ์ค่อนข้างขุ่นมัวกับการโต้เถียงกับช่างสุภา ทำให้ลืมเรื่อง “เหล็กหนวด” ไปโดยสิ้นเชิง

ไอ้เรื่องเหล็กหนวดนี้ ข้าพเจ้าคิดไว้ตั้งแต่เมืองไทยแล้วว่าจะต้องทำ แต่พอน๊อตหลุด อะไรต่อ ๆ อะไรที่เคยคิดไว้ก็ “ลืม” ไปหมด

ในวันนี้นอกจากจะเทเสากลาง ที่จะต้องรับน้ำหนัก “เตาเผาศพ” อีก 2 ต้น จากจำนวน 6 ต้น ซึ่งเหลือจากการตั้งแบบเทเมื่อวานไว้แล้ว ยังมีการเทเสารอบนอกอีกจำนวน 5 ต้น ซึ่งเสารอบนอกนี้เอง จะต้องก่ออิฐฉาบปูนและทาสีให้เรียบร้อย

การเสียบเหล็กหนวดไว้นี้ สามารถพยุงผนังที่ก่ออิฐเป็นแผงติดกันยาวเกินกว่า 2x2 เมตรให้แน่นหนาและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

แม่ออกแววพูดประสบการณ์ได้อย่างน่าฟังว่า
“ข้าน้อยเคยเห็นเขาก่อผนังแล้วไม่เสียบเหล็กไว้ พอทำไปก็เอนแล้วพังมาทั้งแทบ...”

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึง “ถาม” ช่างสุภาว่า จะเสียบทันไหม...? เพราะปูนที่เทไปนั้นเริ่มเซทตัวแล้ว
ช่างสุภาก็บอกว่า “พอได้”
ตอนนั้นข้าพเจ้าจึงเดินไปหยิบสว่านเพื่อมาเจาะไม้
แต่ช่างสุภาบอกว่า “ตอกเอาก็ได้”

 

เรื่องนี้เป็น Tacit knowledge ของช่าง
เพราะข้าพเจ้านั้น พอเห็นงานเจาะก็นึกถึงแต่ “สว่าน”
การเจาะไม้แบบที่มีความหนาประมาณ 2 เซนติเมตรนั้น สำหรับข้าพเจ้าก็นึกได้แต่สว่านแค่นั้นแหละที่จะเจาะได้
แต่ทว่า “ช่าง” เขามีความรู้ฝึงลึกของเขาว่า เอาเหล็ก 2 หุล ความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าตัดโดยใช้กรรไกรตัดเหล็ก ก็จะมีรอยหนีบที่แหลม ๆ อยู่ สามารถใช้ฆ้อนตอกทะลุไม้หนา 2 เซนเข้าไปในเสาปูนที่ยังไม่เซทตัวได้เลย...

Large_2301201113

แต่จากการสังเกตุดูฝีมือการทำงานของช่างสุภากับช่างเนาในเรื่องการเจาะเหล็กหนวดแล้ว แต่ละคนก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
ช่างสุภาละเอียดในเรื่องของขนาดและความสูงในการเจาะ
เพราะจะเจาะเหล็กตรงไหน ก็คำนวณอิฐก่อนว่า ครั้งนี้ใช้อิฐอะไรก่อ ถ้าใช้อิฐบล็อค ก้อนความสูงเท่านี้ ควรจะเจาะตรงนี้ เอาตลับเมตรวัดแล้วจึงเจาะ แต่สำหรับช่างเนา คว้าเหล็กกับฆ้อนได้ก็ตอกโป๊ก ๆ ไม่ต้องวัดต้องอะไรเลย...

