ท่าเรือนำลึกปากบารา
"ปีหน้าพวกเราจะมาวาดภาพปลาน้อยใหญ่ เรือประมงจับปลากลางทะเลที่หน้าอ่าวปากบารานี้" นี่คือคำสัญญาบนหาดปากบาราของเด็กน้อยลูกหลานชาวประมงบ้านปากบารา อ.ปากบารา จ.สตูล ที่ให้ไว้กับปิยะดา เก็นแก ครูสอนศาสนา และเป็นอาสาสมัครชาวบ้านเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล แต่คำสัญญาของเด็กๆ และอ่าวปากบาราที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นเช่นไรในอนาคต ยังมีตัวแปรสำคัญจากพื้นที่บริเวณหน้าอ่าวปากบารา ซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกบนพื้นที่ 293 ไร่ ของกระทรวงคมนาคม และจะมีส่วนต่อเนื่องจากโครงการ ท่าเรือน้ำลึกอีก หากเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ระยะแล้ว จะมีการถมทะเลกินเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่
จากปี 2551 มาจนถึงปัจจุบัน เครือข่ายพี่น้องจากสตูลขับเคลื่อนงานและกิจกรรมอนุรักษ์ในพื้นที่ จัดเวทีก็หลายครั้ง เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารกับชาวบ้านถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอปากบาราและอำเภอใกล้เคียง เพราะ จ.สตูลเป็นพื้นที่เป้าหมายของอุตสาหกรรมหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึกปากบารา, ถนนสายสตูล-เปอร์ลิสที่จะเป็นอุโมงค์เพื่อการขนส่งสินค้า, ท่อและคลังขนส่งน้ำมัน รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม 150,000 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบมีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจเลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธโครงการตามสิทธิในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะล่าสุดวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แกนนำอนุรักษ์พร้อมกับพี่น้องปากบาราเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง มีการยื่นหนังสือร้องคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จำนวน 4,734 ไร่ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแนบรายชื่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ เกือบ 3,000 รายชื่อ
"ขณะนี้การเพิกถอนอยู่ในขั้นตอนให้ความเห็นของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ก่อนเสนอให้ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ พิจารณาอนุมัติอนุญาต ซึ่งกระทรวงคมนาคมขอใช้พื้นที่กว่า 4,700 ไร่ เพื่อทำโครงการ ข้อกังวลของชาวบ้านคือ คณะกรรมการอาจได้ข้อมูลไม่ตรงไปตรงมา ทราบว่าวาระจะเข้าคณะกรรมการเดือนตุลาคมนี้" สมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล และเป็นนักพัฒนาเอกชนดีเด่นภาคใต้ ปี 2552 พูดในเวทีเสวนาสร้างสรรค์สังคมธรรมาธิปไตย "ยัดเยียดอุตสาหกรรมใหญ่ให้สตูล มลพิษอันดามัน" ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโดยฝ่ายพัฒนาสังคม และสาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ม.รังสิต หลังจากไปยื่นหนังสือที่กระทรวงทรัพย์ฯ ในรุ่งเช้าของวันเดียวกัน
