นอกจาก ดินแล้วมนุษย์เราต้องใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกและดำรงชีวิต ปริมาณน้ำทั้งหมดบนโลกมีอยู่ 1,386 ล้านลูกบาศก์เมตร
เป็นน้ำสะอาด ที่สามารถนำมาใช้ได้เพียงร้อยละ 2.53 หรือ 35.029 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น น้ำสะอาดนี้แบ่งเป็นน้ำแข็งร้อยละ 68.7 น้ำบาดาลร้อยละ 30 ดังนั้นน้ำสะอาดที่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีคือน้ำในแม่น้ำและทะเลสาบจึงมี เพียงร้อยละ 0.26 เท่านั้น ทั้งนี้เพราะน้ำในแม่น้ำมีวงจรหมุนเวียนเพียงแค่ 16 วัน ในขณะที่น้ำในทะเลสาบมีวงจรหมุนเวียนนานถึง 17 ปี และน้ำบาดาลมีวงจรหมุนเวียนถึง 1,500 ปี ซึ่งเท่ากับเป็นน้ำที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ภายในชั่วชีวิตของมนุษย์
ปริมาณน้ำที่มนุษย์เรานำมาใช้ได้จริงๆ จึงเหลือเพียงปีละ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น อย่างไรก็ดีเรายังสามารถเพิ่มปริมาณน้ำที่นำมาใช้ได้ผ่านทางเขื่อนอีกปีละ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร
ผู้เชี่ยวชาญคำนวณว่าปริมาณน้ำเฉลี่ยที่ผู้คน ทั่วโลกจะเข้าถึงได้ปีละ 6,900 ล้านลูกบาศก์เมตรนั้นเพียงพอต่อการใช้สอย แต่เนื่องจากน้ำมิได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันทั่วโลก คนส่วนหนึ่งจึงมิได้รับน้ำอย่างเพียงพอ บริเวณที่มีปริมาณน้ำสูงสุดคือเอเชียและอเมริกาใต้ สองทวีปนี้ มีน้ำรวมกันถึงร้อยละ 30 ของที่มีอยู่บนผืนโลก แต่เอเชียเป็นทวีปที่มีประชากรหนาแน่นกว่าอเมริกาใต้ ชาวเอเชียจึงมีน้ำต่อคนในปริมาณ ที่ต่ำกว่าชาวอเมริกาใต้มาก ยุโรปและแอฟริกามีปริมาณน้ำต่ำ แต่เนื่องจากประชากรในยุโรปกำลังลดลง ความสามารถในการเข้าถึงน้ำของชาวยุโรปจึงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชากรของแอฟริกาเพิ่มขึ้น ความสามารถในการเข้าถึง น้ำของชาวแอฟริกันจึงยิ่งยากเย็นขึ้น ในปัจจุบันประชากรโลกร้อยละ 75 ได้รับน้ำไม่เพียงพอ อยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในปี 2568 บริเวณที่มีประชากรหนาแน่นจะขาดแคลนน้ำรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
การใช้น้ำของโลกเพิ่มขึ้นจาก 580 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็น 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเมื่อสิ้นศตวรรษ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าปริมาณน้ำที่ถูกนำมาใช้ในปี 2593 น่าจะเท่ากับ 6,580 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนการใช้น้ำรายบุคคลนั้นก็เพิ่มขึ้นจากคนละ 380 ลูกบาศก์เมตรต่อปีเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็น 650 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เมื่อสิ้นศตวรรษ อย่างไรก็ตามปริมาณการใช้น้ำยังขึ้นอยู่กับเศรษฐานะด้วยนั่นคือ ประชาชน ในประเทศที่มีฐานะดี หรือในองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนา (OECD) ใช้น้ำถึงคนละ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในขณะที่ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา มีโอกาสใช้น้ำคนละเพียง 500 ลูกบาศก์เมตรต่อปีเท่านั้น เช่น ชาวอเมริกันเหนือใช้น้ำถึงคนละ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ชาวแอฟริกันมีโอกาสใช้น้ำเพียงคนละ 350 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น
