สรุปบทความของอาจารย์บุญมี พันธุ์ไทย คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง
ก็น่าจะล้มเหลวเหมือนครั้งที่แล้ว มติชน 23 ธันวาคม 2553
งานขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง แสดงถึง
ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิรูปครั้งที่ผ่านมา และใช้งบประมาณ
มหาศาล โดยเปลี่ยนแปลงได้แคุ่ยุบรวม และตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่
และตั้งคำถามว่า จะทำให้คุณภาพเด็กดีขึ้นได้อย่างไร ยิ่งปฎิรูปก็ยิ่ง
ใช้งบประมาณอีกมหาศาลและคุณภาพเด็กก็ตกต่ำเหมือนเดิม จะให้
ประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยแบบเดิม โดยทำโครงการแบบใหญ่ ๆ และ
อ้างเอาเด็กเป็นตัวประกัน และทำเพื่อตนเองทั้งนั้น ประโยชน์ต่าง ๆ
ไม่ถึงเด็กเลย ถ้าดำเนินการแบบเดิมก็จะล้มเหลวซ้ำสองจากการสังเกตุว่าสภาพการเรียนการสอนก่อนปฏิรูปและหลังการปฏิรูป
ไม่แตกต่างกัน สภาพก่อนปฏิรูปน่าจะดีกว่า วิธีการปฎิรูปควรกำหนด
กรอบของการปฏิรูปใหม่ นั้นเน้น การเรียนการสอนของครูในห้องเรียน
เท่านั้น ให้หาวิธีการว่า ทำอย่างไรจะให้ครูอยู่ในห้องเรียน ให้ผู้บริหาร
อยู่กับครูในโรงเรียน เพราะว่าสาเหตุที่ครูไม่ค่อยอยู่ห้องเรียนก็เพราะว่า
เอาเวลา ไปทำผลงาน คศ.3 และ เอาเวลาไปทำเอกสารเกี่ยวกับ
การประเมินคุณภาพ โดย 10 ปีที่ สมศ. ตั้งขึ้น เกิดความล้มเหลว
และคุณภาพการศึกษาก็ไม่ดีขึ้นเลยภาระกิจของครูทั้งสองอย่างคือทำ คศ3 และทำเอกสารประเมินคุณภาพ
เป็นภาระที่หนัก ไม่มีเวลาในการจัดการเรียนการสอนและอยู่กับนักเรียน
น้อยมาก โดยมีข้อเสนอดังนี้
1. เปลี่ยนการประเมินจากเอกสาร มาเป็นการวัดประเมินที่ตัวนักเรียน ถ้า
ครูคนไหนสอนเด็กแล้วมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็ให้ได้วิทยะฐานะ
ไปทันทีเลย ตามระดับคุณภาพของเด็ก2. ให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กับสำนักทดสอบทางการศึกษา ในการกำหนดกลุ่มโรงเรียนคุณภาพ โดยใช้ผล
ทดสอบที่มีอยู่แล้ว เช่น o-net a-net3. กำหนดเกณฑ์การประเมินของแต่ละกลุ่มสาระตามกลุ่มคุณภาพของโรงเรียน แต่ละกลุ่มนั้นต้องมีเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกัน
4. กคศ และ สทศ.สร้างแบบทดสอบมาตรฐานให้มีหลากหลาย เตรียมไว้
ประเมินคุณภาพนักเรียน5. แบบทดสอบประเมินนั้นใช้ประเมินครูที่เสนอขอตำแหน่งทีมีวิทยะฐานะ
6.การประเมินให้ผ่านหรือไม่ผ่าน อยู่ตามเกณฑ์ของกลุ่มโรงเรียนในข้อสาม
7.ผลการประเมินนั้นถือว่าเป็นการประกันคุณภาพการศึกษา โดยไม่ต้องเอาเวลาไปทำเอกสาร ถ้าทำได้แบบนี้ก็ยุบสมศ.ได้