การต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรบ้านเกิดที่กำลังถูกคุกคามโดยโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ คือ เรื่องราวที่สังคมได้รับรู้อีกครั้งจากเวทีนี้ สมบูรณ์บอกว่า สตูลเป็นจังหวัดเล็กๆ ทางชายฝั่งอันดามัน มีประชากร 2.8 แสนคน ซึ่งอยู่ได้ด้วยเศรษฐกิจ 3 ขา คือ ทำอาชีพเกษตรกรรม เช่น สวนปาล์ม สวนยางพารา สวนผลไม้ และมีที่ราบที่เป็นพื้นที่ทำนา อีกกลุ่มคืออาชีพชาวประมง มี 4 อำเภอ อาศัยการทำประมงชายฝั่งเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม เศรษฐกิจแบบนี้หล่อเลี้ยงคนสตูลมาตลอด ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่สตูลยังเป็นที่ตั้งของ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น อุทยานฯ เภตรา อุทยานฯ ตะรุเตา และอุทยานฯ ทะเลบัน ช่วยสร้างรายได้ให้กับจังหวัดเป็นอย่างมาก ที่นี่มีผู้ประกอบการขนาดเล็กยังไม่ถูกรุกจากทุนรายใหญ่ ต่างจาก จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นทุนต่างชาติและคนนอกพื้นที่ แม้ไม่มีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่คนสตูลก็อยู่ได้ แต่วันนี้โครงการที่จะเกิดขึ้นแต่ละโครงการไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จะพลิกบ้านแปลงเมืองและทำลายวิถีชีวิตคนสตูลทั้งระบบ
สมบูรณ์บอกว่า บริเวณอ่าวปากบาราเป็นแหล่งทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์และหนาแน่น มีชาวประมงหากินในพื้นที่นี้กว่า 1,000 ลำ ซึ่งจะได้รับผลกระทบหากโครงการท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นตามแผน ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกใช้พื้นที่ 293 ไร่ ในระยะที่ 1 แต่โครงการนี้มี 3 ระยะ คาดว่ามีการถมเนื้อที่ทะเลทั้งหมดราว 1,000 ไร่ โดยใช้หินและทราย ซึ่งจะทำให้เกิดเกาะแห่งใหม่กลางทะเล ขณะก่อสร้างจะมีการพัดพาตะกอน สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรและสัตว์น้ำมหาศาล ปกติทะเลบริเวณอ่าวปากบารามีความลึก 6-7 เมตร แต่เรือขนส่งสินค้าจะแล่นเข้ามากินความลึกประมาณ 10 เมตร เกิดมวลตะกอนในอ่าว
"ข้อมูลรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการท่าเรือน้ำลึกไม่พูดถึงผลกระทบอย่างชัดเจน ระบุเป็นพื้นที่ไม่มีความสำคัญ มีเรือประมงหากินเพียง 2 ลำ จากเอกสารโครงการระบุไว้ชัดเจน หินที่ใช้ถมทะเลคือ หินจากภูเขา 8 ลูก แล้วยังใช้ทรายชายฝั่งอีก 20 ล้านคิว พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตอุทยานฯ เภตรา ที่มีความพิเศษและกรมอุทยานฯ เสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับตะรุเตา เกาะประวัติศาสตร์ รัฐบาลต้องตอบคำถามว่าจะเอาเรื่องการขนส่งสินค้าพัฒนาประเทศหรือเก็บรักษาเอาไว้เป็นแหล่งมรดกโลก ขณะนี้โครงการทำการศึกษาเสร็จหมดแล้ว รอเพียงการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลเท่านั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็คัดค้านอย่างหนัก" สมบูรณ์กล่าว
ส่วนคำบอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย รายได้พอมีพอกินนั้น มาจากปากของ ปิยะดา เก็นแก ครูผู้สอนศาสนาบ้านบ่อเจ็ดลูก ซึ่งเดี๋ยวนี้นอกจากงานสอนยังเป็นอาสาสมัครชาวบ้านเครือข่ายฯ ที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อรักษาวิถีชีวิต แนวชายฝั่งหน้าบ้านเป็นที่ขุดทรายเพื่อนำไปใช้ถมทะเลในโครงการท่าเรือน้ำลึก ซึ่งชาวบ่อเจ็ดลูกไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และยืนยันให้ยกเลิกโครงการ
