การพัฒนาความสามารถการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด

ชื่อเรื่อง            การพัฒนาความสามารถการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิดของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ

 

 ความเป็นมาของการวิจัย

            ภาษาเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ติดต่อ สื่อสาร ประกอบกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งเป็นปัจจัยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข แสดงความคิดเห็นและความต้องการของตนโดยใช้ภาษาเป็นสื่อที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้สอนนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ของโรงเรียน จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สังเกต ทดสอบ และสอบถามจากครูผู้สอนวิชาภาษาไทย พบว่านักเรียนส่วนมากที่อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ สาเหตุมาจากนักเรียนไม่รู้จักสระและพยัญชนะ ทุกตัว โดยเฉพาะสระบางตัวที่นักเรียนจำยาก เช่น สระ เอะ , เอาะ, เออ,เอีย,เอือ,ใอ และไอ  ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการสอนเสริมนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ วันละ 1 คาบ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของนักเรียนที่ปัญหาทางการเรียนรู้ จะช่วยพัฒนาความสามารถการอ่าน – เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น

 

 วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการวิจัย                            

            วัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้จำนวน 6 คน 

            เป้าหมาย   นักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ จำนวน 6 คน โรงเรียนวัดประดู่หอม  ภาคเรียนที่ 1/2553

วิธีการดำเนินการวิจัย

            การวิจัยได้ดำเนินไปตามขั้นตอนและมีสิ่งที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
               แผนการสอนและแบบฝึกเสริมทักษะ ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดทำแผนการสอน และสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ ประกอบการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ หาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ โดยมีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และแนวคิดของผู้เรียน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. แผนการสอน เรื่อง การอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด

3. แบบฝึกเสริมทักษะ จำนวน 6  ชุด

 

วิธีการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ และเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอนดังนี้
                 ขั้นตอนที่ 1 ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด   เพื่อศึกษาพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียน แล้วบันทึกคะแนนจากการทดสอบก่อนเรียน(Pre Test) ของผู้เรียนเก็บไว้
                 ขั้นตอนที่ 2  ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้แบบฝึกเสริมทักษะด้วยตามแผนการสอนที่จัดทำไว้
                 ขั้นตอนที่ 3 หลังจากจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ครบถ้วนแล้ว ให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิด ของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เป็นการทดสอบหลังเรียน(Post Test) บันทึกคะแนน
                ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะทั้งนี้โดยได้ทำการทดสอบก่อนเรียน หลังจากนั้นใช้เวลาในการจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้แบบฝึกเสริมทักษะโดยใช้เป็นเวลา 10 คาบ แล้วทำการทดสอบหลังเรียน

 

สรุปผลการวิจัย
                การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องความสามารถการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิดของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  ผลปรากฏว่า จากการทดสอบวัดผลก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  คะแนนของการสอบวัดผลหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียน

 

อภิปรายผลการวิจัย
              ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องความสามารถการอ่าน –เขียนคำที่ประสมด้วยสระที่มักเขียนผิดของนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์เมื่อผู้วิจัยทำการจัด กิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ จะมีค่าสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียน เพราะผู้เรียนเกิดทักษะและความชำนาญ อันมีผลมาจากแรงจูงใจและความสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง สามารถสร้างและสรุปองค์ของความรู้ด้วยตนเอง ดังปรากฏตามผลการวิจัย จากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้วิจัยเชื่อว่า กิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้สื่อการเรียนต่างๆ ที่ให้ผู้เรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน ได้มีการแสดงออก ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รวมทั้งได้คิดและปฏิบัติจริง จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ถาวรตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด รวมทั้งสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วย

 

ข้อเสนอแนะ
                   1. ครูควรให้คำยกย่องชมเชยนักเรียนทุกคนเมื่อนักเรียนทำงานเสร็จ
                    2. ควรทำการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้นวัตกรรมอื่น  เช่น

บทกลอน  เพลง  นิทาน   เป็นต้น เพื่อให้ได้แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น