เมื่อช่วงเช้า 10.00- 12.00 น. วันพุธที่ 22 ธันวาคม 2553 ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการจัดงาน และเข้าฟังการปาฐกถา ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เรื่อง “ครุศึกษากับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทาย” โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทสังคมศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ จัดโดย สาขาวิชาบริหารการศึกษา และ สาขาวิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ความรู้ แนวคิดดีดี มากมาย เก็บเกี่ยว ร้อยเรียง มาบันทึกไว้เป็นวิทยาทานต่อไป เกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลง” ที่น่าสนใจ ที่ท่านอาจารย์สุมน ได้ถ่ายทอด ได้อย่างลุ่มลึก ทุกประโยค มากมายทีเดียว .....
ในช่วงแรก ท่านได้กล่าวถึง การปฏิรูปการศึกษา ที่เราท่านในแวดวงครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับ อุดมศึกษา หรือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน คงจะคุ้นหู กันมาก ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีความพยายามจะทำ ในนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี .... แต่ ….“วิธี” และ “วิถี” ของการปฏิรูปการศึกษา ยังอยู่กับ “กรอบคิดติดยึด” เป็นความพยายามที่ก้าวพ้นจากกรอบคิดติดยึดเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปรัชญา โครงสร้าง ระบบ กระบวนการ ... “ ยังวนเวียน และหลงอยู่ในวังวน” ... ซึ่งความพยายามดังกล่าวยังเปรียบเสมือน การจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในโลกกว้าง
... ประโยคที่โดนใจที่สุดคือ “ ต่อแต่นี้ชีวิตไม่เหมือนเดิม” ...
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ชีวิตคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว สังคมไทยเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และรุนแรง การก้าวรุกทางเทคโนโลยี และบริโภคนิยม การแก้แค้นของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมมีผลทำให้ เด็กวันนี้ เติบโตอย่างยากลำบาก....คนเป็นครู จะต้องปรับกระบวนท่าเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีความแตกต่างกันมากมาย ให้ได้ อีกทั้งบทบาทของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไป ครอบครัวโดดเดี่ยว ไม่ผูกพัน สังคมซับซ้อน สับสน ขัดแย้ง โลกไร้พรมแดน เปิดกว้างแต่ทางแคบ ... “คนที่เข้มแข็งมีคุณภาพเท่านั้น จึงจะอยู่รอด”
จากนั้น ท่านกล่าวถึง การบริหารวิชาการในระบบการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นลักษณะของการแบ่งตามวัย ..ปรับเป็นแท่ง แบ่งเป็นท่อนๆ คือ ตัดมนุษย์ออกเป็นท่อนๆ นั่นคือ อาจารย์แบ่งกันสอน สอนระดับ ประถม มัธยม อุดมศึกษา หรือแม้แต่ ในรายวิชา ก็มีการแบ่งกันไปสอน ... ซึ่ง ต่างจากการที่ พ่อแม่ เลี้ยงดูลูก ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งไม่มีวันสิ้นสุด ... ไม่ต้องมีการเปลี่ยนพ่อแม่ ...”พ่อแม่ชุดเดิม” ในขณะที่ ลูกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนาการ” ... ซึ่งพ่อแม่ก็พยายามที่จะเรียนรู้ เพื่อการดูแลลูกที่เปลี่ยนแปลงไป.... โดยการดูแล อยู่บนพื้นฐาน 3 ประการ คือ
1.ฐานทางปัญญาธรรม
2.ฐานทางเมตตาธรรม
3.ฐานทางวัฒนธรรม
ซึ่งเป็นฐานในระบบโรงเรียน ที่จะบ่มเพาะ กาย จิต สังคม และปัญญา โดยผ่านการจัดการแบบองค์รวมเพื่อให้ลูกเป็นคนที่เข้มแข็ง มีคุณภาพยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ....
ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ ท่านอาจารย์สุมน กล่าวถึง คือ งานทางด้านครุศึกษา ต้องพัฒนาสมอง สองมือ และหัวใจ ร่วมกับ สาระความรู้ ทฤษฎี หลักการ ฝึกหัด ฝึกปรือ ฝึกฝน ...เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ... ครูที่เก่ง ต้องมีกระบวนท่า “ตีบทแตก” “บท” ในที่นี้ คือ เนื้อหา ความรู้ ส่วน “บริบท” คือ “รู้และเข้าใจ” ในเหตุ ปัจจัย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ที่จะมีผลต่อการกระทำ การตัดสินใจ ในสถานการณ์ต่างๆ ....
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่เป็นข้อคิด ที่ลุ่มลึก ในข้อเท็จจริง ที่พบเจอ ในโลกของการศึกษาบ้านเราในปัจจุบัน .... โดยส่วนตัวของผู้เขียน มองว่า “มนุษย์จะพัฒนาได้ด้วยการศึกษา” ดังนั้น เมื่อบริบทต่างๆ ของมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไป การศึกษา ย่อมต้องปรับเปลี่ยนแปลง ไปตามบริบทต่างๆ ด้วย ... ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาในรูปแบบอื่นๆ ... หรือ โรงเรียนชีวิต ในรูปแบบ ต่างๆ จนกระทั่งมาเป็น “การศึกษาตลอดชีวิต” หรือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” นั่นเอง ... ข้อสรุปแนวคิด เมื่อนำกลับไปใช้ในชีวิตของเรา ทำให้เกิดการเข้าใจ ยอมรับ ในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น สุดท้าย อย่าให้คำสุภาษิตไทยที่ครูบาอาจารย์ รู้จักกันดีที่ว่า “ ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” มาทำร้ายเรา และ ลูกศิษย์ของเรา กันเอง คงจะต้องช่วยกันเปลี่ยนเป็น “ ความรู้ท่วมท้น รอดพ้นความทุกข์” คงจะช่วยให้เราท่าน อยู่รอดอย่างมีความสุขกันถ้วนทั่วค่ะ
อ่านบทความแล้ว มีความคิดเห็นด้วย แต่ในชีวิตจริงของคนเป็นครูกลับคนมองครูนั้นผิดกันครับ คนเป็นครูเขาคิดอีกแบบหนึ่ง คนมองครูก็คิดอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะเข้าใจซึ่งกันและกันหรอกครับ มีใครบ้างไหมที่จะถามความรู้สึก ความทุกข์ยากของครู ถามแล้วช่วยเขาได้มากน้อยเพียงไร นักคิด(นักวิชาการทั้งหลาย)ก็คิดตามประสาของผู้ไม่มีประสบการณ์ที่แท้จริง คนที่มีประสบการณ์ที่แท้จริงก็ไม่มีโอกาสแสดง คงเป็นได้เท่านี้แหละครับ
ชอบประโยคนี้ค่ะ ...."ในชีวิตจริงของคนเป็นครูกลับคนมองครูนั้นผิดกันครับ".... ความคาดหวังในการประกอบอาชีพ แตกต่างกัน "ครู" เป็นอาชีพที่ถูกคาดหวังมากในการฝากบุตรหลาน ไว้ เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่ที่สอง เหมือน โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สอง... คงได้แต่เฝ้าดู... การเปลี่ยนผ่านไป ... กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น...ในบ้านเมืองเรานะคะ