ปิยะดาเล่าว่า บ้านบ่อเจ็ดลูก อ.ละงู จ.สตูล เป็นชุมชนอิสลามประกอบอาชีพประมงและค้าขายเป็นหลัก เราปลูกบ้านอาศัยติดชายฝั่งทะเล บ้านบ่อเจ็ดลูกนอกจากเป็นแหล่งทรัพยากรสมบูรณ์ ยังเป็นที่ตั้งโบราณสถานบ้านบ่อเจ็ดลูก ที่เกิดจากชาวเลในอดีตมาขุดบ่อน้ำจืดไว้ และมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของ จ.สตูล ที่นี่เป็นเกาะเล็กๆ ที่มีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ นักท่องเที่ยวสามารถลงเรือล่องทะเลชมทิวทัศน์ เที่ยวเกาะ ชมโบราณสถาน และพักค้างคืนในรีสอร์ตของชุมชน ก็ได้รับความนิยมจากคนสตูลและจังหวัดอื่นๆ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย
"ตลอดชายฝั่งบ้านบ่อเจ็ดลูกยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ทรายประมาณ 3 ล้านคิวจะถูกขุดเพื่อนำไปถมทะเล แล้วยังมีหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียงอีก 10 ล้านคิว ชาวบ้านอยากให้ศึกษาผลกระทบให้ลึกซึ้ง เพราะชายหาดซึ่งเป็นพื้นที่ขุดทราย เป็นแหล่งที่มีหอยเภาธรรมชาติ หากน้ำลดจะมีหอยเภาเต็มหาด เห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยชาวประมงจะทราบว่าตรงกับช่วงเวลาวัน 2 ค่ำ 4 ค่ำ เมื่อน้ำขึ้น ผู้ชายจะไปดำหอย เขาหาหอยได้วันละ 2-5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 200 บาท แล้วยังมีชาวบ้านในตำบลใกล้เคียงอีก 5 หมู่บ้านที่ทำมาหากินที่แหล่งนี้ด้วย แต่ชาวบ้านออกกฎระเบียบขึ้นมาใช้ คือ อนุญาตให้มีการเก็บหอยด้วยมือเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องลม และห้ามเก็บหอยขนาดเล็กเพื่ออนุรักษ์ให้หอยโต แม้พ่อค้าจะมาให้ราคาหอยเล็กกิโลกรัมละ 50 บาท ชาวบ้านก็ไม่เอา อยากรักษาทรัพยากรเพื่อความอยู่รอด อยู่ได้ยั่งยืน" ปิยะดากล่าวถึงสิ่งที่วิตก แล้วยังถามว่าหากเกิดการขุดทราย เกิดท่าเรือน้ำลึกขึ้น ชีวิตชาวบ้านปากบาราบ้านละงูจะเป็นอย่างไร ขอเรียกร้องให้ยุติโครงการที่กำลังคุกคามเมืองสตูล
ครูสอนศาสนาคนเดิมบอกถึงการทำงานที่ผ่านมาของเครือข่ายประชาชนฯ ตลอดจนชมรมชาวประมงพื้นบ้าน จ.สตูล ว่า หลักๆ คือ การป้องกันไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติของเราสูญหายไป เราเกิดกับทะเล อยู่กับทะเล ใครจะมาถมทะเลเราจะไม่ยินยอมแม้เพียงตารางกิโลเมตรเดียว "สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์" นี่คือคำขวัญของ จ.สตูล แล้วจะมากลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมอะไรจะเกิดขึ้นในภายหลัง ไม่มีกุ้งหอยปูปลา วิถีชีวิตของชาวประมงจบลง แล้วก็การท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย คลื่นสึนามิที่ชาวบ้านว่าหนักแล้ว แต่ธรรมชาติก็จัดการตัวเอง ทุกวันนี้ปะการังเพิ่มขึ้น ความสวยงามกลับคืนมา แต่โครงการอุตสาหกรรมทที่ยัดเยียดให้คนสตูลหนักกว่าสึนามิหลายร้อยเท่า
