ช่วงระยะเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง คือสัปดาห์สุดท้ายของปี 2553 ในการทำงานของทุกองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นการทักทายปราศรัยกันด้วยไมตรีจิต แต่งกายสีสันสดใส มอบของขวัญแลกเปลี่ยนเวียนกันตามความสุขใจ นัดหมายรับประทานอาหาร กันเป็นพิเศษทั้งในครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หลายหน่วยงานจัดงานสังสรรค์ สนุนสนานเฮฮาปาร์ตี้ ตามประสาขนบธรรมเนียมที่ยึดถือปฎิบัติสืบต่อกันมา...

ในช่วงระยะเวลานี้ เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง คือเป็นสัปดาห์สุดท้าย ของปี 2553 ในการทำงานของทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน บรรยากาศโดยทั่วไป เป็นการทักทายปราศรัยกันด้วยไมตรีจิต แต่งกายสีสันสดใส มอบของขวัญแลกเปลี่ยนเวียนกันตามความสุขใจ นัดหมายรับประทานอาหาร กันเป็นพิเศษทั้งในครอบครัว ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง  หรือเพื่อนร่วมงาน หลายหน่วยงาน จัดงานสังสรรค์ สนุกสนานเฮฮา ครื้นเครง ตามประสาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่ยึดถือปฎิบัติต่อๆ กันมา .... 

และนี่คือ โอกาสพิเศษ ที่ผู้เขียน ไม่ค่อยชอบงานสังสรรค์ สังคมมากเท่าใดนัก จึงไม่ค่อยไปร่วมงานที่ใดใด... ถ้าไม่จำเป็นจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ (ทำงาน) ตามแต่จะได้รับมอบหมาย หรือได้รับเชิญ จากผู้หลักผู้ใหญ่ ตามวาระและโอกาส ... โอกาสดี ที่ว่า คือ ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ห้องทำงาน ที่ปกติจะเสียงดัง วุ่นวาย อยู่เป็นระยะ ๆ ค่อนข้างเงียบเหงา ไร้ผู้คน..จึงทำให้มีสมาธิ ในการสะสางงาน ตรวจข้อสอบ และเขียนบทความทางวิชาการ ได้อย่างมีสมาธิ  และมีความสุขอย่างมากมายทีเดียว...กับกาแฟ หอมๆ ถ้วยโปรด กับอาหารมื้อพิเศษ  คือ "บะหมี่สำเร็จรูป" ปรุงโดยป้าเวฟ (ไมโครเวฟ)กับความสงบเงียบ ... ที่เรารักและหลงใหล....

ได้ฤกษ์...สานต่อ การเข้าสู่ "กว่าจะเป็นดอกเตอร์ เฮ้อ ... เฮ้อ" ในเรื่องแรกที่จะเล่าขานสู่กันฟัง...วันนี้ จะเล่าเกี่ยวกับ "ที่มาแห่งการตัดสินใจจะไปเรียนต่อ" ...

รำลึกได้ว่า  ... เมื่อปี 2551 ถึงต้นปี 2552 ชีวิตเกิดความแปรปรวน พร้อมพร้อมกัน ทั้งเรื่องส่วนต้ว ครอบครัว  และที่สำคัญ คือเรื่องหน้าที่การงาน เปรียบเสมือนพายุ ทอนาโด ประมาณนั้น  เพราะมันมาพร้อมๆ กัน พัดเราโซเซ ... กระเด็นกระดอน ไม่เ็ป็นท่า...ล้มลุกคลุกลาน ... ด้วยน้ำตานองหน้าอยู่เพียงลำพังผู้เดียว ... (ขอไม่ลงรายละเอียดเพราะจะทำให้ไปพาดพิงบุคคลอื่นๆ ซึ่งเรื่องราวผ่านไปแล้ว...)

จำได้ว่า... ไปวัดเกือบทุกวัน หลังเลิกงาน และเสาร์-อาทิตย์ ที่มีเวลาว่างเว้นจากการสอนหนังสือ  ... จะไป สวดมนต์ นั่งสมาธิ ที่วัดปทุมวนาราม กินข้าววัด ( แต่บริจาคและทำประโยชน์ เท่าที่จะทำได้) เป็นประจำ... ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ต่างวัย มากมายทีเดียว (รุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย เราทั้งนั้น) ใช้เวลากับการอ่านหนังสือธรรมะ  ... หลังจากเวลาผ่านไป ๆๆ จิตใจเข้มแข็งดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถอยู่คนเดียวเงียบๆ ได้โดยน้ำตาไม่ไหล...จึงมั่นใจว่า  "จิตใจเรา  เข้มแข็งขึ้นแล้ว"

...อีกส่วนหนึ่งที่หน้าที่การงานเปลี่ยนแปลงไป .. ทำให้เวลาแต่ละวันที่ผ่านไป ช่างว่างเปล่า มากมายเหลือเกิน... จึงคิดว่า " เราน่าจะหาอะไรทำ" ให้เวลาที่ผ่านไปมีคุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่ คงดีกว่าที่จะหายใจลดต้นคอไปวัน วัน ... 