แต่เมื่อมองให้ลึกถึงเนื้องานลงไปอีก ช่างสุภาเมื่อวัดแล้ว ตอกแล้ว ก็ตอกเข้าไปตรง ๆ ไม่มีการดัดเหล็กให้งอเป็นเหมือนตะขอเมื่อให้เหล็กทำหน้าที่ยึดเสาไว้เพื่อให้มีแรงในการ “ดึง”
สำหรับช่างเนา เมื่อตอกเหล็กเข้าไปตรง ๆ แล้วมีการดัดให้งอ เพื่อสร้าง “แรงดึง” ให้กับหน้างานด้วย และช่างเนาก็ยังพูดสอนช่างอีกคนหนึ่งว่า “ถ้าเสียบเข้าไปตรง ๆ ก็แค่นั้นแหละ มันก็ถอนออกมาอยู่ดี...”


ย้อนกลับมาตั้งแต่ช่วงเช้า
งานวันนี้ดูจะเริ่มเร็วเหมือนเดิม คือ เมื่อกลับจากตลาด เวลาประมาณ 07.45 น. อาจารย์ร่อนกับช่างเนาก็รีบต่อปลั๊กปั๊มน้ำมารดแบบเสาเพื่อที่จะเตรียมแกะแบบเสาสี่ต้นที่เทไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นวาน

Large_2301201101

วันนี้มีคนจากบ้านชนะครามมาช่วยประมาณ 10 คน ที่นับเป็นถ้วน ๆ ยากเพราะมีลูกเด็กเล็กแดงมาด้วย ไป ๆ มา ๆ แต่ละวันก็มากันไม่ซ้ำหน้า
เนื่องจากบ้านชนะครามนี้ มีคุ้มย่อย ๆ อยู่ประมาณ 12 คุ้ม
สันนิษฐานจากการคุยกับช่างคนเมื่อวานว่า กว่าจะได้มาอีกก็ 12 วัน
การมาร่วมแรงร่วมใจเสียสละสร้างเมรุฯ ที่นี่ “นายบ้าน” ให้จัดเวรให้ลูกบ้านแต่ละคุ้มมาสับเปลี่ยนมาช่วยกันวันละคุ้ม แต่นายบ้านก็บอกไว้ว่า วันไหนจะต้องการคนงานเยอะก็ให้บอก จะได้จัดมา 2 คุ้ม

ดังนั้น ในแต่ละวันจึงเป็นการยากที่จะคาดเดาเรื่องคนงาน เพราะนายบ้านเคยบอกไว้ว่า ไปบอกไว้ 10 คน แต่จะมาจริง ๆ เท่าไหร่บอกยาก เพราะคนบ้านนี้ยัง “กลัวตาย” อยู่
เนื่องจากความเชื่อที่ฝังจิตฝังใจกันว่า “มาสร้างเมรุฯ แล้วจะตาย...”

การดีไซน์งานแต่ละวัน จึงค่อนข้างจะต้องทำแบบหลวม ๆ
โดยข้าพเจ้าจะจัดงานออกเป็นสองแบบ คือ งานสำหรับผู้หญิงที่ใช้แรงงานเป็นหลัก กับงานช่างสำหรับผู้ชายที่ต้องใช้ “ฝีมือ”

ซึ่งข้าพเจ้าได้วางแผนใช้ช่าง “ตัวยืน” 2 คนหลักก็คือ ช่างสุภา กับช่างเนา
โดยสองสามวันที่ผ่านมาจะมีช่างจากคุ้มต่าง ๆ มาร่วมทำงานด้วยประมาณวันละ 2-3 คน
เมื่อประกอบกันเข้าก็ได้ช่างประมาณ 5 คน รวมกับแรงงานอีก 10-15 คน ก็สามารถทำให้งานเดินไปได้อย่างรวดเร็วมาก

แต่ทว่าวันนี้ “ไม่มีช่างมาเลย”
คือไม่มีช่างผู้ชายจากคุ้มมาวันนี้ มีเพียงพี่น้องผู้หญิงมาช่วยงานเท่านั้น
ช่างเนากับช่างสุภารับบทบาทหนักอยู่ในการเข้าแบบเพื่อเทเสาเพิ่ม

ดังนั้น งานตัดไม้ไผ่เพื่อทำตุ๊กตาจึงตกเป็นหน้าที่ของ “ผู้หญิง”
ในระหว่างทานข้าวอยู่เราก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่มาประมาณ 5-6 คนเริ่ม “เคว้งคว้าง” คือ มาสักพักแล้วยังไม่มีอะไรทำ เนื่องจากคนงานอีกกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งทานข้าวกันอยู่

เราจึงบอกช่างสุภาว่า ไม้ไผ่นี่จะให้ผู้หญิงตัดเลยหรือเปล่า...?
แต่ช่างสุภาพูดกลับมาว่า “ผู้หญิงจะทำได้หรือ...!!!”

