ต่อเนื่องจากบันทึก วันพ่อปีนี้ไม่มีพ่อ : ๑) แม้พ่อจากไป แต่ทุกชีวิตปลอดภัยใต้ชายคาพ่อ

คุณแม่วัย ๘๐ และ หลานย่า หลานยาย (รุ่นแล็ก)

          หลังจากเดินข้ามกิ่งไม้ ข้ามสิ่งซากปรักหักพัง ที่มีตลอดเส้นทางระหว่างบ้านถึงวัด ในขณะที่ใจฉันร้อนรุ่ม ด้วยเป็นห่วงสามเณรลูกทั้งสอง แต่ก็ตัองหักใจถามไถ่ความเสียหายเพื่อนบ้านเกือบทุกหลังคาเรือน ทำให้เสียเวลาไปมาก ทุกคนต่างก็อยากพูดอยากคุย อยากระบายถึงความเดือดร้อนของตัวเอง     

       เมื่อถึงวัดดูแลลูกให้คลายกังวลแล้ว ฉันจุดธูปเป็นการทักทายพ่อ ซึ่งก็ต้องทำทุก ๆ เช้า อยู่แล้ว ฉันรำพึงในใจว่า "พ่อสั่งสมความดีมาตลอด ทำไมจะต้องมาเกิดภัยพิบัติ ตอนงานศพพ่อด้วย ทำให้ยากลำบากต่อการจัดงานศพของพ่อเหลือเกิน ไฟฟ้าก็ดับ น้ำก็ไม่มีใช้ ทั้ง ๆ ที่น้ำท่วม ทางการบอกว่า ไม่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ อย่างน้อย ๓ วัน ถ้าเป็นเช่นนี้เรามีปัญหาแน่นอน เพราะโลงศพเป็นโลงแอร์ ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า"

        แต่เมื่อติดตามข่าวทางโทรทัศน์จากโทรศัพท์มือถือ(ซึ่งมีแบตเหลืออยู่นิดหน่อย) ทราบว่าที่หาดใหญ่น้ำท่วมหนักมาก  ต้องขนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ ไปโรงพยาบาล มอ. ฉันนั่งมองพ่อด้วยน้ำตา "โธ่  พ่อคงกลัวลูก ๆ จะลำบาก พ่อคงจะทราบล่วงหน้า ว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ พ่อไม่อยากให้ลูกลำบากต้องขนย้ายพ่อหนีภัยนี่เอง"

         อำเภอสทิงพระถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ฉันไม่สามารถติดต่อใครได้เลย โชคดีที่เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ได้โทรศัพท์บอกเพื่อนครูที่ประจวบฯ ให้ยกเลิกการเดินทางทั้งหมด ซึ่งทุกคนก็เข้าใจดี เพราะคงกลัวการเดินทางอยู่เหมือนกัน

         พวกเราไม่สามารถติดต่อกับพี่สาวที่หาดใหญ่ได้เลย จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็มิอาจทราบได้ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ถือว่าเป็นวันวิกฤติใหญ่ พี่-น้อง ผู้ชาย ทุกคนช่วยกันหาเครื่องปั่นไฟ  เครื่องสูบน้ำ ญาติ ๆ ที่จะเดินทางมาร่วมงานก็มาไม่ได้ ฝนก็ยังคงตกไม่ขาดช่วง

        ใกล้ค่ำอีกแล้ว ทั้งเจ้าภาพทั้งแขก ต้องทานอาหารใต้แสงเทียนตอนพลบค่ำ เครื่องปั่นไฟเครื่องแล้วเครื่องเล่ามีปัญหา ซ่อมกันตลอดเวลา จนต้อจุดธูปกราบพ่อ ขอให้พ่อช่วย และบอกพ่อถึงความจำเป็นที่ต้องให้พ่อนอนในโลงแอร์ ทั้งที่ทราบดีว่าพ่อไม่ชอบอากาศหนาว แต่จริง ๆ แล้ว โลงแอร์ก็เกิดจากภูมิปัญญาของพ่อเองมิใช่เหรอ เหตุการณ์จึงผ่านไปได้ด้วยดี

       ก่อนหน้าที่พ่อจะเข้าโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน  พ่อขอให้หมอจิ  พาพ่อไปบ้านลูกชาย(คนที่สืบทอดกิจการทำหีบศพ) เพื่อไปสอบถามว่า โลงศพที่พ่อออกแบบไว้ คือแบบที่เป็นปรางค์หกยอดเสร็จแล้วยัง  พี่ชายบอกว่าใกล้เสร็จแล้ว พ่อก็กำชับว่าให้เร่งทำให้เสร็จ เหมือนพ่อจะทราบล่วงหน้าว่าถึงคราจะต้องใช้กับตนเอง สรุปว่าหีบศพที่ใช้กับพ่อนั้น เป็นหีบศพที่ออกแบบด้วยพ่อเองทุก ๆ อย่าง รวมทั้งแบบลายไทย ที่พี่ชายรับเป็นมรดกตกทอด ก็ล้วนเป็นภูมิปัญญาของพ่อทั้งสิ้น

(นี่แหละ อีกหนึ่งภูมิปัญญาของพ่อ)

      เช้าวันที่ ๓ พฤศจิกายน ก่อนวันเผาศพ ๑ วัน ทุกคนหวังว่าฟ้าจะเปิด ทุกคนหวังว่าพี่สาวที่หาดใหญ่จะส่งข่าวมาได้ว่ายังอยู่ดี แต่ก็ยังไม่มีทีท่าใด ๆ สัญญาณโทรศัพท์ยังคงถูกตัดขาด ฝนยังคงครึ้มแต่เช้า