น้ำที่ถูกนำมาใช้ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนของการเกษตรร้อยละ 69 อุตสาหกรรมร้อยละ 21 ประเทศยากจนใช้น้ำไปในการเกษตรมากถึงร้อยละ 90 ส่วนประเทศที่มีเศรษฐานะดีจะใช้น้ำในการเกษตรเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น
ส่วนการใช้น้ำทางด้านอุตสาหกรรมและดื่มกินนั้น ประเทศร่ำรวยจะมีสัดส่วนการใช้น้ำใน 2 ด้านนี้มากกว่าประเทศยากจน โดยใช้น้ำในด้านอุตสาหกรรมมากถึงร้อยละ 45 และดื่มกินถึงร้อยละ 15 ในขณะที่ประเทศยากจนใช้น้ำ ในอุตสาหกรรมเพียงร้อยละ 4 และดื่มกินเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น ประชากรของประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้น้ำสูงถึงเฉลี่ยคนละ 130 ลิตรต่อวัน ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสได้ใช้น้ำเพียงคนละ 58 ลิตรต่อวันเท่านั้น
เนื่องจากหลายประเทศไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องหยิบยืมจากประเทศอื่นผ่านทางการนำเข้าผลผลิตทางการเกษ
ตรซึ่ง เปรียบเสมือนการได้รับน้ำเพิ่มขึ้นนั่นเอง สำหรับประเทศที่จำเป็นต้องหยิบยืมน้ำจาก ประเทศอื่นๆ เช่น กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ปริมาณอาหารที่พวกเขาซื้อได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปีละ 7.5 ล้านตัน ในปี 2503 เป็นปีละ 40 ล้านตันภายในเวลาเพียง 30 ปี
เขื่อนขนาดใหญ่ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่มนุษย์เราใช้ในการแก้ปัญหาการเข้าถึงน้ำเขื่อนใหญ่
ๆ ทั่วโลกจึงได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจากไม่กี่พันเป็น 47,455 แห่ง และ 3 ใน 4 ของเขื่อนใหญ่ทั่วโลกอยู่ใน 4 ประเทศ คือ จีน สหรัฐ อินเดียและญี่ปุ่น โดยร้อยละ 50 อยู่ในประเทศจีนเพียงประเทศเดียว เมื่อสิ้นคริสต์ศตวรรษที่แล้วทั่วโลกสร้างเขื่อนทุกขนาดเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนแห่งไว้ใช้ในการชลประทาน ป้องกันน้ำท่วม และผลิตกระแสไฟฟ้า การสร้างเขื่อนไม่เพียงเพิ่มความสามารถในการเข้าถึง น้ำเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบทั้งในด้านนิเวศ สังคมและการเมืองด้วย ทั้งนี้เพราะประชาชนที่อยู่ใต้เขื่อนไม่สามารถจับปลาได้ สูญเสียที่ดินและความอุดมสมบูรณ์ ส่วนประชาชนที่อยู่ เหนือเขื่อนส่วนหนึ่งจะถูกไล่ที่เพื่อสร้างเขื่อน จนทำให้เกิดการอพยพขนานใหญ่
การสร้างเขื่อนน่าจะมิใช่หนทางในการแก้ปัญหาที่ถูกต้องการบริหารจัดการน้ำและการลดการสูญเสียน่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องมากกว่า
นอกจากเขื่อนแล้ว น้ำบาดาลก็มีส่วนสำคัญสำหรับการชลประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ ตูนิเซีย ซีเรีย อิหร่าน และปากีสถาน ประเทศ ที่ใช้น้ำบาดาลมากที่สุด 3 ประเทศ คือ อินเดีย สหรัฐ และจีน การใช้น้ำบาดาลไม่เพียงแต่เกิดขึ้นแต่ในชนบทเท่านั้น หากเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกก็ยังต้องอาศัยน้ำบาดาลด้วย เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มะนิลา กรุงเทพฯ จาการ์ตา ดาการ์ แต่การใช้น้ำบาดาลก็ก่อผลเสียกับประชาชน เช่นกัน