Large_2301201104

ตอนนั้นเองข้าพเจ้าคิดในใจว่า “ทำได้สิ ไม่ยากเกินความพยายามหรอก แค่เขาไม่เคยทำ”
พฤติกรรมการทำงานก่อสร้างส่วนใหญ่ ผู้ชายจะทำงานช่าง ผู้หญิงจะใช้แรงงาน
งานช่างในที่นี้หมายถึง จะต้องใช้ฆ้อน เลื่อย เครื่องตัด หรืออุปกรณ์เครื่องทุนแรง
ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะคอยดัดเหล็ก ผูกเหล็ก หิ้วถังปูน ขนหินทราย จากที่ข้าพเจ้าเห็นเคยเขาแบ่งงานกันประมาณนี้

นอกจากภรรยาหรือญาติผู้หญิงของช่างบางคนที่ทำงานมาเป็นสิบ ๆ ปี ก็สามารถใช้เครื่องตัดเหล็กได้ ตอกไม้ เลื่อยไม้ได้
ดังนั้น งานเลื่อยไม้ที่ทำตุ๊กตานี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นงานของผู้ชาย
แต่ทว่า วันนี้ไม่มีผู้ชายมาช่วย จึงเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่จะต้อง “โชว์ฝีมือ”

Large_2301201108

ข้าพเจ้าสังเกตดูช่างสุภา ตอนที่มาสอนงานกับทีมงานผู้หญิงให้เลื่อยไม้ทำตุ๊กตา สังเกตเห็นว่า ทำไปก็มีท้อใจเล็ก ๆ ว่า “ผู้หญิงจะทำได้หรือ”
แต่ทว่า เมื่อเอาเข้าจริง ผู้หญิงก็ทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย

Large_2301201105

เพราะนอกจากงานจะออกมาดีแล้ว ยังมี “เสียงหัวเราะ” ออกมาเป็นระยะ ๆ
ข้าพเจ้าได้ยินเขาคุยกันว่า “ถ้าอยู่บ้านก็ไม่ได้ม่วนแบบนี้...”

ข้าพเจ้าจึงคิดต่อไปว่า คนที่มาช่วยงานเรานี้ส่วนใหญ่เป็น “คนว่างงาน” คือผู้เฒ่าผู้แก่บ้าง หรือหนุ่มสาวที่ไม่ได้ไปรับจ้างทำงานที่ไหน ช่วยพ่อแม่ทำสวนทำไร่ มีเวลาว่าง ก็สละงานที่ไร่ ที่สวนได้ ก็มาทำบุญทำกุศลกันวันหนึ่ง

ดังนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ลูกหลานมักจะออกจากบ้านไปทำงานทั้งใกล้และไกลก็ต้อง “หง่อม” อยู่กับบ้าน
ครั้นเมื่อมารวมกันทำงานกับคนรุ่นเดียว ๆ กัน มีหนุ่ม ๆ สาว ๆ คอยพูดคุย หรือ “แซว” ก็ย่อมมีความสุขใจมากกว่าการอยู่บ้านแบบ “เหงา ๆ” เพียงคนเดียว

สำหรับเรื่องสภาพอากาศ ณ วันนี้เริ่มอุ่นขึ้นมากกว่าช่วงแรกที่เดินทางมาถึง
อุณภูมิน้ำวันนี้ สูงกว่าอุณหภูมิน้ำในตู้เย็นแล้ว
เมื่อก่อนนี้เวลาอาบน้ำเหมือนยิ่งกว่าเอาน้ำในตู้เย็นมาอาบซะอีก...

