นึกย้อนถึงคำถามที่ครูถาม “อะไรเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติภาวนา”
ตอนนี้รู้สึกว่า “ติ๋วกลัวที่จะตั้งเป้าหมาย”
พอถามตนเองต่อว่า “ทำไม”
คำตอบคือ “กลัวที่จะผิดหวัง”
เหมือนหลาย ๆครั้งที่รู้สึกว่าตั้งเป้าหมายแล้ว “เครียด จนบางครั้งทำไม่ได้”
หรือบางคราทำได้ก็รู้สึกว่า “ฉันเก่ง”
เหมือนโดนจิตตนเองสับขาหลอกให้เหลาะแหละ
“ไม่เข้าใจว่า จะกลัวอะไรนักหนากับแค่การตั้งเป้าหมาย”
นั่งทบทวนกับตนเอง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ติ๋วมีเป้าให้ตนเองมาตลอด ตั้งแต่เล็กจนเติบโตมา
แต่ก็มุ่งเป้าหมายแบบเครียด ๆ
จะเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลทีมชาติ
เป็นผลให้ลุกขึ้นมาวิ่งตั้งแต่ตีสาม อันเดอร์บอลต่อเนื่องอย่างน้อยวันละพันครั้ง
ตบวอลเล่บอลย์อย่างน้อยวันละร้อยครั้ง นี่คือ ความตั้งใจของเด็ก ป.๕
พอมาเกิดอุบัติเหตุหัวไหล่หลุด อดเป็นนักกีฬาทีมชาติ หันมาตั้งใจเรียน
จากเด็กที่จะสอบตก กลายเป็นติดหนึ่งในห้าของโรงเรียน
เป็นตัวแทนสอบแข่งขัน
ฝันอยากเป็น “วิศวกรหญิง”
เอ็นฯติด แต่ชีวิตผกผันให้ได้เรียนเภสัช
ไป ๆ มา ๆ มีเป้าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้านสมุนไพร
ทำให้ตั้งใจทำแล็บ แบบไม่ลืมหูลืมตา จนเรียนจบปริญญาโท
มาทำงาน ออกอาการงง ๆ
เพราะชีวิตไม่มีเป้าหมาย
เคว้งไป แล้วก็เคว้งมา
หาที่เกาะ ครูนำพาให้เกาะตนเอง พึ่งพาตนเอง
ไม่ค่อยจะยอม ไปเกาะครูซะงั้น
เอาครูเป็นเป้า แต่ไม่รู้จักตั้งเป้าตนเอง...........ก็เลยสะเปะสะปะ...........อืม
หันมองวิถีการมีเป้าหมาย แรก ๆ ก็ พลาดนะคะ แต่พอถึงลูกอึด แหนะมันทำได้
เขียนมาถึงตอนนี้มีเสียงข้างในดังขึ้นว่า
“ใช่ หากมีเป้าหมาย แม้แรก ๆ จะพลาดมันก็คือการเริ่มต้น กว่าจะบรรลุเป้าหมายแทบทุกครั้งมันก็ลากเลือดเหมือนกัน”
โอ้ ถูกจิตหลอกมาตั้งนานว่า “แกทำไม่ได้หรอก กลับกลายเป็น ไม่ได้ทำซะงั้น”
ครูย้ำมาหลายครั้งเรื่อง “ทำไม่ได้กับไม่ได้ทำ”
แต่ก็ไม่ลงใจ ไอ้ที่ผ่านมาทั้งหมดที่ล้มเหลว ก็เพราะไม่ได้ทำนี่นา
ขอบพระคุณบันทึกนี้ที่เขียนแล้วรู้สึกมีพลัง
กราบขอบพระคุณครู ที่เมตตาสอนสั่งและเตือนใจอยู่สม่ำเสมอ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
มีความสุขกับการได้ทำนะค่ะ
ทำไม่ได้กับไม่ได้ทำนี่ชอบมากค่ะ
ช่วยเตือนสติให้เราได้มากมาย
กับความพยายามแล้วไม่สำเร็จ
และกับการที่ไม่ได้พยามยามแล้วยอมแพ้....
ความต่างมันอยู่ที่ใจจริงๆค่ะ