พื้นดินของกรุงเทพฯทรุดลงจากการใช้น้ำบาดาลถึงปีละ 5-10 เซนติเมตร ที่แย่กว่านั้นก็คือการดึงน้ำมาใช้มากเกินไปยังทำให้น้ำทะเลซึมเข้ามาจนทำให้น้ำในบ่อเค็มจนใช้ไม่ได้
นักวิทยาศาสตร์คาดว่าในปี 2568 ตะวันออกกลาง เอเชียกลางและเอเชียใต้ จะเข้าสู่จุดขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับแอฟริกาเหนือ ส่วนประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมจะมิได้รับผลกระทบแต่อย่างใดแม้ว่าความสามารถ ในการเข้าถึงน้ำจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 60 ของที่เคยได้รับเมื่อปี 2493 แล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะอัตราการเพิ่มของประชากรในบริเวณนั้นได้ลดลงแล้ว
ในปี 2543 ประชากรโลกกว่า 2,640 ล้านคน หรือร้อยละ 44 ไม่สามารถเข้าถึงระบบสุขาภิบาลได้ และประชากรกว่า 1,140 ล้านคน หรือร้อยละ 19 ไม่มีน้ำสะอาดใช้ โดยในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นประชากรของประเทศกำลังพัฒนา เช่น ชาวเอเชียถึง 1,800 ล้านคน หรือร้อยละ 50 ไม่มีระบบสุขาภิบาล และ 730 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ไม่มีน้ำสะอาดใช้ ชาวแอฟริกาถึง 730 ล้านคน หรือร้อยละ 40 ไม่มีระบบสุขาภิบาล และ 304 ล้านคน หรือร้อยละ 38 ไม่มีน้ำสะอาดใช้ การที่ประชาชน ในประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ทำให้อัตรารอดของทารกแรกคลอดเหลือเพียงร้อยละ 80 เท่านั้น
เมื่อความสามารถในการเข้าถึงน้ำไม่เท่าเทียมกันจึงก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในระดับประเทศเกิดจากการแย่งชิงกันระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆส่วนความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดจากการที่แต่ละประเทศต้องการกักน้ำไว้ใช้มากที่สุด เช่น ตุรกีขัดแย้งกับซีเรียและอิรักจากโครงการชื่อ Grand Anatolia ทั้งนี้เพราะโครงการนี้จะมีการสร้างเขื่อนถึง 22 แห่งกั้นแม่น้ำยูเฟรตีส หากโครงการนี้เสร็จสิ้นลงตามแผนในปี 2549 น้ำที่ไหลผ่านซีเรียและอิรักจะลดลงถึงกว่าร้อยละ 40 และ 80 ตามลำดับ เมื่อสถานการณ์การขาดน้ำเริ่มรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านี้มีอัตราการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว อีกทั้งระบบบริหารจัดการน้ำยังขาดประสิทธิภาพมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วด้วย ทางแก้ที่เป็นไปได้คือการนำน้ำทะเลมาใช้ แต่เนื่องจากกลั่นน้ำทะเลต้องใช้พลังงานสูง มันจึงไม่เหมาะกับประเทศยากจน อีกทั้งเพราะประเทศเหล่านี้ไม่มีเงินจ่ายค่าพลังงาน
ผู้เชี่ยวชาญ คาดว่าในปี 2568 ประชากร ถึง 2,600 ล้านคน จาก 48 ประเทศทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ผู้เขียนเห็นว่าแม้ว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ปัญหา การขาดน้ำก็ยังคงไม่น่าที่จะลดลงได้ ฉะนั้นประชากรที่ขาดน้ำจะเพิ่มขึ้นจาก 2,400 ล้านคนในปี 2545 เป็น 3,200 ล้านคนในปี 2575
ยังดีนะคะที่ยังมีน้ำในเขื่อน
ทำอย่างไรให้เก็บน้ำไว้ให้ชาวอีสานใช้น้ำได้ตลอดทั้งปี อย่างนี้เจริญแน่ครับพี่น้อง