เป้าหมายของการออกนอกระบบราชการ มาเป็นคล้ายๆ บริษัทที่ไม่มุ่งกำไร นั้นชัดเจนมาก คือเพื่อให้ทำหน้าที่มหาวิทยาลัยได้ดียิ่งขึ้น ตาม Vision, Mission, Difference ตามที่ระบุไว้ในตอนที่แล้ว
คือการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศได้เต็มพลังนั้น ต้องการความคล่องตัว และนวัตกรรมในการจัดการให้เหมาะกับความเป้นมหาวิทยาลัย ซึ่งระบบราชการทั่วไปไม่อำนวย
นวัตกรรมสำคัญในการจัดการก็คือ การสร้าง ownership จาก stakeholder ที่กว้างขวาง
ผมสรุปเองว่า เขาใช้เทคนิคการจัดการคล้ายธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพและผลงาน โดยกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาเจรจาบอกความต้องการและเอางบประมาณมาล่อ กับรัฐบาลสิงคโปร์ทำงานง่าย เพราะเขายึดหลักวิ่งเอาทรัพยากรไปให้หน่วยงานที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลิตผลงานที่ต้องการ ไม่ใช่เอาไปอุ้มหน่วยงานที่อ่อนแอ
เขาบอกว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วง ๑๐ ปีแรกย่อมเจือความเจ็บปวด เขาต้องหาวิธีช่วยบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงตัวเองยาก ทำงานตาม KPI ได้ยาก แต่ถ้าช่วยแล้วก็ไปไม่ไหวเขาก็ให้โอกาสเออร์ลี่ รีไทร์ ออกไป ผมฟังแล้วก็นึกถึงตอนไปดูงานที่อังกฤษเมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว เขาก็ทำแบบเดียวกัน แต่มีข่าวดีกว่านั้น คือมีอาจารย์บางคนออกไปไม่กี่ปีก็กลับมาขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ช่วยผลักดันเขาไปสู่ชีวิตใหม่ ออกไปทำธุรกิจเชิงวิชาการประสบความสำเร็จมาก คือเดิมเขาไม่รู้จักตัวเองว่าไม่ถนัดงานวิชาการพื้นฐาน พอเปลี่ยนไปทำกิจการธุรกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ตนมีความรู้ พบว่าถนัดและผลประกอบการดีมาก
ข้อได้เปรียบในการบริหารการเปลี่ยนแปลงของ NUS ที่มหาวิทยาลัยไทยไม่มีคือ อาจารย์ของเขาเป้นชาวต่างประเทศครึ่งหนึ่ง คนเหล่านี้ต้องการงานที่ดี ที่ท้าทาย แต่ไม่เรียกร้องตำแหน่งงานถาวร คือเขามี staff mobility สูง
เทคนิคสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการประเมิน และ benchmarking ทุกๆ ๕ ปีต้องประเมินภาควิชาโดย peer review และครึ่งหนึ่งของทีมประเมินต้องมาจากต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยที่ภาควิชานั้นต้องการยกระดับขึ้นไปเท่า ผมว่านี่คือสุดยอดของเทคนิคยกระดับตนเองทางวิชาการ
ที่น่าประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือทีมบริหารมหาวิทยาลัยจะมีระบบข้อมูลกลางที่ดี และมีการทำ data – mining เพื่อหาความหมาย สำหรับฝ่ายบริหารกลางกับฝ่ายบริหารวิชาการเอามาเจรจาต่อรองตั้งเป้าหมายร่วมกัน เขาเลิกขอข้อมูลต่อลงไปเป็นทอดๆ จากกระทรวงไปที่มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยลงไปที่คณะ จากคณะไปที่ภาควิชา จากภาควิชาไปที่อาจารย์แต่ละคน ให้กรอกแบบฟอร์มส่งต่อๆ กันขึ้นมา อย่างที่เราทำกันนั้น เขาไม่ทำแล้ว เขาใช้ข้อมูลกลาง ฝ่ายบริหารส่งตรงไปที่คณะและภาควิชาถามว่าข้อมูลนี้ของคุณถูกต้องไหม หากไม่ตรงความจริงมาคุยกันว่าทำไมไม่ตรง
บัญชีเงินเดือนของเขาแตกต่างกันตามสาขา เพราะต้องอิงราคาตลาดด้วย รวมทั้งเขามีระบบโบนัสตามผลงาน ผมถามว่าบุคลากรที่ได้โบนัสมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ได้คำตอบว่า ๘๐ แต่ได้มากน้อยไม่เท่ากัน
ที่จริงสิ่งที่เขาทำหลายๆ อย่างก็เป็นเรื่องที่รู้ๆ กัน แต่ที่บ้านเราไม่ทำกันเพราะคนไม่ยอมรับ เสียศักดิ์ศรีของคนบางกลุ่ม และในหลายกรณีนั้นบางกลุ่มเป็นคนส่วนใหญ่ ดังนั้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าหากไม่เปลี่ยนทุกคนจะ “จมน้ำตาย” ด้วยกันหมด ถ้าเปลี่ยนแปลง อาจยังมีคน “จมน้ำตาย” บ้าง แต่จะน้อยมาก และจะเกิดขึ้นหลังจากมีมาตรการช่วยเหลือกันเต็มที่แล้วเท่านั้น
การมีข้อมูล ที่แปลงเป็นสารสนเทศ มีความหมายชัดเจนต่อการกำหนดนโยบาย และการกำหนดนโยบายอย่างมีข้อมูลสนับสนุน จึงเป็นหัวใจของการบริหารและการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้า ให้มหาวิทยาลัยทำงานสร้างสรรค์ให้แก่ประเทศได้อย่างสมภาคภูมิ
สิ่งที่เราไปเห็นคือ การใช้ความสร้างสรรค์ในการคิดงาน สร้างงานใหม่ๆ ในการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย Global research university ให้แก่ประเทศ ผมได้เปิดกะโหลกมาก
วิจารณ์ พานิช
๑๖ พ.ย. ๕๓
สิงคโปร์
|
ทีมผู้บริหารของ NUS ที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์
|
|
อีกทีมหนึ่ง
|
|
เตรียมถ่ายรูปหมู่
|
|
กำลังลากลับ |