ในระหว่างที่ข้าพเจ้าพิมพ์งานอยู่นี้ ทีมงานอีกท่านเพิ่งจะกลับมาจากการขนไม้หน้าสามเพื่อที่จะมาทำ “ไม้เมตร”
จากเรื่องราวในเบื้องต้นที่เป็นสาเหตุทำให้ข้าพเจ้าน๊อตหลุดกับช่างสุภาในวันนี้ ก็เรื่องไปขนไม้หน้าสามนี่แหละ
เพราะช่างสุภามาบอกเราว่า ช่วยไปหาไม้หน้าสามเพิ่มให้หน่อย
เรื่องของเรื่อง ข้าพเจ้าไม่อยากรบกวนใคร ถึงแม้ว่าไม้นี้จะไปหาได้โดยไม่ต้องซื้อ ก็ไม่อยากจะไป “ขอ” เขา หาอะไรที่เรามีอยู่แล้วก็ใช้ไป

สาเหตุหลักที่เราไม่อยากจะไปขอเขา เพราะเราก็โวยวายกับทีมงานท่านหนึ่งตั้งแต่มาใหม่ ๆ ว่า “ของที่นี่ห้ามนำไปใช้ที่อื่น” ดังนั้น เราจึงไม่กล้าเอาของที่อื่นมาใช้ที่นี่...

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดมาก เพราะเราค่อนข้างจะจริงจังกับเรื่องเงินหรือวัสดุอุปกรณ์ ที่มีคนเจาะจงให้มาใช้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
ดังนั้น เราจึงพยายามปกป้องสิทธิ์ของวัสดุอุปกรณ์ตรงนี้ไม่ให้รั่วไหลไปไหน
แต่ทว่าช่างสุภาเขามิได้อยู่ในตำแหน่งที่เราทำ เขาเห็นว่าอีกที่หนึ่งมีไม้หน้าสามเยอะ ก็ให้ไปขนมา เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องกลืนไม่เข้า คายไม่ออก แต่ทว่า จะต้องหาทางออกแบบ win-win solution ให้ได้

การทำงานแบบ win-win solution นั้น คนที่เป็นหัวหน้างาน หรือตำแหน่งใหญ่สุดในที่นั้นจะต้องวาง “อุเบกขา” ให้ได้
หัวหน้างาน ไม่จำเป็นจะต้องไม่ “ปะทะคารมณ์” กับใคร
ใครพูดอะไรมาก็ฟัง จะผิดหรือถูกก็ฟัง ถ้าผิด หรือไม่ดี จะต้องมีมือ มีไม้ มีแขนขวา มีแขนซ้ายออกไปจัดการ ไม่ควรฟาดหัวฟาดหางด้วยตนเอง

ยิ่งคนมาทำงานเยอะ ๆ แบบนี้ วันหนึ่ง 20-30 คน แล้วแต่ละคนก็มากันแทบไม่ซ้ำหน้า
เมื่อมาทุกคนก็อยากจะออกความคิดความเห็นตามประสบการณ์ของตนที่เคยทำมา
ดังนั้นหัวหน้างานจึงต้องดำรงตำแหน่ง “กรรมการ” คอยชี้ขาดว่าจะทำอย่างไรที่จะได้ทั้งงาน ทั้งคน และ “ทั้งใจ...”

วันอาทิตย์ที่นี่ไม่ใช่ “วันหยุด”
ตอนก่อนกลับบ้าน เราได้ยินช่างสุภาคุยกับเด็กคนหนึ่งว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ แต่เด็กคนนั้นกลับบอกว่า วันนี้วันจันทร์ พรุ่งนี้วันอังคาร พอเราได้ยินเราก็เลยรีบทำหน้าที่กรรมการตะโกนบอกเขาไปว่า “วันนี้วันอาทิตย์...”

