เธอคิด้วยคำคุ้นชินของเธอที่ไม่มีใคได้ยิน

เรื่องเศร้าของสาวอ้อย-2

โสภณ เปียสนิท

...........................

 

 

                “ชีวิตของกูมันไม่มีค่า” เธอคิดด้วยคำคุ้นชินของเธอที่ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรู้ วกวนเหมือนมดไต่ขอบกระด้ง “แม่ก็ไม่รัก เมื่อวานขอตังค์ก็ให้มาแค่ 5000 บาท เฉพาะค่าเช่าก็หมดแล้ว” เธอตำหนิมารดาผู้ให้กำเนิดเหมือนที่ทำเป็นประจำ “การเรียนก็ตกต่ำจนถูกอาจารย์หลายคนเรียกไปว่า ไม่รู้จะว่าไปทำไม แค่นี้ก็ดีแย่แล้ว” เธอคิดไปเรื่อย

 

                “ไอ้ติ๋ม มายืมรถเครื่องไป บอกว่ามาคืนไว้ที่หอพักแล้ว แต่รถก็หายไป ชีวิตกูมันมีแต่เรื่องยุ่ง แรกก็คิดว่า เพื่อคนใดคนหนึ่งมาเอาไป แต่นานแล้วไม่กลับมา ถามคนไหนก็บอกว่าไม่ได้เอาไป” เธอนึกถึงรถมอเตอร์ไชด์คันงามที่แม่มอบให้สองปีก่อน แต่จากการที่คนนั้นยืมคนนี้ยืมในที่สุด รถติดมือเพื่อนคนไหนไปไม่กลับคืนเหมือนเคย แม้จะพยายามคิดในแง่ดี

 

                “โทรศัพท์มือถือ แม่ให้ไว้ 1 เครื่อง ไอ้จิม เพื่อนมันเอาไปทำหายเสียอีก อะไรกัน ของเรามันมีเพื่อหายหรือไง มันเวรกรรมอะไรของเรา ยังดีที่ยังเหลือมือถือเครื่องเก่า ที่พ่อฝรั่งให้ไว้ใช้ประทังไปก่อน ไม่อย่างนั้นคงตายแน่” เธอบ่นในใจ โดยไม่เกรงใจใคร เพราะไม่มีใครรู้ และถึงจะรู้เธอก็ไม่สนใจ ชีวิตมันกร้านเสียจนไม่ต้องไปอ้อนวอนใครแล้ว

 

               “เพื่อนรักเคยมาหา พวกมันหายไปไหนกันหมด” เธอต่อว่าเพื่อน ทั้งที่เพื่อนๆ เห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเธอจนพวกเธอเหล่านั้นกลัว เห็นเธอพึมพำคนเดียว เห็นเธอใช่คำหยาบคาบแบบไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน เห็นเธอว่ากล่าวแม่ตัวเองทั้งที่แม่คอยติดตามให้เงิน สอบถามทุกข์สุขเสมอ

 

               ความเลวร้ายในชีวิตของเธอผุดพรายให้เธอทุกข์โศก ทำร้ายใจของเธออย่างหน่วงหนักขึ้นเรื่อยๆ “อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยก็คอยจะบ่นว่า ขนาดนั่งเอามีดปลอกผลไม้เฉือนมือเล่น ที่หัวบันได แล้วมาว่าเราทำไม มีดเราก็เอามาเอง ข้อมือก็ของเราเอง เจ็บเราก็เจ็บเอง แล้วมายุ่งทำไม” เธอไม่เข้าใจ เรื่องของเธอเองแท้ๆ ยังมีอาจารย์เข้ามายุ่ง “บอกว่าอาจารย์มายุ่ง ก็ยังมาว่าให้เสียอารมณ์บอกให้ไปก็ไม่ไป" เธอเหลือบมองข้อมือด้านในข้างซ้ายที่มีแผลเป็นแนวเรียงรายเป็นอนุสรณ์แห่งความสะใจ