ความรู้และประสบการณ์เดิม: กุญแจความสำเร็จในการสอนภาษาไทย


ความรู้เดิมทำให้เกิดความรู้ใหม่

“มาช่วยกันสร้างประชาคมการสอนภาษาไทยให้มีหลักการ มีทฤษฎีและมีชีวิต 

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ 

 

          ในฐานะที่เป็นครู ผมมักจะได้ยินประโยคที่มักจะกล่าวกันติดปากเกี่ยวกับความหมายของการเรียนรู้ว่า  “การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างคงทน อันเนื่องมาจากการฝึกหัดหรือ  การได้รับ/สร้างประสบการณ์”  คำนิยามดังกล่าวได้รับการยอมรับกันมากในหมู่นักจิตวิทยา      พฤติกรรมนิยม (behavioralist) และมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการการศึกษา ทั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหลักสูตรและการสอน และด้านการวัดและประเมินผล น่าสนใจว่าคำนิยามดังกล่าวนั้นบอกนัยหลายประการแก่ผู้สอน ซึ่งนัยเหล่านั้นก็คือผลจากการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้นั่นเอง

 

          เมื่อเราพิจารณาความหมายของคำว่าการเรียนรู้ในประเด็นแรก คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม พฤติกรรมนั้นย่อมประกอบด้วยพฤติกรรมภายใน อันได้แก่ ความรู้ (knowledge) ค่านิยม (value) เจตคติ (attitude)  ความเชื่อ  (belief) ฯลฯ ส่วนพฤติกรรมภายนอก ก็คือการแสดงออกทางกาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้ พฤติกรรมทางภายหากแสดงได้อย่างคล่องแคล่ว ก็อาจจะเรียกเป็นทักษะ (skills) หรือสมรรถนะ (competency) สิ่งที่เราจะต้องคิดต่อไปก็คือ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม” (behavior change) นั้นแสดงว่า  บุคคลต้องมีพฤติกรรมเดิมมาก่อน (prior behavior) กล่าวคือ  ไม่มีใครที่ปรับเปลี่ยนตนเองขึ้นมาจากศูนย์  ด้วยเหตุนี้ ก่อนการเรียนรู้ในครั้งใหม่จะเกิดขึ้น บุคคลแต่ละคนย่อมมีความรู้ ค่านิยม เจตคติ       ความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาบ้างแล้ว  นักจิตวิทยาการเรียนรู้กลุ่มสร้างความรู้ (constructivist)       จึงกล่าวว่า วิธีการสำคัญที่จะทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ก็คือ การเชื่อมโยงสิ่งที่เคยรู้ (ความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน)  กับสิ่งที่ยังไม่รู้ (ที่ครูกำลังจะสอน) ให้สัมพันธ์กัน ซึ่งต่อมาได้มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า  ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ได้ดีก็คือ ความรู้เดิม (prior knowledge)  ของผู้เรียนนั่นเอง 

 

          Perkins และ  Resnick จากมหาวิทยาลัย Harvard (อ้างถึงใน Feldman และ McPhee, 2008: 89) ได้ศึกษาพบว่า การเรียนการสอนที่สามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้หรือประสบการณ์เดิมของผู้เรียนได้         จะนำมาซึ่งการเรียนรู้ในครั้งใหม่  ตัวอย่างเช่น หากผมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมองและเซลล์สมอง จากการที่ได้อ่านหรือดูข้อมูลเรื่องดังกล่าวมาบ้าง จากความรู้นี้จะนำผมไปสู่การตั้งคำถามและกระบวนการคิดเพื่อสร้างความเข้าใจ หากได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับสมองเข้ามา ข้อค้นพบจากการวิจัยนี้นำมาสู่การปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียนการสอนก็คือ ทำให้เราได้หลักการจัดการเรียนการสอนว่า  ในการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้สอนจะต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน ซึ่งจากหลักการดังกล่าวนี้ นำมาสู่วิธีการที่สำคัญ เช่น ก่อนการจัดการเรียนการสอน ครูควรให้ผู้เรียนสนทนาหรืออภิปราย เพื่อแสดงความรู้หรือประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับหัวข้อ (topic) ที่จะได้เรียนหรือศึกษาต่อไป เพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินความรู้ที่ตนเองมี ณ ขณะปัจจุบัน และทำให้ครูผู้สอนทราบต่อไปว่า จะทำดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้อย่างไรต่อไป เพื่อสร้าง “สะพานการเชื่อมโยง” (connection bridge) ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นี่เองจึงเป็นองค์ความรู้ที่ครูภาษาไทยและนักสอนภาษาไทย จะต้องนำไปเป็นโจทย์สำคัญในการออกแบบการสอนและการจัดการเรียนรู้ว่า  “จะทำอย่างไร จึงสามารถจะเชื่อมโยงสิ่งที่จะสอนกับสิ่งที่ผู้เรียนรู้แล้วได้” และ “เราจะทราบได้อย่างไรว่า ผู้เรียนมีความรู้/ประสบการณ์เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่จะสอน”

