ได้แต่ท่องในใจพึมพำเพื่อเกิดกำลังใจว่า “ทำอะไรทำด้วยหัวใจ ทำด้วยความอดทน ทำด้วยความสุข อย่าไปท้อ อย่าไปกลัว …” ถึงคราวต้องตัดใจทิ้งโทรศัพท์ออกนอนกระเป๋าเดินทาง แต่ก็ไม่วายขอฟังเสียงถึงแม้ไม่มีใครโทรมาก็เถิด กด 900121 ถามโอเปเรเตอร์ ก่อนปิดเครื่อง “ยอดเงินของท่านคือ เก้าสิบเอ็ดบาท ยี่สิบสตางค์ ท่านสามารถใช้บริการได้ถึงวันที่ … “ มีความรู้สึกว่า ได้ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการแล้ว ถึงได้ปิดเครื่อง

บันทึกเข้าค่าย  (1)

(ผลงานของผม  ตีพิมพ์ครั้งแรก วารสารหมออนามัย  ประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๙)

 

          สวรรค์และฟ้าเบื้องบน คงได้กำหนดขีดเส้นชะตา ให้ผมได้มาเข้าค่ายคืนคนดีสู่สังคม ค่ายที่จัดขึ้นตามนโยบายของ      รัฐบาล ที่ประกาศสงครามในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตอนแรกนึกในใจว่า เราเกี่ยวข้องกับงานนี้ด้วยเหรอ จะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ได้หรือไม่ ห่วงงานที่สถานีอนามัยอันมากมายที่รอให้สะสาง ซึ่งตอนนี้แทบเป็น “สถานีอนามัยเอื้ออาทร” ไปแล้ว วัวหายก็ให้อนามัยประกาศให้ ไฟไหม้ก็ยังให้ไปแจ้งความเรียกตำรวจเรียกดับเพลิงให้ มีสารพัดเรื่องราวทุกรูปแบบที่สถานีอนามัยเต็มใจให้บริการต่อประชาชน จนบางครั้งต้องถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ท้อแล้วหรือ ทนอยู่เหรอ…จะเอายังไงดี

 

 

          ทั้งงานราษฎร์งานหลวงนั่นแหละ แถมต้องไปกินอยู่หลับนอนรุ่นละ 3 วัน 2 คืน มีทั้งหมด 4 รุ่น เบ็ดเสร็จก็ใช้เวลาในการเข้าค่ายทั้งหมดเกือบตลอดทั้งเดือน และสถานที่เข้าค่าย มีคนบอกไว้ว่า ไม่มีคลื่นโทรศัพท์ ยิ่งทำให้ไม่อยากไปใหญ่ เพราะกำลังอยู่ในช่วงติดมือถือ หรืออยู่ในช่วงถูก ระบบทุนนิยม เข้าครอบครอง แต่ทำไงได้ เมื่อคำสั่งก็คือคำสั่ง ไม่สามารถขัดคำสั่งได้

 

 

         ได้แต่ท่องในใจพึมพำเพื่อเกิดกำลังใจว่า “ทำอะไรทำด้วยหัวใจ ทำด้วยความอดทน  ทำด้วยความสุข อย่าไปท้อ อย่าไปกลัว …” ถึงคราวต้องตัดใจทิ้งโทรศัพท์ออกนอนกระเป๋าเดินทาง แต่ก็ไม่วายขอฟังเสียงถึงแม้ไม่มีใครโทรมาก็เถิด กด 900121 ถามโอเปเรเตอร์ ก่อนปิดเครื่อง “ยอดเงินของท่านคือ เก้าสิบเอ็ดบาท ยี่สิบสตางค์ ท่านสามารถใช้บริการได้ถึงวันที่ … “ มีความรู้สึกว่า ได้ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการแล้ว ถึงได้ปิดเครื่อง

 

 

          ปิดฉากจากเหตุการณ์หนึ่ง แต่อีกเหตุการณ์กำลังจะเริ่มขึ้น หอบเสื่อผืนหมอนใบ ก้าวขึ้นรถโรงพยาบาล ที่จะนำพาชาวคณะทีม เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ร่วมสมทบกับทีมวิทยากรที่มาจากหน่วยงานราชการอื่นๆ ภายในอำเภอ เช่น ครู ตำรวจ ปลัด พัฒนากร อบต. ที่รอพวกเราอยู่แล้วที่ โรงเรียนเพชรวิทยาคาร ตำบลบ้านเพชร ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งค่าย ค่ายอยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 18 กิโลเมตร แต่บรรยากาศภายในค่ายสวยงามมาก ร่มรื่นกว้างขวาง เมื่อหันมองไปด้านหน้าค่าย จะพบผืนน้ำกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยิ่งสายลมยามเช้ากำลังลูบไล้สายน้ำอย่างแผ่วเบา เป็นภาพสวยงามเกินจัดบรรยาย ยิ่งมองยามค่ำคืนดวงดาวสวยๆ พรายพริบ ณ ฝั่งน้ำฝั่งฟ้าโพ้น ยิ่งงดงามเกินจินตนาการ ผืนน้ำแห่งนี้คือ “ห้วยหมาตาย”

 

 