8.ผลการประเิมินในข้อที่ 6 นำเอาไปประเมินวิทยะฐานะของของผู้อำนวยการได้อีกทางหนึ่ง
สรุป ถ้านำเอาข้อเสนอแนะนี้แล้ว ครูจะไม่ทิ้งห้องเรียนและโรงเรียนไปไหนและคุณภาพเด็กไทยก็จะดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
อ่านบทความอื่น ๆ
ของ รศ.บุญมี พันธุ์ไทย
ให้ตำแหน่ง คศ.3 แ่ก่ครูอย่างไร: คุณภาพเด็กไทยจะไม่แย่ลง
ใครทำให้คุณภาพเด็กไทยแย่ลง
ปฏิรูปการศึกษา
ผู้ใหญ่หลอกเด็ก
สถาบันคุรุแห่งชาติ
เพื่อตนเองหรือเพื่อชาติ
ไม่สำคัญว่าอาจารย์บุญมี พันธุ์ไทยจะเขียนนำเสนอว่าอย่างไร
แต่สำคัญที่ว่า คุณคิดอย่างไร แล้วมาเรียนรู้ร่วมกัน
การปฎิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าไม่ล้มเหลวนะ เพียงแต่ว่ายังไปไม่ถึงฝั่งหรือจุดหมายเท่านั้น ถึงแม้จะใช้งบประมาณมากมายมหาศาล ตลอดจนทำลายขวัญบุคลากรในหลาย ๆหน่วยงาน การปฎิรูปครั้งที่ผ่านมาจะเป็นบทเรียนที่จะนำมาปฎิรูปในครั้งนี้ เป็นอย่างดี เข้าทำนองภาษิต ไม่ลองไม่รู้
ใช้เงินให้หมดละลาย ละเลง ครูไปอบรมเป็นว่าเล่น เด็กก็คงเดิม
"ยิ่งปฎิรูปก็ยิ่งใช้งบประมาณอีกมหาศาลและคุณภาพเด็กก็ตกต่ำเหมือนเดิม จะให้ประวัติศาสตร์นั้นซ้ำรอยแบบเดิม โดยทำโครงการแบบใหญ่ ๆ และ
อ้างเอาเด็กเป็นตัวประกัน และทำเพื่อตนเองทั้งนั้น ประโยชน์ต่าง ๆ
ไม่ถึงเด็กเลย ถ้าดำเนินการแบบเดิมก็จะล้มเหลวซ้ำสอง"
โครงการใหญ่ๆคงหมายถึงการตั้งองค์กรหรือสถาบันเพิ่มมาให้ซ้ำซ้อนไม่รู้จบด้วยกระมังครับ
และ "ทำเพื่อตนเองทั้งนั้น" ผมว่าจุดนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวที่แท้จริง การลอยเท้งเต้งไม่ถึงฝั่งนั่นแหละครับคือความล้มเหลว
ขอบคุณทุกความเห็นครับ
คุณเพชร บ้านแหลม
คุณ ผอ.พรชัย
คุณ The Outsider
เราลืมไปหรือเปล่าว่าวิทยะฐานะคือผลพลอยได้จากการเข้ามารับราชการครู
หน้าที่หลักของครูคือการอบรมบ่มนิสิยให้นักเรียนเป็นคนดีมีความรู้สามารถออกไปเผชิญโลกภายนอกได้
สินค้าต่างๆ ยังต้องมี อย. รับรอง แล้วการศึกษาหละ มีอะไรรับรอง ถ้าไม่ใช้ สมศ.
ใครๆ ก็ไม่ชอบให้คนอื่นมาประเมินตนเอง เพราะทั้งเหนื่อย ทั้งลำบาก
แต่ถ้าคุณทำภารกิจที่คุณต้องทำอยู่แล้ว มาตลอดปี คุณต้องเตรียมอะไร เมื่อ สมศ.มาประเมิน
คำตอบ คือ คุณไม่ต้องเตรียมอะไรเลย เพราะ SAR , แผนปฏิบัติการประจำปี คุณต้องทำอยู่แล้วทุกปี
แล้ว สมศ.ไปเพิ่มความยุ่งยากให้คุณตรงไหน?????? นอกเสียจากว่า คุณไม่ได้ทำอะไรมาเลย
พอ สมศ.จะเข้าประเมิน คุณก็ต้องทำเอกสาร ยุ่งจนไม่มีเวลาสอนเด็ก
เงินงบประมาณที่ สมศ.เอามาใช้จ่าย ไม่ถึง แค่ 0.00001 จากงบประมาณทั้งประเทศ แค่นี้เพืื่อพัฒนา
การศึกษาของเด็กไทย มันเยอะไปเหรอ