ถ้าปีใหม่เปรียบเหมือน ‘แสงเทียน’ ผมก็ได้ผ่านเปลวแสงแรกแห่งปีที่ส่องแสงงดงาม และดูเรืองรองส่องสว่างรอบ ๆ ตัว
 
ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้ผ่าน  ‘แสงเทียน’ อีกเปลวแสงหนึ่งด้วย เมื่อสองวันก่อน (2 ธันวาคม 2554) ผมก็ได้ฝ่าฟันกับรถรา และผู้คนซึ่งหลั่งไหลพรั่งพรูราวกับงูยักษ์หางยาว ๆ ที่เลื้อยอย่างเชื่องช้าเพื่อมุ่งสู่ทางข้างหน้า... 
 
จุดหมายปลายทางที่ผมไป คือ วัดในตัวเมืองจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผม 80 กิโลเมตร ปกติใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผมต้องใช้เวลาบนถนนถึงเกือบ 3 ชั่วโมง
 
ถ้าไม่ใช่เพราะมีธุระอันสำคัญผมคงไม่เดินทางแน่นอน  เพราะต้องมาร่วมงานศพเจ้านายเก่า หรือท่านสาธารณสุขอำเภอ  ซึ่งได้ร่วมงานกับท่านตั้งแต่เพิ่งบรรจุทำงานใหม่ ๆ  และรู้จักกันเกือบ 20 ปี

 

‘แสงเทียน’ แห่งชีวิตอันริบหรี่ของท่านก็ดับลงอย่างเงียบ ๆ อ้างว้างอย่างเหงาหงอย
เราทุกคนต้องเดินทางสายนี้ทั้งนั้น… ความตายได้พลัดพรากมนุษย์ไปจากกันอย่างสิ้นเชิงโดยไม่มีเงื่อนไขอันใด
ผมพึมพำในใจ ขออโหสิกรรม และขอให้ท่านสู่สุคติ ..ในขณะสอดดอกไม้จันทน์เข้าไปใต้โลง

 

ทำให้ผมได้ทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต  ตอนเด็ก ๆ ผมมักตั้งคำถามว่า เราเกิด และตายทำไม ? แต่พอเริ่มโตขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น ผมก็เปลี่ยนคำถามใหม่ว่า เราทำอะไรบ้างในขณะมีชีวิตอยู่  และเราเตรียมพร้อมที่จะตายอย่างไร ? มากกว่า
ด้วยความบังเอิญผมได้อ่านหนังสือของ ‘ท่านพุทธทาส’ เรื่อง ‘เว่ยหล่าง’
วันหนึ่งมีพระในวัด เขียนธรรมะข้างทางเดินว่า
 
“กายนี้อุปมาดั่งต้นโพธิ์
ใจนี้อุปมาเหมือนดั่งกระจกเงา
จงหมั่นเช็ดถูอยู่ทุกทุกกาลเวลา
อย่าให้ฝุ่นละอองเข้ามาจับคลุมได้”
 
เว่ยหล่าง ถึงแม้ท่านเขียนไม่ได้อ่านไม่ออก แต่ท่านสามารถบรรลุธรรม  ท่านจึงวานให้พ่อครัวเขียนตามคำบอกต่อท้ายว่า
 
“ไม่มีต้นโพธิ์
ทั้งไม่มีกระจกเงาอันสะอาด
เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว
ฝุ่นจะลงจับอะไร...”
 
ผมได้บทเรียนสำหรับบันทึกวันนี้ คือ  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของผมในแต่ละปี  ทุกอย่างผมต้องพร้อม... พร้อมกับหน้าที่ของตนเองที่มีในทางโลก  เมื่อมีปัญหาหรือสิ่งที่เข้ามาในความคิด  เฝ้ามองดูและเท่าทันความคิดของผมเอง ให้คลี่คลายสงบลง ท่ามกลางการเดินทางของเวลา ณ ปัจจุบัน  ผลักขั้วเวลาแห่งอดีต และอนาคตให้ออกห่าง...ห่างไกลไปให้หมดจากความคิด“ปัจจุบันสำคัญที่สุด”
 
เมื่อนั้น... “ เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร... ”  ที่เห็นและเป็นอยู่...ที่รู้และเป็นไป...ตามปรากฏการณ์ธรรมดาของชีวิต  ‘ตถตา’  ‘เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นเอง’  “ไม่มีต้นโพธิ์ …ทั้งไม่มีกระจกเงาอันสะอาด”……..
 
วินาทีนี้ ผมสอดส่ายมองหาที่มาของแสงเทียนอีกเปลวแสงหนึ่ง พร้อมจินตนาการถึงความเพียรอย่างยิ่งยวดของ ‘พระพุทธเจ้า’ ...
 
 
 
 
 
 *****