เมื่อคิดย้อนกลับไปทบทวนชีวิตสมัยเด็ก วัยหนุ่ม และวัยทำงาน ผมโชคดีมากที่มักได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในลักษณะที่ “ให้โอกาสทำผิดได้” โดยที่ผู้ใหญ่ท่านไว้วางใจว่าผมจะไม่เหลวใหลทำให้เสียหาย ผมจึงได้โอกาสเรียนรู้มากในชีวิตการทำงาน
ผมสังเกตว่า การเรียนรู้เข้มข้นที่สุดเมื่อผู้เรียนมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นสูงสุด และสภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นในชีวิตจริงของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เราไม่แน่ใจว่าจะออกหัวหรือก้อย แต่ก็ต้องลองเสี่ยงทำดู
นี่คือสภาพของการ “กล้าที่จะล้มเหลว” ที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางความคิดและการปฏิบัติให้ผมมาก ตรงกับหนังสือ กล้าล้มเหลวที่ ศ. นพ. วันชัย วัฒนศัพท์ เพื่อนของผม แปลออกเผยแพร่
ทำให้ย้อนกลับมาคิดถึงระบบการศึกษาไทย ที่เราไม่ได้ฝึกฝนนิสัยเช่นนี้ – นิสัยกล้าเสี่ยง กล้าทดลอง ให้แก่เด็ก โดยที่ครูในระบบของกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้อยู่ในสภาพ “ให้โอกาสทำผิด” เลย ครูตกอยู่ใต้การบริหารแบบ prescriptive คือกำหนดวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบตายตัว เมื่อครูคุ้นเคยกับสภาพห้ามเสี่ยง เดี๋ยวผิด ครูก็ใช้วัฒนธรรมนี้กับลูกศิษย์โดยไม่รู้ตัว
ความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) จึงมีน้อยหรือจางมากในคนไทย
ในศตวรรษที่ ๒๑ การศึกษาไทยต้องกลับลำสภาพนี้ให้ได้ หากกลับลำไม่ได้ ประเทศไทยจะถอยหลัง ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งขึ้นไปอีก
หัวใจของการศึกษาคืออิสรภาพ ที่เป็นทั้ง end และ means ของการศึกษา แต่การศึกษาไทยเราในปัจจุบันเดินไปในทางขาดอิสรภาพ
แต่อิสรภาพมีได้แก่เฉพาะคนที่มีความรับผิดชอบ มีความดี จิตใจดี คนที่ควรได้รับอิสรภาพกลุ่มแรกคือ “ครูเพื่อศิษย์”
วิจารณ์ พานิช
๓ ธ.ค. ๕๓
อิสรภาพแห่งการเรียนรู้คือ การลองผิด ลองถูก
ลองแล้วถูกไม่เจ๋งเท่าลองแล้วผิด
เพราะถ้าถูกแล้วหลายครั้งนั้น "จบ" กระบวนการเรียนรู้ เหมือนกับเรียนจบก็หมดการเรียนรู้
แต่ถ้าผิดแล้ว ผิดอีก ก็เรียนรู้แล้ว เรียนรู้อีก
ผิดมากก็ยิ่งต้องเรียนรู้มาก
ผิดมากเท่าใดก็ยิ่งเรียนรู้มากเท่านั้น