      "ใครที่คิดว่าพ่อรักที่สุด  ช่วยไปจุดธูปบอกพ่อทีเถอะ ให้ฝนหยุดตก ไม่งั้นแย่แน่ ๆ"  น้องชายพูดขึ้นขณะที่อยู่กันเกือบพร้อมหน้าพี่ ๆ น้อง ๆ

      "ไม่รู้เหมือนกันว่าใครคือลูกรักของพ่อ แต่เราเป็นคนอยู่กับพ่อ ดูแลพ่อมาเกือบสามปีที่พ่อเจ็บ  เราจุดเองก็แล้วกัน"  หมอจิ น้องสาวคนสุดท้องพูดขึ้น และก็รีบไปจุดธูปบอกพ่อ หมอจิจะบอกพ่อว่าอย่างไรไม่มีใครได้ยิน

       งานนี้ปาฏิหาร์ย มีจริง สักพักไฟฟ้าติด (ไฟฟ้าจากอำเภอสิงหนคร ไม่ใช่สทิงพระ) ฟ้าเริ่มเปิด  อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป  ผู้คนทั่วสารทิศหลั่งไหลมาร่วมงานศพพ่อ  ฉันผู้รับหน้าที่รับซองจากพี่ ๆ น้อง ๆ ทำบัญชีรับจนลืมทานข้าว จดแบบไม่ลืมหูลืมตา ต่อเนื่องไปกระทั่งถึงเที่ยงคืน จำนวน ๔๗ หน้ากระดาษ รวมยอดเงินได้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท 

       บ่าย ๆ ของวันที่ ๓ พฤศจิกายน  ทุกคนได้เฮ เมื่อหลาน ๆ ผู้ชาย ช่วยกันเอาเรือไปรับครอบครัวของพี่สาวที่หาดใหญ่ได้เป็นผลสำเร็จ หลาน ๆ เล่าว่า ต้องกลับกันจนเย็นก็เพราะต้องช่วยคนอื่น ๆ ด้วย เพราะมีผู้คนติดอยู่ที่ชั้นสองของบ้านรอความช่วยเหลือเยอะมาก  บางคนก็ควักเงินให้เป็นพัน  ขอให้ช่วยเขาออกไปด้วย หลาน ๆ จึงช่วยคนเหล่านั้นโดยมิได้คิดค่าตอบแทนแต่อย่างใด  ทุกคนได้ค่าตอบแทนคือความสบายใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นก็เพียงพอแล้ว

       วันที่ ๔ พฤศจิกายน เป็นวันที่พวกเราจะต้องส่งพ่อสู่สวรรค์ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามประเพณีไทย ก่อนเข้าสู่พิธีสงฆ์  น้องใหม่ หลานปู่ ร่ายรำหน้าหีบศพ  หลังจากตอนกลางคืนได้รำมโนราห์ให้ปู่ดูไปรอบหนึ่งแล้ว  ฉันเป็นผู้อ่านคำไว้อาลัย น้องบอย(อาจารย์สถาบันราชภัฎเพชรบุรี) เป็นผู้อ่านประวัติ

(น้องใหม่ หลานปู่ จบนาฏศิลป์ไทย ร่ายรำก่อนประชุมเพลิง)

       หมอจิเล่าให้ฟังว่า พระคุณเจ้า(เจ้าอาวาส) เล่าให้ฟังว่า "พ่อเป็นเทวดาแล้ว" ท่านเห็นพ่อตอนพวกเรากรวดน้ำ มีมงกุฏสวมด้วย

       "ถ้าพ่อเป็นเทวดา แล้วทำไมฝนจึงตกหนัก ทำไมต้องเกิดพายุ ตอนงานศพพ่อ"  ฉันอดถามไม่ได้

       "ช่วงแรก ๆ ท่านคงยังไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะบันดาลอะไรได้" ท่านตอบ ฉันพยักหน้าด้วยความเข้าใจ

        "พ่อสั่งสมบุญ ทำความดีมาเยอะมาก เจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ก็เทศนา ยกย่องความดีของพ่ออยู่ทุกคืน แล้วทำไมพ่อจะต้องทรมานก่อนตาย ต้องนอนให้หมอ ให้พยาบาลกระทำต่อร่างกายจนได้รับความทรมานด้วยหล่ะคะ" ฉันสงสัย

        "ตอนมีชีวิตอยู่ คุณพ่อเคยเจาะจมูกวัว  เคยดึงเชือกวัว  ทำให้วัวได้รับความเจ็บปวดจากการดึงนั้น " ฉันถึงบางอ้อ  เมื่อคิดทบทวน สิ่งพ่อเคยเล่าให้ฟัง

        "ตอนพ่อแต่งงานกับแม่ มีผู้ใหญ่เขาให้วัวมาสองตัว เพื่อเอาไว้ไถนา พ่อดึงวัวให้เดิน วัวไม่เดิน  พ่อก็พยายามดึง  ดึงเท่าไหร่วัวก็ไม่เดิน  พ่อสงสารวัวมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยนั่งร้องไห้" พ่อเคยเล่าให้ฉันฟัง

          จากนั้นพ่อก็ไม่ใช้วัวไถนาอีกแล้ว พ่อมีวิธีของพ่อ ระยะหลัง ๆ พ่อก็ไม่ค่อยทำนา ส่วนมากจะจ้างเขาทำ หรือเอาที่นาให้เขาเช่ามากกว่า  เพราะพ่อผันตัวเองไปเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง และมีกิจการทำอิฐบล็อก  และงานปูนอื่น ๆ แทน ตามที่เคยบันทึกไว้ในบันทึกที่ยาวที่สุด : สองมือพ่อ