"ถ้าตรงนี้เป็นท่าเรือน้ำลึก เป็นนิคมอุตสาหกรรมไปทะเลก็ล่มสลาย ไม่มีอีกแล้วที่จะออกทะเลใหญ่ วางอวน จับปลาตามประสาคนเล ไม่มีอีกแล้วทัศนียภาพสวยงามให้ลูกหลานชาวทะเลได้เห็น ได้วาดภาพ ได้พาเด็กกลุ่มเยาวชนรักถิ่นสตูลไปวาดภาพที่ชายหาดหน้าอ่าวปากบารา เขาถามว่าถ้ามีท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน" นี่คืออุดมการณ์ที่พวกเขาจะยืนหยัดเอาไว้
ขณะที่ ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยืนยันว่า หลังจากรับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ได้เรียกเอกสารข้อมูลโครงการมาตรวจสอบ และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงรายละเอียด พบว่าโครงการไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังละเมิดสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นสิทธิของการรวมกลุ่มกันของชุมชน มีวิถีชีวิตที่เขาเลือก โดยโครงการที่จะเกิดขึ้นทำลายวิถีชีวิตชาวบ้าน และยังทำให้เพิ่มความเดือดร้อนให้กับพวกเขา ส่งผลให้ใช้ชีวิตยากลำบากกว่าเดิม
"กรรมการสิทธิฯ ไม่มีอำนาจสั่งระงับโครงการ แต่ได้ทำรายงานเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าควรหยุดโครงการที่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิชุมชน ถ้าบอกว่านี่คือความจำเป็นของประเทศชาติ แล้วทำไมไม่ถามคนในท้องถิ่นว่าพวกเขาต้องการหรือไม่" อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนกล่าวทิ้งท้ายในเวทีเดียวกัน.
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่คนสตูลต้องติดตาม
* โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา พร้อมสะพานเชื่อมท่าเรือยาว 4 กิโลเมตร พื้นที่ก่อสร้างบริเวณหน้าอ่าวปากบารา
* โครงการถนนสายสตูล-เปอร์ลิส ก่อสร้างลักษณะอุโมงค์ เพื่อการขนส่งสินค้าที่สะดวกสบาย
* โครงการรถไฟรางคู่ปากบารา-จะนะ เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย
* ท่อ/คลังขนส่งน้ำมัน และพื้นที่คลังเก็บน้ำมันฝั่งสตูล อ.ละงู 5,000 ไร่ พื้นที่คลังเก็บน้ำมันฝั่งสงขลา อ.จะนะ 10,000 ไร่
* นิคมอุตสาหกรรม 150,000 ไร่ บริเวณ อ.ละงู จ.สตูล
* เขื่อน (คลองช้าง)
"ถ้าตรงนี้เป็นท่าเรือน้ำลึก เป็นนิคมอุตสาหกรรมไปทะเลก็ล่มสลาย ไม่มีอีกแล้วที่จะออกทะเลใหญ่ วางอวน จับปลาตามประสาคนเล ไม่มีอีกแล้วทัศนียภาพสวยงามให้ลูกหลานชาวทะเลได้เห็น ได้วาดภาพ ได้พาเด็กกลุ่มเยาวชนรักถิ่นสตูลไปวาดภาพที่ชายหาดหน้าอ่าวปากบารา เขาถามว่าถ้ามีท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน"
บรรยายใต้ภาพ
ภาพจำลองโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา พื้นที่ก่อสร้างบริเวณหน้าอ่าวปากบารา จ.สตูล.
เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลจัดกิจกรรมคัดค้านท่าเรือน้ำลึก ภาพนี้ที่ศาลากลางจังหวัดสตูล
ชาวบ้านยืนหยัดเจตนารมณ์ไม่เอาแผนพัฒนาชายฝั่งภาคใต้ที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์
ปิยะดา เก็นแก ครูสอนศาสนาบ้านบ่อเจ็ดลูก
สมบูรณ์ คำแหง ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ
ที่มา :: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2553
http://www.ryt9.com/s/tpd/997268
เรื่องนี้สำคัญมากเราควรทำเพื่อสังคม หยุดท่าเรือ