ณ ข้าง ๆ เตียงตั่งที่บ้านพักฯขอนแก่น
วันพุธที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบสวัสดีค่ะครู
รู้สึกดีใจจังเลยค่ะที่ครูเมตตาโทรมาหา ครูรู้ไหมทุกครั้งที่sms ดัง
ทุกครั้งที่โทรศัพท์ส่งสัญญาณข้างในมันตะโกนออกมาว่า
“ครูรึเปล่า”
ติ๋วได้เห็นตนเองรอคอยมาตลอดแต่ก็ไม่ได้ค้นหาว่า
“ทำไมถึงปรารถนาเช่นนั้น”
พอครูถามว่า “เป็นไงบ้าง”
ไม่รู้จะตอบอย่างไรเพราะเหมือนมองเข้าไปภายในไม่เห็นอะไร จึงตอบว่า “สบายดีค่ะ”
แล้วครูตอกกลับมาแบบแสกกลางกะบาล “นิพพานแล้วเหรอ”
ข้างในติ๋วหัวเราะแฮะ ๆ แต่ก็พยายามดูลมหายใจไปพร้อม ๆกับคุยกับครู สำรวจความรู้สึกภายในด้วย
สารภาพกับครูว่า
“เหมือนมีหลายเรื่อง อยากพูด อยากถามครูแต่เอาเข้าจริง ๆนึกไม่ออก เช่น บันทึกจดหมายถึงครู เพราะกลัวผิดทาง”
“ถ้ามันผิดทางเราก็จะบอกเองแหละ”
ใจติ๋วกระหยิ่มแว๊บขึ้นมาเลยค่ะ หลงดีใจชั่วครู่ ครูตอกกลับมาว่า
“นี่แสดงว่าเขียนเพื่ออยากได้รับการยอมรับ ทำไมต้องทำอะไรเพื่อใคร หรือเพื่ออะไรด้วย มันก็จะคอยไปเกาะไม่จบสิ้น เราเป็นอย่างนั้นใช่ไหม”
รู้สึกอึ้ง สว่าง น้ำตาคลอ ใช่อีกแล้ว ทำเพื่อหวังผล หวังต่าง ๆ นานา อีกแล้ว
“แทนที่จะทำเพื่อละ เพื่อวาง นี่อะไร ปีกว่ามาแล้วนะติ๋ว”
ใจติ๋วหายแว๊บ ความบีบคั้นสาดเข้ามาน้ำตาไหล เหมือนใจถูกเค้นให้เห็นทุกข์ เห็นความจริง
แม้จะร้องไห้แต่ใจก็รู้สึกสว่างขึ้น
ติ๋วสารภาพว่า “ติ๋วเห็นทุกข์มากขึ้น แล้วอยากจะหนี”
ครูตอกกลับมาว่า
“ติ๋วเห็นแก่ตัว คิดว่าทุกข์อยู่คนเดียวเหรอ คนอื่นเขาทุกข์ไหม แทนที่เห็นทุกข์แล้วจะหาทางให้ทุกข์เบาบาง แต่นี่กลับเอาทุกข์ไปสาดใส่คนอื่น มันเห็นแก่ตัวไหม”
คำพูดของครูเหมือนมีดผ่าตัดที่เฉือนเอาเนื้อเน่า ๆ ออกค่ะ แม้มันจะเจ็บ แต่ก็เป็นการเจ็บที่รู้สึกเบาขึ้น
ว่าด้วยเรื่อง “ทาน ศีลและภาวนา”
ครูย้ำว่า
“ทานเราให้ทำมันก็ไม่ทำ การเห็นทุกข์แล้วตั้งใจให้ทุกข์เบาบางนั่นแหละคือ ทาน"
ศีลให้รักษาก็ไม่รักษา แล้วมันจะภาวนาก้าวหน้าได้ยังไงใช่ไหม”
ณ ตอนนั้นใจมีแว๊บเถียง
“ก็ไปวัดอยู่นะ ศีลก็ เอ่อ......... เมื่อทวนสอบเข้าไปภายในจริง ๆ ก็มีแต่ข้อบกพร่อง ทานก็ยังเป็นทานแบบนำของไปวัด ลงแรงช่วยเหลือ ทานแบบหาทางพ้นทุกข์จริง ๆจัง ๆ ก็ยังอ่อนอยู่ ศีลก็ยังด่างพร้อย ภาวนาก็ยังเป็นแบบเอาตัวรอด ทุกข์บีบคั้นหนัก ๆ ถึงยอมตั้งมั่นภาวนาแบบเอาเป็นเอาตาย ความจริงไม่ได้ผิดจากที่ครูเอ่ยไว้เลยค่ะ”
ที่ครูย้ำอีกว่า
“ติ๋วทำเหมือนคนพอมีตังค์ก็ใช้ไปก่อนไม่หาเพิ่ม ใช้หมดแล้วค่อยหาใหม่”
ภาพนี้ชัดมากเลยค่ะครู เป็นการเจ็บที่รู้สึกเบาขึ้น
รับรู้กับตนเองว่า “ใจรับคำสอนครูแบบน้อมมาพิจารณา”
เห็นข้อบกพร่องในตนเองชัดขึ้น เพราะเช่นนี้กระมั่งถึงปรารถนาจะได้คุยกับครู เป็นเหมือนการเสพติดความเจริญ ปัญหาอีกอย่างของติ๋วคือ ยังไม่เชื่อมั่นในตนเองว่า “ทำได้เองจริง” มันเลยหวังจะพึ่งแต่คำยืนยันจากครู ทั้งที่หลายอย่างก็เห็นประจักษ์แก่ตนเองอยู่ กราบขอบพระคุณครูมากค่ะ ที่เมตตาเปิดโอกาสให้ติ๋วได้แก้ไขปรับปรุง
ตะกี้แวะไปทักทายน้องเหมียว ครูค่ะน้องเหมียวยิ้มดีใจ แล้วเราก็ชวนกันไปวัดอีกน้องบอกว่า
“พี่ติ๋วผลบุญมันมาเร็วนะเนี่ย วันนี้เหมียวขายของดีมาก”
ติ๋วรับรู้ได้ถึงศรัทธาในใจน้อง นำพาให้สร้างกุศล เหมือนที่ครูสอนไว้เลย แค่เราไม่ทุกข์ อดทนทำไป ไม่ว่าอยากทำหรือไม่อยากทำ แล้วผลก็จะค่อย ๆปรากฏเอง ที่ผ่านมาบางคราติ๋วก็ทำค่ะ แต่ทำแบบมีสงสัย มีเสียงหลอกตัวเองขึ้นมาว่า
“ทำแบบไม่จริงใจทำ ทำไม แหนะ กิเลสมันหลอกได้ขนาดนั้น ทั้ง ๆก็ทำดีอยู่ ดำเนินชีวิตตามกิจวัตรของตนอยู่”
ทำให้ติ๋วนึกถึงเทศน์ที่หลวงตาท่านเอ่ยไว้ว่า
“ถ้าทำดีอยู่ จะไม่เป็นคนดีได้ยังไง”
สาธุค่ะครู..............รักครูค่ะ