ที่มาของคำว่าครู
ชีวิตเริ่มต้นของอาชีพครู เริ่มจากเป็นครูโรงเรียนเอกชน ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีสอนโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาเป็นเวลา ๑๐ ปี เริ่มรู้สึกอยากสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองในด้านหน้าที่การงาน พอดีกับในสามจังหวัดชายแดนใต้เปิดสอบบรรจุครูขึ้น ดิฉันและเพื่อนโรงเรียนเดียวกันก็เลือกที่จะไปสอบบรรจุที่จังหวัดนราธิวาสซึ่งในการเดินทางไปสอบในครั้งนั้นสร้างความลำบากและหวาดกลัวพอสมควร ใช้เวลาในการเดินทางจากสุราษฎร์ธานีถึงอำเภอ สุไหง-โกลก ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของประเทศไทยมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย การสอบในครั้งนั้นดิฉันสอบได้ในลำดับที่ ๒๕ เพื่อนของฉันสอบได้ในอันดับที่ ๔๓ ฉันรอเรียกบรรจุอยู่ประมาณ ๕ เดือน ฉันจำได้ดีวันที่เรียกบรรจุทางเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส ได้โทรศัพท์มาสอบถามว่ายังต้องการที่จะไปทำงานในนราธิวาสอยู่ไหม เพราะลำดับที่เขาเรียนบรรจุมีชื่อฉันอยู่ด้วย ฉันรีบตอบตกลงเพราะเป็นสิ่งที่เฝ้ารอและใฝ่ฝันมาเป็นเวลานาน เมื่อเพื่อน ๆ ทราบข่าวดิฉันต้องไปรับตำแหน่งที่นราธิวาส ต่างก็ขอร้องให้สละสิทธิเพราะที่นั่นกำลังเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ แทบทุกวัน ส่วนพ่อแม่และฉันเมื่อทราบข่าวก็ข้องไห้นอนไม่หลับภาวนาขออย่าให้ดิฉันไป แต่ดิฉันก็เลือกที่จะไปทำงานที่นั่น เข้ารับบรรจุในครั้งแรกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ตำแหน่งครูผู้ช่วย โรงเรียนที่ไปบรรจุห่างจากเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาสเขต ๒ ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นสีแดงที่กันดานพอสมควรการเดินทางไปผ่านหุบเขาหลายๆ ลูก สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ตลอดเส้นทางการเดินทางมีทหารคุ้มกันเส้นทางตลอด โรงเรียนมีชื่อว่าโรงเรียนพิทักษ์วิทยากุมุง มีนักเรียน ๓๗๕ คน เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เด็กที่นั่นนับถือศาสนาอิสลาม ๑๐๐ % อยู่ที่นั่นมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารมากเพราะเด็กส่วนใหญ่พูดภาษายาวี ผู้ปกครองก็ฟังภาษากลางไม่เข้าใจ ไม่ใช่แต่ภาษาอย่างเดียวที่มีอุปสรรค ในเรื่องของที่อยู่อาศัยก็มีปัญหา ครั้งแรกที่ไปอยู่บ้านเช่าในตลาดดุซงญอ ซึ่งคนที่นั่นส่วนใหญ่เป็นอิสลาม และพื้นที่แถวนั้นเป็นพื้นที่สีแดง ถ้าไม่จำเป็นไม่สามารถออกจากห้องได้เลยถ้าเป็นไปได้อยู่ในห้องถือว่าปลอดภัยแต่ก็ไม่ใช่ปลอดภัยที่สุด เพราะยังมีการยิงถล่มบ้านพักอยู่บ่อย