 

            ท่านที่เป็นครูภาษาไทยและสอนชั้นมัธยมที่สอง คงจะทราบดีว่า มีวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่บรรจุไว้ในหนังสือวรรณคดีวิจักษ์คือ “กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า” ผลงานการสร้างสรรค์จากกวีนิพนธ์ต่างประเทศของ ศ.พระยาอุปกิตศิลปสาร  วรรณคดีเรื่องนี้  สำหรับครูที่สอนโดยไม่ได้คำนึงถึงทฤษฎีเรื่องความรู้เดิมของผู้เรียนจะประสบปัญหามาก  โดยเฉพาะหากจะต้องสอนให้ผู้เรียนซึ่งอยู่ใน  “วัฒนธรรมเมือง”  เพราะผู้เรียนส่วนใหญ่  ไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องของชาวนา เกษตรกรหรือสภาพชีวิตในชนบทกับสิ่งที่  พวกเขาประสบพบเจออยู่ทุกวัน ซึ่งเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ความเร่งรีบและการประกอบธุรกิจ       ที่สำคัญก็คือ  ผู้เรียนวัยนี้ยังไม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้เรื่อง “ความตาย”  ว่าจะเกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์ต่อตนเองอย่างไร  สถานการณ์ดังกล่าวคือโจทย์สำคัญ  อันเป็นประเด็นที่น่าขบคิดก่อนที่จะดำเนินการสอนว่า จะทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงประสบการณ์ในวรรณคดีเรื่องนี้กับประสบการณ์ของ  ผู้เรียนได้ 

 

          จากสถานการณ์ข้างต้น ผมใช้วิธีการพูดคุยกับผู้เรียน  เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของพวกเขา  โดยเขียนคำว่า “ชนบท” บนกระดาน แล้วให้ผู้เรียนลองช่วยกันระดมสมองเกี่ยวกับคำดังกล่าวว่า พวกเขานึกถึงหรือรู้สึกต่อคำดังกล่าวว่าอย่างไร ผลจากการให้ช่วยกันแสดงความคิดได้ประเด็นที่น่าสนใจว่า เวลาที่นักเรียนนึกถึงคำว่าชนบท ผู้เรียนจะนึกถึง ต่างจังหวัด อากาศดี ชาวนา เกษตรกรทำสวน ทำไร่ เป็นต้นนอกจากนี้  ยังมีความคิดที่แสดงความรู้สึกเช่น  ไม่เจริญ ลำบาก น้ำไฟเข้าไม่ถึง  ยากจน เป็นต้น            ในฐานะที่เป็นครู คำตอบพวกนี้น่าสนใจมาก  เพราะคำตอบของผู้เรียนไม่ได้แสดงการดูถูกความเป็นชนบท  แต่เป็นความรู้เดิมและความรู้สึกที่พวกเขามีอยู่จริงๆ เนื่องจากความคุ้ยเคยกับเมือง           จากประเด็นความคิดที่ระดมมาได้  ผมนำไปสู่การตั้งคำถามผู้เรียนเพื่อที่จะเชื่อมโยงต่อไปว่า  “ความตายหรืองานศพในชนบทต่างจากความตายหรืองานศพในเมืองอย่างไร” ผมให้ผู้เรียนลองยกตัวอย่างประสบการณ์ที่พวกเขาเคยไปร่วมงานศพของชนชั้นกลางหรืออาจจะเป็นผู้มีฐานะ กับผู้เรียนที่เคยไปงานศพในต่างจังหวัด และผมก็ได้อธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากตนเองก็มีประสบการณ์เช่นกัน  บรรยากาศของ        การพูดคุยและสนทนากันเกี่ยวกับความรู้หรือประสบการณ์เดิมนั้น เป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา คำถามประเภทที่ว่า  “ผู้เรียนรู้สึกอย่างไร.... ผู้เรียนเห็นว่าอย่างไร.... ผู้เรียนว่าเขาทำเช่นนั้นเพราะอะไร” เป็นคำถามที่ผมใช้ในคาบแรกนี้ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ ผลก็คือ ผู้เรียนเริ่มให้ความสนใจกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามากยิ่งขึ้น และเข้าใจว่าวรรณคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร และเขาพอที่จะมีความรู้เดิมที่สัมพันธ์กับเรื่องที่วรรณคดีจะกล่าวถึง  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนที่จะได้ศึกษาและสร้างความเข้าใจเนื้อหาต่อไป ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการนำความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียนออกมาก็คือ  การใช้คำถามนำสนทนาหรือการใช้วิธีอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระดมสมอง

 

          Louise Rosenblatt (1995: 63)  นักวรรณคดีคนสำคัญในศตวรรษนี้  ได้กล่าวถึงหน้าที่ของครูที่สอนวรรณคดีว่า  ผู้เรียนทุกคนควรได้รับอิสรภาพในการที่จะตอบสนองต่อวรรณคดี  ครูจึงควรช่วยเหลือผู้เรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจวรรณคดีตามบริบทชีวิตของพวกเขา ซึ่งแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน  การให้อิสรภาพในที่นี้  หมายถึง  การงดเว้นการตำหนิ หรือทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่า ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของเขาไม่ถูกต้อง น่าอายหรือไม่ตรงกับความคิดของครู ความไว้ใจและการสร้างบรรยากาศในการแสดงความคิดเห็นที่เคารพนับถือซึ่งกันและกัน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เรียนแสดงความรู้เดิมและเชื่อมโยงประสบการณ์กับข้อมูลใหม่  ความคิดเห็นซึ่งมาจาก “ความรู้ในตน”  ของผู้เรียนในความคิดของผม จึงเป็นสิ่งที่มีค่า สวยงามและเป็นสัญญาณของความสำเร็จในวิชาชีพครูภาษาไทย  ด้วยเหตุนี้      ท่านเห็นด้วยกับผมหรือไม่ครับ ว่าคาถาที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ของครูภาษาไทยคือ “เชื่อมโยง  เชื่อมโยง และเชื่อมโยง”

 

          ผมขอเรียนเชิญทุกท่านเล่าประสบการณ์การเชื่อมโยงของท่านเพื่อแลกเปลี่ยนกันในประชาคม    การสอนภาษาไทยกันนะครับ    
____________________________________
 

รายการอ้างอิง 

Feldman J. and  McPhee, D.  2008. The science of learning and the art of teaching.  New York:   Thomson Delman Learning.

Rosenblatt, L.M.  1995. Literature as exploration. 5th ed. New York: Modern Language Association.

หมายเลขบันทึก: 420516เขียนเมื่อ 15 มกราคม 2011 21:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 มิถุนายน 2012 10:07 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

- รู้สึกยินดีที่ได้พบกับรุ่นพี่ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ผมชื่นชมกับทรรศนะของพี่ต่อการสอนภาษาและการบูรณาการวรรณกรรม

- กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Writen in a Country Churchyard ของ Thomas Gray กวีชาวอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในประมาณ ศตวรรษที่ 18 นับว่าเป็นบทที่อ่านเข้าใจยากพอสมควร ถ้าผู้อ่านไม่ทราบภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ของอังกฤษในยุคนั้น เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ตัวผู้เขียนเองยอมรับว่ายังอ่านไม่เข้าใจ(เคยอ่านตอนเรียนมัธยม) ก่อนที่จะได้เรียนฉบับอังกฤษตอนปริญญาตรี

- การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะผมก็เชื่อว่าความรู้สามารถสร้างและค้นคว้าเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ขอให้ผู้เรียนนั้นมีเครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ในประเด็นเรื่องการเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับครู เพราะครูโดยทั่วไปมักจะนึกเสนอว่า นักเรียนที่เราจะสอนนั้น พวกเข้าพึ่งพบเจอเราครั้งแรก และความรู้ที่เราจะสอนก็เป็นเรื่องใหม่ที่พวกเขาไม่ทราบมาก่อน ซึ่งไม่จริงใช่ไหมครับ เด็กทุกคนไม่ได้เป็นธนาคารอันว่างเปล่า (blank bank) แต่เป็นธนาคารที่มีทุนเดิมอยู่แล้ว หน้าที่ของครูอย่างเราคือจะนำทุนเดิมนั้นนำมาลงทุนเพิ่ม จึงจะเรียกว่าการสร้างความรู้ ที่ใครๆ ก็เรียกว่าการสร้างความรู้อย่างแท้จริงครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี