“ ข้าวเอ๋ยข้าวสุก ต้องกินทุกบ้านทุกฐานถิ่น กว่าจะได้ข้าวมาให้เรากิน ชาวนาสิ้นกำลังเกือบทั้งปี ต้องทนแดดทนฝนทนลมหนาว กว่าจะได้ข้าวจากนามาถึงนี่ เรากินข้าวควรคิดดูให้ดี ชาวนามี คุณต่อเราไม่เบาเลย ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินกินขว้างเป็นของมีค่า ผู้คนอดอยากมีมากหนักหนา สงสารบรรดาเด็กตาดำ”

บันทึกเข้าค่าย  (2)

(ผลงานของผม  ตีพิมพ์ครั้งแรก วารสารหมออนามัย  ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๙) 

 

          ในช่วงที่ให้เล่าประสบการณ์จากการวาดรูปถนนสายชีวิต กลุ่มของพวกเรา บางช่วงมีเสียงหัวเราะครืนเครง และไม่แปลกเลยที่บางช่วงมีเสียงสะอื้นเคล้าน้ำตา น้องที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งเล่าว่า “ตอนผมเสพยาบ้า รู้สึกกลุ้มใจ ผมกำพร้าพ่อ ตอนอยู่ชั้น ป.6 พ่อเสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุรถชน ผมคิดว่า ผมจะเลิกยา ผมต้องกลับใจ ต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้”

 

 

          และน้องอีกคนที่ทำผมให้ผมและคณะวิทยากรเงียบงันหลงทิศหลงทางเล่าว่า “ท้อแท้เหมือนอยู่ตัวคนเดียว หมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ร้องไห้คนเดียว ไม่มีใครมาเหลียวแล” และพี่อีกคนที่เล่าใจว่า “ตอนที่รู้สึกตัวเองว่าติดยาเสพติด ต้องคอยหวาดระแวง ว่าตำรวจจะมาจับกุม และรู้สึกว่า ตนเองตกต่ำลงมาก ไม่ว่าจะไปทางไหน จะรู้สึกว่า มีแต่คนคอยรังเกียจ และรู้สึกว่า ตัวเองนั้น เป็นสาเหตุทำให้ พ่อแม่ลูกเมียต้องอับอายขายหน้า”

 

 

          จำไม่ได้ว่า คณะวิทยากรสรุปกิจกรรมนี้ว่าอย่างไร ผมจำได้อย่างเดียวว่า ตอนเย็นนี้กลุ่มพวกเรากินข้าวด้วยกันนะ หลังจากนั้น ก็เข้ากลุ่มใหญ่ คุยอะไรเล็กน้อย ทีมวิทยากรจัดสมาชิกค่ายเข้าห้องพัก เก็บสัมภาระ ให้พักผ่อนตามอัธยาศัย สักครู่ก็ถึงเวลาให้ออกกำลังกาย จนเกือบเย็นมากแล้ว ก็ปล่อยให้อาบน้ำอาบท่า และลงมากินข้าวเย็น ซึ่งตอนนี้วิทยากรได้มีพิธีรีตองมากขึ้น ให้สมาชิกทุกคนเข้าแถวตักอาหาร ตักอาหารให้พอดี ไม่อิ่มค่อยตักเพิ่มใหม่ เมื่อกินเสร็จแล้วให้เก็บจานและช้อนในที่เตรียมไว้ให้  และให้รอเพื่อนคนสุดท้ายนั่งประจำที่ก่อนค่อยจะได้กินข้าว พี่วิทยากรที่เป็นตำรวจ ให้ทุกคนยกจานข้าวขึ้น และเริ่มนำท่อง คำบูชาข้าว อย่างเสียงดังและมีอำนาจพร้อมเพรียงกัน

 

 

 

           โดยมีข้อความเป็นบทกลอนว่า “ ข้าวเอ๋ยข้าวสุก ต้องกินทุกบ้านทุกฐานถิ่น  กว่าจะได้ข้าวมาให้เรากิน  ชาวนาสิ้นกำลังเกือบทั้งปี  ต้องทนแดดทนฝนทนลมหนาว กว่าจะได้ข้าวจากนามาถึงนี่  เรากินข้าวควรคิดดูให้ดี  ชาวนามี คุณต่อเราไม่เบาเลย  ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง  อย่ากินกินขว้างเป็นของมีค่า ผู้คนอดอยากมีมากหนักหนา สงสารบรรดาเด็กตาดำ”

 

 