แว็บนั้น ... คิดขึ้นมาทันทีว่า "ไปเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองดีกว่า" คือ การเรียนหนังสือ...เมื่อจุดประกายความคิดเกิด ในช่วงเดือน มกราคม  ถึง กุมภาพันธ์ 2552 จึงเริ่มหาข้อมูล เกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนต่างๆ และ สถาบันการศึกษาต่างๆ ที่คิดว่า จะมีสาขาที่เราจะเรียนต่อได้... มหาวิทยาลัย 3 แห่ง ที่เข้ารอบ คือ

1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และ 3.มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์

สาเหตุที่พิจารณา 3 มหาวิทยาลัยนี้ คือในลำดับที่ 1 เป็นที่เราทำงาน จะทำให้เราได้รับความสะดวกในการเดินทาง ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล และที่สำคัญ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานระดับประเทศ ในลำดับที่ 2 เลือกเผื่อสำรองไว้ว่า ถ้าสอบไม่ติดที่จุฬาฯ ก็จะเลือกเกษตรศาสตร์ เพราะเป็นทางผ่าน  และใกล้บ้าน....ลำดับสุดท้าย ที่ธรรมศาสตร์ ก็จะลำบากเพราะ ไกลบ้าน (ปริญญาเอก ยังต้องไปเรียนที่ท่าพระจันทร์)

โดยในลำดับแรก เข้าไปศึกษาดูรายละเอียดต่างๆ ทาง website  คือ  ดูเกี่ยวกับหลักสูตร / การจัดการเรียนการสอน / สาขาที่เราสนใจและจะเรียนต่อได้ /ดูคุณสมบัติต่างๆ / และที่สำคัญที่สุดคือ  ดูเรื่องค่าใช้จ่าย ที่เราจะต้องรับภาระเอง โดยทุนส่วนตัวทั้งหมดตลอดหลักสูตร ... 

ท้ายที่สุด สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือ "การสอบภาษาอังกฤษ" (CU-TEP) ค่ายจุฬาฯ / สอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ค่ายเกษตรศาสตร์  / ธรรมศาสตร์ก็ใช้ภาษาอังกฤษแบบจุฬาฯ เช่นกัน...

ไปสอบภาษาอังกฤษ เก็บคะแนนไว้ก่อนเป็นลำดับแรก ... คะแนน CU-TEP จะเก็บอายุได้ 2 ปี ดีใจที่สอบผ่าน ตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่ได้เสียเงินไปติวอะไรเพิ่มเติม .. วัดปัญญาเดิมที่มีอยู่เพียวๆ...คะแนนผ่านแต่ไม่สูงมากนัก ( ไปสอบ สองครั้ง เพื่อทำ score ให้สูงขึ้น)

สอบวิชาวิจัย ที่สาขาวิจัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เค้าจะเปิดสอบ ให้เก็บคะแนนไว้ ประมาณ ปีละ 4 รอบ ( ต้องติดตามข้อมูลรายละเอียด ทาง Website)

ลำดับต่อไปคือ ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดหลักสูตร /ระเบียบการรับสมัคร ทั้งของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์....

จากการเริ่มเข้าสู่ การตัดสินใจจะเรียนต่อ วันนี้สรุปได้ว่า เราต้องเตรียม 3 ด้าน คือ

1.เตรียมตัว คือ เตรียมปัญญา เตรียมเวลา เตรียมสุขภาพกายและใจ ที่แข็งแรงสมบูรณ์

  (ถามตัวเองว่า  ไหวมั้ย??)

2.เตรียมปัจจัย คือ เงินค่าใช้จ่ายต่างๆ  ตลอดจนแหล่งที่มาของรายได้ คำนวณเงินในอนาคต ที่จะต้องใช้  (ถามตัวเองว่า ไหวมั้ย??)

3.เตรียมข้อมูล ให้ครบพร้อม ในทุกๆ ด้าน ที่จะต้องใช้ในการสมัครเข้าศึกษา และ กระบวนการสอบต่างๆ ด้วยหลักการ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

... วันนี้  ... คงจะสรุปจบลงด้วย การเข้าสู่การเริ่มตัดสินใจจะไปเรียนต่อ และจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง จากนั้นก็เตรียมหลักฐานเอกสารทางราชการต่างๆ ที่จำเป็น และยื่นสมัครสอบ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์  และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  สาขาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ (ตัดสินใจตัด ม.ธรรมศาสตร์ออกเพราะคิดว่า คงจะไม่สามารถเดินทางไปเรียนได้แน่ๆ ) ... เมื่อมีโอกาส จะมาถ่ายทอดเรื่องราว ในตอนต่อๆ ไปค่ะ