ๆ ในห้องแถวที่พวกเราพักอยู่ก็ยังเคยมี เวลาไปเดินในตลาดแต่ละครั้งชาวบ้านจะมองเป็นสิ่งแปลกที่มาเดินอยู่ในตลาดเขาจะมองเราตลอดเวลาทำให้พวกเราที่เดินซื้อสิ่งของอยู่รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยต้องรีบซื้อและรีบเดินกลับบ้านให้ถึงที่พักเร็ว ๆ อยู่ห้องแถวในตลาดดุซงอประมาณ 1 ปี ก็ย้ายมาพักที่ในเมืองนราธิวาส เดินทางไปสอนวันละ ๗๐ กิโลเมตร จ่ายค่ารถผูกประจำเดือน เดือนละ 1,200 บาท บ้านพักก็แพงแต่ก็ถือเอาความปลอดภัยไว้ก่อนไกล ตลอดเส้นทางของการเดินทางต้องนั่งอย่างไรก็ได้ให้พลางตัวของเราให้มากที่สุดเช่นนั่งหัวต่ำๆ หรือนั่งบังคนอื่นไว้ บางวันก็ไปไม่ถึงโรงเรียนเพราะระหว่างทางมีระเบิดอยู่ทหารกำลังเก็บกู้ระเบิดห้ามผ่านเส้นทาง บ้างก็มีตะปูเรือใบ บ้างก็มีต้นไม้ก้อนหินมาขวางถนนไว้ หลาย ๆ เหตุการณ์ที่คิดว่าตัวเองคงไม่รอดแน่ ๆ เช่นเหตุการณ์ที่มีโจรยิงปืนใส่โรงเรียนดีแต่ว่าในวันนั้นในโรงเรียนมีทหารคอยคุ้มกันอยู่ทหารยิงตอบโต้และไล่ตามคนร้ายไปแต่ก็ไล่ตามไม่ทัน ตอนทีได้ยินเสียงปืนดิฉันรีบวิ่งไปหลบอยู่ในห้องน้ำเพราะใกล้ห้องพักครูและเป็นสิ่งกำบังที่ใกล้ตัวดิฉันมากที่สุดในตอนนั้น กว่าที่จะออกมาจากที่หลบได้ก็ใช้เวลาไปหลายนาทีเหมือนกันเพราะต้องรอกำลังเสริมและรอเจ้าหน้าที่ต่างๆ เข้ามารักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมเมื่อคิดว่าปลอดภัยแล้วเจ้าหน้าที่จึงนำทุกคนออกมาจากโรงเรียนพร้อมทั้งรักษาความปลอดภัยตลอดการเดินทาง ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๓ ปีพอดี ไม่ใช่มีแต่ความตื้นเต้นเท่านั้นที่ฉันเจอ ในแง่ความทรงจำที่ ดีๆ ก็มีมากมาย เช่นเพื่อนร่วมงานที่ดีร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมลำบากและผ่านเส้นทางที่ตื่นเต้นก็มีมากมาย แต่เรื่องที่ประทับใจมากที่สุดในชีวิตคงเป็นตอนที่ได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเทพฯ ถึงสองครั้งด้วยกันครั้งแรกได้เป็นตัวแทนถวายประวัติของโรงเรียนครั้งที่สองได้ถวายดอกไม้ ซึ่งเป็นความปราบปลื้มใจมากที่สุดในชีวิตถ้าไม่ได้ไปทำงานในพื้นที่สามจังหวัดคงไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าใกล้ขนาดนี้ นับว่าเป็นเกียรติกับชีวิตเป็นอย่างสุดหาไม่ได้ ในส่วนกับเด็กนักเรียนก็ผูกพันไม่น้อยในความโหดร้ายของสถานการณ์ก็ยังมีความสดใส ความบริสุทธิของเด็กๆ รู้สึกรักและผูกพันตอนจากที่นั่นมาอดไม่ได้ที่จะให้น้ำตาใสๆ หล่นบนพื้นฝากความทรงจำดีๆ เอาไว้ให้กับพื้นที่ที่นั่น
นราธิวาสความทรงจำที่ดีๆ แต่ถ้าเป็นไปได้จะไม่กลับไปที่นั่นอีกเลย
ชีวิตกับการต่อสู้ในสามชายแดนใต้
ก่อนเดินทางไปเข้าค่าย ถ่ายรูปกับเพื่อนครู
ณ ค่ายสงขลา