          จากข้อมูลที่สืบค้นได้ภายหลังจากสมาชิกภายในกลุ่มเล่าว่า ห้วยหมาตายนั้น เป็นห้วยน้ำที่มีขนาดใหญ่ ขอบเขตพื้นที่แผ่ขยายหลายอำเภอ มีตำนานเล่าว่า เดิมเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญและเป็นเส้นทางสัญจรติดต่อค้าขาย ซึ่งพ่อค้าเมืองจีน ได้สัญจรโดยเรือสำเภา มาขายสินค้าอุปโภคและบริโภค เมื่อเดินทางมาถึงห้วยแห่งนี้ ได้เกิดคลื่นลมพายุแรง เนื่องจากสุนัขใหญ่ตัวหนึ่ง  “หมาบักทอก 8 ศอก บ่มืนตา” ทุรนทุรายกำลังใกล้ตาย จึงได้เหยียดแข้งเหยียดขาไปมารอบทิศทาง จนสิ้นลมหายใจในที่สุด มีหนอนยั้วเยี้ยเจาะชอนไชจนเกิดน้ำหนองไหลลงหลายสาย ซึ่งต่อมาได้เป็นห้วยต่างๆ คือ ห้วยสนมอญ ห้วยขุม ขี้ยาง ห้วยนาปราง และห้วยสิม และห้วยเหล่านั้นได้บรรจบรวมกันเป็นห้วยหมาตายในที่สุด ซึ่งมีลักษณะคล้ายสุนัขนอนตาย และเรือสำเภาของพ่อค้าเมืองจีนที่พลิกคว่ำนั้น ได้กลายเป็น “ภูตะเภา” ซึ่งมองเห็นได้ทางทิศตะวันตกของค่ายพวกเรา

 

 

          มาถึงกิจกรรมของการเข้าค่ายวันแรก สมาชิกค่ายต่างเดินทางมาจากหลายๆหมู่บ้าน หลายๆตำบล ส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจมาเลยเช่นเดียวกับผม บ้างก็มีพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่บ้าน เดินทางส่ง บางคนก็เดินทางมาเองด้วยรถมอเตอร์ไซด์ บางคนเพิ่งเดินทางสดๆ ร้อนๆ จากกรุงเทพฯ เพราะได้รับโทรศัพท์จากพ่อแม่ให้มาเข้าค่าย  สัมภาระเครื่องนอนเครื่องใช้มากมายที่สมาชิกค่ายเตรียมมา เพราะมีแต่ห้องเรียนที่จัดไว้ให้เท่านั้น กว่าจะทำพิธีเปิดโดยท่านนายอำเภอก็เกือบสาย ต่อมาหัวหน้าวิทยากรได้ชี้แจงวัตถุประสงค์กฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันภายในค่าย เช่น ห้ามดื่มสุราของมึนเมา ห้ามออกนอกค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงนี้บางคนก็คุยกัน บางคนก็นอน บ้างก็เดินไปเดินมา แทบได้สนใจอะไรด้วยซ้ำ ซึ่งกว่าจะเสร็จก็เที่ยงพอดี เลยได้รับประทานอาหารเที่ยง โดยต่างคนต่างกินจับกลุ่มเฉพาะหมู่บ้านและตำบลเดียวกัน

 

 

          ในช่วงบ่ายของวันแรก ได้แบ่งกลุ่มตามป้ายชื่อ ทำให้ได้สมาชิกกลุ่มที่คละเคล้าต่างหมู่บ้านกัน วิทยากรประจำกลุ่ม ซึ่งมีผม มีพี่ที่เป็นครู และมีน้องที่เป็นพยาบาล ได้พาสมาชิกกลุ่ม มีชาย 7 คน หญิง 3 รวมทั้งหมดก็ 13 คนพอดี ลัดเลาะไปนั่งม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วง เข้าสู่กิจกรรมแรกคือ ถนนสายชีวิต เริ่มจากแนะนำตัวของทุกคนในกลุ่ม และแจกกระดาษ ดินสอสี สีเมจิก สีน้ำ สีเทียน ให้สมาชิกทุกคนวาดรูปแสดงถึงเส้นทางชีวิต เมื่อวาดรูปเสร็จก็ให้เล่าถึงเส้นทางชีวิตของแต่ละคน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สังเกตได้ว่า ทุกคนมีความคุ้นเคยกันมากขึ้น พูดจาไถ่ถามกัน ซึ่งบางคนมีบางช่วงเส้นทางที่มีความความสุข บางช่วงก็มีความสุข แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมที่ว่า ความสุขความทุกข์ของคนเรา พร้อมดาหน้าเข้ามาหา และพร้อมที่จะจากเราไปเช่นเดียวกัน

 

 

          ก่อนจะเข้ากลุ่มย่อย ผมเริ่มกลัวว่า สมาชิกของกลุ่มเราจะเป็นอย่างไง จะให้ความร่วมมือกับเราไหม ยิ่งเป็นกลุ่ม        เป้าหมายที่ทั้งเคยเสพ หรือขายยาเสพติดมาแล้ว พูดไม่เข้าหู จะทำอะไรเราไหมหนอ…คงลำบากหล่ะงานนี้ แต่ผิดคาด ผมและสมาชิกต่างรับรู้เรื่องราวระหว่างกัน ค้นพบมิตรภาพ พร้อมที่จะร่วมแบ่งปันทุกข์และสุข ซึ่งทำให้พวกเราได้พบความสุขง่ายๆ ได้ จากการเปิดใจให้กัน .......

  

 

 

*****ติดตามต่อตอนที่ 2 ครับ *****