เมื่อเราบอกเขาว่าวันนี้วันอาทิตย์ เราก็ฉุกใจคิดขึ้นมาโดยทันทีว่า “อ้าว เราลืมให้เขาหยุดพักเลยนะนี่”

จากนั้นเราเลยตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมเราไม่เฉลียวใจตั้งแต่เช้าว่าวันนี้เป็นวันหยุด และในวันนี้ก็ไม่มีใครบ่นด้วยว่า วันหยุดยังให้มาทำงาน...!
ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลเดิมที่ข้าพเจ้าเคยพูดถึงเมื่อวานก่อนว่า ที่นี่เขาหยุดงานกัน “วันพระ” วันพระก่อนนี้มาช่วยงานกันโหลงเหลง เพราะคนที่เขาหยุดงานกัน ไม่มีใครเขาทำงาน

ดังนั้นจึงไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ข้าพเจ้าอยู่เมืองไทย วันอาทิตย์ทีไรช่างคนไทยก็จะหยุดงาน มาทำงานกับคนไทยใหญ่ เขาก็หยุดวันอาทิตย์เหมือนกัน คือ หยุดวันอาทิตย์แต่เว้นอาทิตย์ คือเดือนหนึ่งหยุดสองวัน

แต่จากความรู้เดิมเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฏหมายแรงงานนั้นได้ระบุไว้ว่า “วันหยุด เป็นหน้าที่ของนายจ้างที่ต้องกำหนด”
คือในหนึ่งสัปดาห์ อย่างน้อยนายจ้างจะต้องกำหนดวันหยุดให้ลูกจ้าง 1 วัน โดยจะเรียกว่า "วันหยุดประจำสัปดาห์” ถ้าหากไม่กำหนดไว้ จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้ หรือจะอ้างว่าลูกน้องไม่หยุดเองก็ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของนายจ้าง
เทคนิคการจำเรื่องวันหยุดกับวันลาง่าย ๆ ก็คือ “วันหยุดนายจ้างกำหนด วันลาลูกจ้างกำหนด...”

ดังนั้น หน้าที่ของนายจ้างจึงจะต้องกำหนดวันหยุดในหนึ่งสัปดาห์ให้กับลูกจ้างโดยอาจจะคุยกันเรื่องออกเป็นระเบียบที่มีลายลักษณ์อักษร ส่วนจะเป็นวันใดก็แล้วแต่ตกลงกัน

ข้อบัญญัติในกฏหมายแรงงานข้อนี้ มิได้ยกเว้นว่าเป็นงานเหมา จะจ้างรายวัน รายเดือน รายสัปดาห์ จะจ้างอย่างไรก็ต้องกำหนดวันหยุดให้เพื่อจุดมุ่งหมายทางด้าน “สุขภาพและอนามัย” ของลูกจ้างเป็นสำคัญ

ถ้าหากนายจ้างคนใดให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด หรือมิได้กำหนดไว้ด้วยสาเหตุใด ๆ แล้ว จะต้องจ่ายค่าจ้างซึ่งเรียกว่า “ค่าจ้างงานในวันหยุด” ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างปกติ และถ้าหากให้ลูกจ้าง “ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด” ด้วยแล้ว จะต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างงานปกติ จะอ้างว่าไม่รู้ ไม่ได้...

กรณีเกี่ยวกับกฏหมายข้อนี้ เคยเกิดขึ้นที่เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อนกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ให้พนักงานทำงานในวันหยุดเทศกาล เช่นปีใหม่ สงกรานต์ โดยให้เปลี่ยนวันหยุดเป็นวันอื่นแทน
ตอนหลังพนักงานหรือลูกจ้างยื่นคำร้องต่อศาล
ศาลตัดสินว่านายจ้างมีความผิด เนื่องจากให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด และการให้หยุดงานวันอื่นทดแทนนั้นไม่สามารถชดเชยกันได้ ดังนั้นนายจ้างจึงจะต้องจ่ายค่าจ้างในจำนวนที่ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างแรงงานปกติให้กับลูกจ้าง ในการที่ให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดราชการหรือวันหยุดประจำปีนั้น...