          ถึงแม้ผมไม่ใช่ลูกชาวนา แต่เมื่อได้ท่องคำบูชาข้าว คงรู้สึกไม่ต่างจากคนอื่นเท่าไหร่ นั้นก็คือ  ข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันนี้มีค่ามากมายมหาศาลใน แบบแผนวิถีการดำรงชีวิตของชาวนา ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิตที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้กำลังแรง กำลังกาย และต้องใช้หยาดเหงื่อมากมายสักกี่ร้อยหยด กว่าจะได้ข้าวแต่ละเมล็ดให้เราได้กิน

 

 

 

          ผมรู้ถึงพระคุณข้าวก็คราวนี้ และประสบการณ์ที่เข้ามาในชีวิตวันนี้  นับเป็น เรื่องราวไม่รู้จบในการเรียนรู้ คืนนี้ผมล้มตัวลงนอนอย่างง่ายดาย ทั้งที่แปลกสถานที่ ได้ยินที่เสียงพี่ๆตำรวจแว่วๆ ว่า ให้สมาชิกทุกคนอย่าคุยกัน ได้เวลานอนแล้ว คงเพราะได้รู้จักมากขึ้น จึงทำให้คุยกันไม่ยอมหลับยอมนอน

 

 

          เสียงนกหวีดปลุกให้ตื่นตอนตีห้า ล้างหน้าแปรงฟัน วิ่งรอบสนามฟุตบอล 1 รอบ หลังจากนั้น มีน้องหมออนามัยนำเต้นแอโรบิคแด็นซ์ ซึ่งทำให้สมาชิกทุกคนสนุกสนานเป็นอย่างมาก กิจกรรมในวันที่ 2 ประกอบด้วยกิจกรรมการฝึกจิต ทบทวนจิต รู้ตน..พ้นทุกข์ คิดจัดการ สานเป้าหมาย สายใยรัก ทักษะสังคม และกิจกรรมในวันที่ 3 ประกอบด้วยกิจกรรมความคาดหวังของพ่อแม่ โทษพิษภัยของยาเสพติด บทเรียนสอนตน อย่าโกธรนะ จดหมายถึงคนที่รัก

 

 

          ซึ่งจุดเน้นหนักของกิจกรรมของค่ายคือ การเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ: Emotional Quotient) ในการตระหนักรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเอง สามารถควบคุมอารมณ์ สามารถจูงใจตนเองและสร้างแรงบันดาลใจ รู้จักเห็นอกเห็นผู้อื่น และสามารถมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สมาชิกค่ายนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้

 

 

          ในวันที่ 3 เมื่อเสร็จสิ้นการเข้าค่ายแล้ว ก่อนที่สมาชิกค่ายทุกคนจะแยกย้ายเดินทางกลับบ้าน ได้มีพิธีบายศรีสู่ขวัญ นิมนต์พระคุณเจ้าแสดงธรรมะเพื่อเกิดความเป็นศิริมงคล หลังจากนั้น คณะวิทยากรได้แสดงและกล่าวคำขอขมาลาโทษที่ในดำเนินกิจกรรมภายในค่ายอาจจะล่วงเกินสมาชิกค่ายทั้งการแสดงท่าทาง หรือคำพูด และพวกเราทุกคนได้จับมือกันล้อมวงร้องเพลงสามัคคีชุมชน และคำสัญญา ก่อนที่จะยกมือไหว้ จับมือกัน และเดินออกจากกันไปทีคนทีคน พร้อมบทเพลงท่อนเสียงสุดท้าย “ร้อยรักดวงใจมั่นในคำสัญญา สร้างสรรค์เพื่อมวลประชา นี่คือสัญญาของเรา” ที่ค่อยๆ จางหายไป

 

 

          จากคำถามที่ต้องถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ท้อแล้วหรือ ทนอยู่เหรอ…จะเอายังไงดี ผมได้ค้นพบคำตอบแล้วประมาณหนึ่งจากเรื่องราวไม่รู้จบในการเรียนรู้จากการเข้าค่าย ซึ่งเมื่อได้อ่านหนังสือคุณค่าชีวิตของ อาจารย์ระวี ภาวิไล ก็ทำให้ผมค้นพบคำตอบได้มากขึ้น

 

 

         “..โลกนี้มีดี จึงดำรงอยู่ ชีวิตมีคุณค่าอันประเสริฐแฝงอยู่ หากเรายังไม่รู้เห็นขณะนี้ ก็เพราะยังไม่มีสติปัญญาเพียงพอ      ดังนั้น สิ่งทีควรปรับปรุงคือ ตัวเราเอง ที่จะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น เมื่อเข้าใจแล้วจะรู้จักรักโลกและชีวิต และจะได้รู้จักรักผู้อื่นอย่างแท้จริงด้วย..” 

 

-------------