ใต้ฟ้าเมืองไทย

 

 

 สมัยเด็ก ๆ เคยจับแมงกว่าง หรือด้วงมะพร้าวที่มีเขาอันสง่างาม แล้ว

เอาด้ายผูกติดกับเขาโง้ง ๆ ของมัน  ให้มันบินเหมือนเครื่องบิน  พอ

เบื่อก็เอามาขวิดกัน เป็นการเล่นที่สนุกสนานและโปรดปรานของเด็ก

ชนบท

 

    

 

ด้วง จัดได้ว่าเป็นศัตรูตัวร้ายของชาวสวนปาล์ม สวนมะพร้าว  เพราะ

จะกัดกินยอดอ่อนของมะพร้าว แต่เหนือฟ้า ยังมีฟ้า  เพราะคนเราก็

จับเอาตัวอ่อนของด้วงมาทำอาหาร  และเนื่องจากรสชาติที่โอชะ

ประกอบกับคุณค่าทางอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของตัวอ่อน

ด้วง  ตัวอ่อนของด้วงจึงเป็นที่นิยมของนักชิมทั่วไป

  

 

 เนื่องจากตัวด้วงอ่อนในธรรมชาติหาได้ยาก  ในขณะที่ความต้องการ

ของผู้บริโภคมีมากขึ้น  ทำให้ราคาของตัวด้วงอ่อนสูงถึงหลักร้อย

เกษตรกรหลายรายจึงหันมาเพาะเลี้ยงตัวด้วงอ่อนเป็นการค้า

 

 

  การเพาะเลี้ยงตัวด้วงอ่อนไม่ยุ่งยาก  เนื่องจากวัสดุที่ใช้ เป็นวัสดุที่

หาได้ในท้องถิ่น (อันนี้ขึ้นอยู่กับ จะเลี้ยงกะวัสดุชนิดใด เช่น ปาล์ม 

ขุยมะพร้าว ต้นสาคู เป็นต้น ก็จัดเตรียมวัสดุชนิดนั้น ๆ )

เช่น  ถ้าใช้ทางปาล์ม  ก็ใช้ทางปาล์มน้ำมันสด ที่ปอกเปลือกแล้ว นอก

จากนั้น ก็มี   กะละมัง ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซม. สูง

20 ซม. ไม้ไผ่ยาว 70 ซม. 2 ชิ้น/1 กะละมัง   อาหารหมูรุ่น   ฝาปิด

พลาสติกแบบมีช่องระบายอากาศได้   เครื่องบดทางปาล์ม (ถ้าไม่มี

ใช้มีดสับ)

 

 

 วิธีการ คือ ปอกเปลือกทางปาล์ม แล้วบดละเอียด  (หรือสับ ) แล้วเอา

ไปแช่น้ำธรรมดาประมาณ 3 วัน จากนั้นเอาขึ้นผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำ

ใส่ในกะละมังให้เต็ม ผสมอาหารสุกร 1 ก.ก.  เคล้าให้เข้ากัน   ปล่อย

แม่พันธุ์และพ่อพันธุ์ของด้วงที่หาได้ตามธรรมชาติ ลงใน กะละมังใน

อัตรา 10 ตัว/หนึ่งกะละมัง  ปิดฝาพลาสติกแบบมีช่องระบายอากาศ 

วางซ้อนกะละมังกันเป็นชั้นๆประมาณ 3 ชั้น โดยใช้ไม้ไผ่วางรองรับ

น้ำหนักที่ขอบกะละมัง

 

 


 ปล่อยไว้ ประมาณ 10 วัน ด้วงจะวางไข่และฟักเป็นตัวและประมาณ

1 เดือน ก็สามารถคัดเลือกเอาตัวด้วงที่ได้ขนาดไปจำหน่ายได้ใน

ราคา กก.ละ250 บาท

 

 

    ตัวด้วงอ่อนคั่วเกลือ เป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วไป โดยเฉพาะ

ภาคใต้ หารับประทานได้ตามร้านอาหาร  ร้านข้าวต้ม  แต่ราคาค่อน

ข้างแพง  นอกจากนี้อาจนำตัวด้วงอ่อนไปทำเป็นผัดเผ็ด  ผัดขี้เมา

หรือ ผัดกะเพรา  แบบตัวต่ออ่อนก็ได้รสชาติที่อร่อยไม่แพ้กัน

 

    

                                                          

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิง

จาก

http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=1124&s=tblanimal 

 ขอขอบคุณภาพประกอบจากgoogle