การแก้ไขปัญหาการ “เห็นต่าง” กับช่างสุภาในวันนี้
หลังจากปัญหาที่ข้าพเจ้าได้เคยถึงในเบื้องต้นบันทึกเกี่ยวกับความเห็นต่างเรื่องของปริมาณไม้ที่จะใช้ทำตุ๊กตากับช่างสุภานั้น
เมื่อทำการไขน๊อตที่หลุดออกไปด้วยอารมณ์ที่สติมากขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงค่อย ๆ บอกแม่ออกแววว่า ก่อนกลับบ้านช่วยบนไม้ทั้งหมดมากองไว้ตรงนี้หน่อย เพื่อที่จะให้ช่างสุภาคำนวณได้อย่างชัดเจนว่า ไม้ทั้งหมดมีเท่าไหร่

เพราะเมื่อข้าพเจ้าตรึกตรองทบทวนดูแล้ว การที่ช่างสุภาบอกว่าไม้ไม่พอนั้น เนื่องจากมาจากสาเหตุที่ว่า ไม้อยู่กระจัดกระจายกัน ไม่อยู่เป็นก๊กเป็นเหล่า ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการคำนวณวัสดุคงเหลือได้

ดังนั้นวิธีแก้ในเบื้องต้นก็คือ คัดแยกและจัดหมวดหมู่ในเรียบร้อย หรือจะเรียกให้หรูหน่อยก็ใช้ ทฤษฎี 5 ส. เพื่อที่จะสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานให้สูงขึ้น

เทคนิคการทำงาน
การทำงานก่อสร้างที่นี่ นอกจากการบริหารงานเรื่องวัสดุอุปกรณ์ที่แตกต่างกับเมืองไทยพอสมควรแล้ว เทคนิคของช่างเล็กน้อย ๆ ยังมีแตกต่างกันด้วย

อาทิเช่น เรื่องการ “ดิ่ง”
การดิ่งเสาให้ตรงเพื่อที่จะทำให้การรับน้ำหนักของโครงสร้างเป็นไปตามที่ดีไซน์ไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น นอกจากเหล็กและปูนที่ได้มาตรฐานแล้ว การดิ่งเสาให้เที่ยงตรงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

จากเดิมที่ข้าพเจ้าสังเกตดู “ช่างบุญ” ดิ่งเสาสำหรับงานโรงย้อมที่เชียงใหม่ ช่างบุญจะใช้ลูกดิ่ง 1 ลูกผูกกับไม้ ตรงปลายไม้จะมีตะปูตอกอยู่สองถึงสามตัว
จากนั้นนำหัวตะปูไปจรดที่เสา แล้วให้เส้นเอ็นหรือเชือกที่ปลายสุดผูกลูกดิ่งนั้น ปรับแต่งเสาให้เส้นขอบเสาตรงกับเส้นเลือกตามแนวดิ่งให้ได้

แต่สำหรับการทำงานของช่างสุภาและช่างเนาที่เมืองลาวนี้จะใช้ “ลูกดิ่ง 2 ลูก”

Large_2301201110


ซึ่งจะทำการผูกลูกดิ่งไว้กับตะปูที่ตอกไว้สองข้าง แล้วทำการค้ำยันทีละข้าง ซึ่งเสาต้นหนึ่งจะทำการค้ำยัน 4 ต้น คือ ด้านหนึ่งจะค้ำทั้งซ้ายและขวา โดยดิ่ง 2 ด้าน โดยดิ่งทีละลูก วิธีการดิ่งแบบนี้จะใช้ตลับเมตรวัดด้านบนและด้านล่างของเลือก ด้านบนได้เท่าไหร่ เช่น 5.1 เซนติเมตร ด้านล่างติดลูกดิ่งก็ต้องได้เท่านั้น ถ้าได้ตรงกันเมื่อไหร่ อีกคนหนึ่งก็จะทำหน้าที่ตอกตะปูเพื่อล็อคเสาโดยทันที
จากนั้นจึงทำการมาดิ่งอีกลูกที่อยู่คู่กัน เสาด้านเดียวจะล็อคทั้งซ้ายและขวา จากนั้นจึงย้ายไปอีกด้านหนึ่ง ก็จะเริ่มต้นวิธีการเช็คดิ่งเหมือนกัน คือแขวนดิ่งสองลูก และเช็คทั้งซ้ายและขวาเช่นเดียวกัน

