การมองมนุษย์ของหลวงปู่พุทธทาสนั้น มองว่ามนุษย์นั้นมีทั้งสองด้าน
การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขนั้น ต้องมองอย่างที่ท่านบอกไว้จึงเกิดสันติภาพ
อย่างแน่นอน เช่น เขามีส่วนเลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
คือมองในแง่ดี  ส่วนการจัดองค์กรของสวนโมกข์นั้นไม่เน้นเป็นองค์กรจัดตั้ง
อย่างหลาย ๆ ที่ที่เขาทำกันในรูปแบบองค์กรมีการบังคับบัญชา แสดงอะไร
ที่ยิ่งใหญ่ แต่หลวงปู่พุทธทาสไม่ทำอย่างนั้น มีการบริหารแบบวินัยในตนเอง
โดยมีเรื่องเล่าโดยพระอาจารย์สุเมโธ ดังต่อไปนี้

วันหนึ่งท่านอาจารย์สุเมโธ (พระฝรั่ง)
ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนสวนโมกข์ 
เห็นพระที่นั่นทำตัวสบายๆไม่เคร่งครัด 
จึงนึกดูถูกอยู่กลายๆว่าคงสู้สำนักหนองป่าพงไม่ได้ 
พอสบโอกาสจึงถามหลวงพ่อพุทธทาสว่าทำไมไม่กวดขันเรื่องวินัย? 
ท่านอาจารย์พุทธทาสนิ่งเฉยไปครู่ใหญ่ ส่ายหน้าช้าๆแล้วตอบเนิบนาบว่า 
"เรื่องวินัย มันเป็นเรื่องของเด็กๆ " แล้วนิ่งเสีย

ท่านอาจารย์สุเมโธ ไม่ชอบใจเลย หงุดหงิดกับคำตอบท่านมากๆ 
หลังจากนั้นก็กลับหนองป่าพง ต่อมาไม่นาน 
หลวงพ่อชาให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าแห่งหนึ่ง
(เข้าใจว่าวัดป่านานาชาติ) 
ท่านต้องรับภาระปกครองพระภิกษุมากมาย ท่านก็กวดขันวินัยเคร่งครัดมากๆ 
อยู่มาวันหนึ่งท่านเทศน์ในที่ประชุมสงฆ์ว่าการขบฉันของพระต้องสำรวม 
ไม่ให้มีเสียงดัง ต้องเรียบร้อย เทศน์จบรุ่งเช้าพอถึงเวลาฉัน 
มีพระฝรั่งเกเรรูปหนึ่งคงอยากลองดี 
เลยฉันอาหารต่อหน้าญาติโยมเสียงดังมาก สูดปาก ซูดๆ ดูดนิ้วด้วย 
เคี้ยวดัง จับๆ แบบว่าเอาเต็มที่เลย

ท่านอาจารย์สุเมโธโมโหมาก แต่จะทำอะไรก็ไม่ได้ ญาติโยมเต็มศาลา 
ก็ได้แต่อดใจข่ม ทันใดนั้นเลยนึกถึงคำหลวงพ่อพุทธทาส
"อ๋อ นี่มันเด็ก ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรดี อะไรไม่ดี 
ธรรมวินัยเขาเอาไว้ใช้กับพวกเด็กๆคงเป็นอย่างนี้เอง" 
ท่านซาโตริขึ้นมาทันที เลยหายโกรธ สบายใจได้ 
นับแต่นั้นมาท่านเลิกดูถูกภูมิปัญญาหลวงพ่อพุทธทาสไปเลยครับ

 

การไม่สร้างองค์กรจึงส่งผลทำให้ท่านและผลงานของท่านเป็นสิ่งที่ควร
ที่ระลึก และเป็นอมตะมากกว่า ที่จะสร้างวัตถุอะไรใหญ่โต ดังนั้นงานอมตะ
คือหนังสือของท่าน และรูปแบบวิถีชีวิตแบบสวนโมกข์แบบปล่อยวางตัวกรู
ของกรู ปล่อยวางอุปทานแบบไม่เหลือแล้วจริง ๆ