แต่เทคนิคการดิ่งของช่างบุญที่เชียงใหม่จะค้ำเพียง 2 ต้นคือด้านละต้น ซึ่งน้อยกว่าการทำงานที่นี่ครึ่งหนึ่ง คือ เมื่อเส้นเชือกที่ผูกลูกดิ่งตรงกับแนวขอบต้นเสาแล้ว ก็จะทำการตีล็อคเสาด้วยตะปูเช่นเดียวกัน แต่ทว่า ทำเพียงครั้งเดียวแต่ 1 ด้าน ดังนั้นจะมีการล็อคเสาเพียง 2 ที่เท่านั้น

ถ้าหากเปรียบเทียบเทคนิคทั้งสองวิธีแล้ว จากการที่ข้าพเจ้าร่วมเป็นกรรมการในการดิ่งเสาด้วยแล้วพบว่า “การใช้ดิ่ง 2 ลูกเที่ยงตรงกว่า”
นอกจากการล็อคเสา 4 จุดที่มากกว่า 2 จุดแล้ว
การใช้สายตาวัดเส้นเลือกว่าตรงกับแนวขอบเสาหรือไม่นั้น มีความคลาดเคลื่อนสูงกว่าการใช้ตลับเมตรแทงเข้าไปและวัดออกมา

แต่ทว่า การวัดแนวดิ่งโดยใช้ตลับเมตรนี้ก็มีข้อควรระวังอยู่บางประการคือ ต้องเลือกแทงตลับเมตรตรงแบบไม้ที่มีความเรียบเสมอกันทั้งล่างและดับ
ถ้าหากแบบไม้โก่งไปเล็กน้อย ระยะห่างที่ตลับเมตรวัดออกมาได้ก็จะแตกต่างกันทำให้เสาไม่ได้ดิ่งตามไปด้วย

การซื้อวัสดุอุปกรณ์ในวันนี้
ทีมงานของเราท่านหนึ่ง ได้ออกความเห็นว่าจะซื้อ “ทรายถม” มาใช้ถมบันได แทนการใช้ “ทรายหยาบ” ที่อาจารย์ร่อนสั่งมา เพราะมีราคาแตกต่างกันมาก

 

Large_2301201103

ทรายหยาบที่สำหรับใช้สำหรับก่อและเทที่อาจารย์ร่อนสั่งมานั้น หนึ่งคันรถ 10 ล้อ (ประมาณ 10 คิว) ราคาส่งถึงที่ประมาณ 4,000 บาท ราคาต่อคิวจึงอยู่ที่ประมาณ 400 บาท  ส่วนทรายถมที่มาส่งนี้ หนึ่งคันรถ 6 ล้อ ถ้าเป็นเมืองไทยก็จะอยู่ที่ 5 คิว แต่จากการที่ข้าพเจ้าสังเกตปริมาตรของทรายที่มาส่งวันนี้แล้ว น่าจะไม่เกิน 4 คิว ราคาขายที่นี่อยู่ที่คันละ 500 บาท ซึ่งตกคิวละ 125 บาทเท่านั้น...

 

๒๓ มกราคม ๒๕๕๔

ณ ป่าช้าวัดป่าธรรมศักดิ์สิทธิ์

เมืองสานะคาม แขวงเวียงจันทน์

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว...


 

หมายเลขบันทึก: 422159เขียนเมื่อ 23 มกราคม 2011 21:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 12:07 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (1)

เขียนได้สนุก และมีความรู้มากคร้บ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี