20 ธ.ค.53 เรื่อง “การพัฒนากิจกรรม กศน. กับเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดนครนายก” 27 ธ.ค.53 เรื่อง “การจัดการศึกษาแบบบูรณาการในชุมชน”, 3 ม.ค.54 เทปซ้ำวันที่ 8 พ.ย.53 เรื่อง "โรงเรียนดีประจำตำบล", 10 ม.ค.54 เรื่อง “ครู กศน. กับภารกิจที่ท้าทาย”, 17 ม.ค.54 เรื่อง “ศูนย์ฝึกวัดญาณฯ สนองงานพระราชดำริ”
รายการสายใย กศน. วันที่ 17 มกราคม 2554
เรื่อง “ศูนย์ฝึกวัดญาณฯ สนองงานพระราชดำริ”

อัญชิษฐา บุญพรวงค์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- กิ่งทอง ชุ้นสามพราน ผอ.ศฝก.วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- นายประพันธ์ ทองพราว ครูชำนาญการ ศฝก.วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- ทิพวรรณ สิทธิรังสรรค์ ครูเชี่ยาวชาญ ศฝก.วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชลบุรี โทร. 038 343608-10 ตั้งเป็นศูนย์อบรมและสาธิตด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 มีความเป็นมาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทอดพระเนตรเห็นความแห้งแล้งและความยากจนของราษฎรที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบๆพื้นที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2525 และทรงทราบถึงพระประสงค์ในการที่จะพัฒนาพื้นที่วัดญาณฯ ของสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณสังวรารารามฯอยู่ในขณะนั้น พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริ ซึ่งสรุปได้ว่า
- อยากให้วัดมีบทบาทแบบดั่งเดิม เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน
- ควรมีโรงพยาบาล และโรงเรียนหรือศูนย์เยาวชนเกษตรฯ
- ผู้มาฝึกอบรมควรปรณนิบัติพระ และเรียนรู้ศีลธรรมด้วย
- การพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกจะมีความสำคัญด้านวัตถุมาก วัดนี้จะต้องสร้างความเจริญทางจิตใจ
คณะที่มาเข้าเฝ้ารับเสด็จ ร่วมกันพิจารณาจัด และดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่วัดญาณฯ ขึ้น หนึ่งในโครงการดังกล่าวทรงมีพระราชดำรัสให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ องคมนตรีร่วมกับหน่วยงานต่างๆ พิจารณาจัดตั้งสถานที่ฝึกอบรมด้านการเกษตรให้แก่เยาวชน โดยใช้ชื่อว่า "ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตรวัดญาณสังวราราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 มีศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดปราจีนบุรี (สระแก้ว) เป็นผู้ดำเนินการหลัก
วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ
1. เพื่อพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมที่เสื่อมโทรม ให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตร
2. เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
3. เพื่อเป็นศูนย์บริการการพัฒนาด้านการเกษตร และอบรมความรู้ทางวิชาการด้านเกษตรให้แก่ประชาชน นำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้
4. เพื่อให้วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน โดยมีการพัฒนาจิตใจควบคู่กับความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคม ทั้งเป็นศูนย์กลางติดต่อระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน
5. เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้ดำเนินการเรื่อง
- การแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม และให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำแก่ราษฎรทั่วไป
- การทดลองปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพดิน
- การฝึกอบรมควรเน้นเรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด
- ให้มีการติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ ของผู้ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ
- ให้มีกระบวนการการจัดการและการตลาด เพื่อความมั่นใจแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม
- การแปรรูปและการถนอมอาหาร ควรจัดเป็นหลักสูตรให้สอดคล้องกับการนำความรู้ไปใช้
- หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ควรส่งเสริมชนิดหนึ่ง เพราะตลาดต่างประเทศต้องการมาก
- ควรจัดเป็นสถานศึกษาเปิด เพื่อให้บริการแก่ราษฎรผู้ที่มีความสนใจเข้าชมและศึกษาด้วยตนเองด้วย
- ควรขยายจำนวนผู้เข้าอบรมเพิ่มทีละน้อย ไม่ควรใหญ่โตอย่างรวดเร็วหรือมีปริมาณผู้เข้ารับการอบรมมากเกินไป
ต่อมาได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีให้เป็นสถานศึกษา สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2535 พร้อมกับชื่อใหม่คือ “ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เน้นเรื่องเกษตรธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริฯปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
มีบทบาทหน้าที่ตามแนวพระราชดำริฯ ดังนี้
1. จัดการศึกษาฝึกอบรมและสาธิตการเกษตรธรรมชาติตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกษตรธรรมชาติแนวทางอื่นๆ ที่เหมาะสมกับนิเวศเขตร้อน ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เทคโนโลยีการเกษตร สมุนไพรและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติ
2. เป็นศูนย์การเรียนรู้และเผยแพร่ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเฉพาะด้านเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. วิจัยทดลองเผยแพร่เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและองค์ความรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติ
4. ส่งเสริม สนับสนุน ประสานกับชุมชน หน่วยงานเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยเน้นองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
ปัญหาสำคัญของเกษตรกรคือ ดินไม่ดี กับ แมลงรบกวน ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง ซึ่งแก้ได้ด้วยเกษตรธรรมชาติ ช่วยให้ดินดีขึ้น ใช้ปุ๋ยน้อยลง การกำจัดโรคและแมลงง่ายขึ้น
ศฝก. มีการทำวิจัยต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาของราษฎรและพัฒนาเกษตรธรรมชาติ เช่น การศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติเพื่อเป็นอาชีพ, การปลูกไม้ดอกสีสดในแปลงเกษตร, การปลูกพืชซ้ำที่, การปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยน้อย, การปลูกพืชผักสวนครัว, การปลูกพืชผักผสมผสานตามฤดูกาล, การปลูกพืชโดยใช้เกษตรธรรมชาติอื่น ๆ เช่น องุ่น กุหลาบ สัปปะรด, อิทธิพลของปุ๋ยหมักต่อดาวเรือง
งานวิจัยที่ได้รางวัลนวัตกรรมดีเด่นระดับภาค ปี 2552 คือ การวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์เกษตรธรรมชาติ พัฒนาเมล็ดพันธุ์แตงไทยผสมแคนตาลูป ทำพันธุ์ผสมเปิดได้มากกว่า 20 ชนิด เช่น มะละกอ บานชื่น ดาวกระจาย
จากผลการวิจัย ทำให้ได้องค์ความรู้ต่าง ๆ เปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยหมัก พบว่า ให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน แต่ผลผลิตจากการใช้ปุ๋ยหมักมีคุณภาพทางอาหารและรสชาติดีกว่า
เกษตรธรรมชาติ คือ การเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสิ่งขับถ่ายจากมนุษย์
หลักการเกษตรธรรมชาติ
1. ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ดี เหมือนดินป่า ( เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ) โดยใช้ปุ๋ยหมัก ( ปุ๋ยอินทรีย์ ) ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และใช้วัสดุคลุมดิน
2. ปลูกพืชให้หลากหลายชนิด โดยปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชแซม
3. อนุรักษ์แมลงที่มีประโยชน์ เอาไว้กำจัดแมลงศัตรูพืช โดยไม่ใช้สารเคมี และปลูกไม้ดอกล่อแมลง
โดยเกษตรธรรมชาติต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักสัจธรรม
1) การให้ความสำคัญต่อธรรมชาติ ดำเนินการให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
2) ปลูกพืชด้วยความรัก ให้ความรักต่อดิน ไม่ทำให้ดินแปดเปื้อน
ศฝก. ทำการฝึกอบรมระยะสั้นให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไป รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน มีหลายหลักสูตร เช่น หลักสูตร 1วัน, 2 วัน 1 คืน, 3 วัน 2 คืน, 5 วัน, 7 วัน, 9 วัน ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและการวางแผนร่วมกัน กลุ่มเป้าหมายมาจากทั่วประเทศ แต่หลัก ๆ อยู่ในพื้นที่และใกล้เคียง
เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ โดยจัดเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านเกษตรธรรมชาติบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีผู้มาศึกษาดูงานปีละ 3-5 พันคน
จัดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติมาแล้ว 12 ปี มีผู้มาชมประมาณปีละ 25,000 คน ปีนี้จะจัดงานมหกรรมเกษตรธรรมชาติครั้งที่ 13 “เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา” ระหว่างวันที่ 10-14 ก.พ.54 ในบริเวณ ศฝก. มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการ การเสนอผลงานวิจัย, ประกวดผลผลิตทางด้านเกษตรธรรมชาติ, ประกวดวาดภาพ, ประกวดร้องเพลง, ผู้ผลิตพบผู้บริโภค ฯลฯ
มีการมอบตรารับรองมาตรฐานเกษตรธรรมชาติ พัฒนามาจากแนวทางของมูลนิธิ MOA ไทย โดยทำเป็นเกณฑ์รับรองมาตรฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้เกษตรกร ให้สามารถใช้ตรารับรองมาตรฐาน ทำให้จำหน่ายได้ดีมาก
เกษตรกรที่จะได้รับการรับรองต้องผ่านการอบรมอย่างน้อย 3 วัน และทำเกษตรธรรมชาติครบ 1 ปี มีการตรวจสอบและผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการ จึงจะให้การรับรองครั้งละปีเดียว สามารถใช้ถุงผลิตภัณฑ์ที่มีตรารับรองได้
การทำงานของ ศฝก. มีหน่วยงานเครือข่ายช่วยดูแลหลายหน่วยงาน มีการขยายผลนำไปสู่ชุมชนโดย
มีการจัดนิทรรศการวันสำคัญต่าง ๆ, การจัดหลักสูตร ปวช. 2 ห้องเรียน ( สาขาวิชาเกษตร เน้นเกษตรธรรมชาติ ), โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านส่งเสริมและเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ร่วมกับมูลนิธิ MOA International มีการไปฝึกอบรมที่ญี่ปุ่น มีการฝึกอบรมแกนนำให้แก่ ศฝช. 9 แห่ง ไปขยายผลให้ครอบครัวอื่นปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนบ้าน
งานของ ศฝก. ส่งผลให้ตระหนักว่า แนวพระราชดำริฯเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้
รายการสายใย กศน. วันที่ 10 มกราคม 2554
เรื่อง “ครู กศน. กับภารกิจที่ท้าทาย”
อัญชิษฐา บุญพรวงค์ ดำเนินรายการ
วิทยากรโดย
- นางชุลีพร ผาตินินนาท ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่การศึกษา
- นายสมพล ธนธาดา เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ ปฏิบัติงานศูนย์การเรียนพรหมวิหารธรรมฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ภายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จังหวัดปทุมธานี
- จ่าสิบเอกอภิชาต ปุลาเลิศ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยบริการการศึกษาทางไกล กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
- นายกอรปณัช รัตนคช บุคลากรผู้จัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส กศน.เขตปทุมวัน
- วิลาวัณย์ อิ่มฤทัย ครูสอนคนพิการ กศน.เมือง จ.สุพรรณบุรี
เป้าหมายและแนวคิดในการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
1. เปิดโอกาสให้บุคคลได้เติมเต็มทางการศึกษา
2. จัดการศึกษาให้ตลอดชีวิตของบุคคล
3. ให้สิทธิอิสระแก่บุคคลได้เรียนรู้ตามความต้องการ
4. มุ่งพัฒนาให้บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
5. จัดการศึกษาให้กับคนทุกวัย
6. เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต
ภารกิจที่สำคัญของการศึกษานอกโรงเรียน คือ
1. การส่งเสริมผู้ด้อยโอกาสหรือพลาดโอกาส
2. เติมเต็มการศึกษา ( การศึกษาต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุด โดยจัดเป็นกิจจะลักษณะ )
3. พัฒนาทักษะชีวิตด้วยกระบวนการทางการศึกษา ให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
4. เสริมการศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านสื่อหลากหลายในสังคม ให้บุคคลเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองขาด
กลุ่มเป้าหมาย กศน. มีหลากหลาย เช่น กลุ่มชาวเขา, ชาวคุก, ทหารเกณฑ์, คนพิการ, เด็กเร่ร่อน, กลุ่มถูกดร็อปเอ้าท์จากในระบบโรงเรียน, เด็กที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง, เด็กตะเข็บชายแดน เกาะต่าง ๆ เช่นชาวมอร์แกน
ในทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จ.ปทุมธานี จัด กศน. ตั้งแต่ผู้ไม่รู้หนังสือถึง ม.ปลาย และ ปวช. รวมถึง มสธ. จัดแบบชั้นเรียนวันจันทร์-ศุกร์ วันละครึ่งวัน ( ปวช. เรียนเต็มวัน ) ผู้ไม่รู้หนังสือก็เรียนจริงจัง จันทร์-ศุกร์ เช่นกัน ส่วนใหญ่เป็น ม.ต้น + ม.ปลาย
การศึกษาช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ต้องขังได้ ได้สอดแทรกการศึกษาสายอาชีพให้ด้วย เช่น การทำผ้าบาติค, การกัดลายกระจก, การผูกผ้าประดับเวที
ครูสมพล ธนธาดากุล สอนมา 5 ปี บางครั้งก็ท้อ เพราะผู้ต้องขังบางคนเก ไม่ต้องการเรียน แต่คิดว่าจะแก้พฤติกรรมให้เขาออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้ ครูสมพลยึด วินัย ระเบียบ กฎหมาย เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ต้องขังมีระเบียบ นำระเบียบไปใช้ข้างนอก และนำความรู้ไปเรียนต่อข้างนอกจนจบปริญญา ( บางคนจบปริญญาตรีในคุก ) ทำหน้าที่เป็นครูแนะแนว แนะนำแนวทางประกอบอาชีพด้วย
พลทหารประจำการ ในกรมทหารราบที่ 11 ที่เรียน กศน. ( เรียน ม.ต้น-ปลาย แบบทางไกล ) จะได้รับการสอนให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ทำเป็น สามารถประกอบอาชีพได้เมื่อปลดประจำการ ฝึกอาชีพเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว ชุมชน เช่น ลอกคูคลอง กวาดลานวัด ทำกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ จบแล้วให้โอกาสสอบเป็นนักเรียนนายสิบ
ทหารประจำการบางคนเก ไม่คิดว่าตัวเองจะเรียนได้ จ.ส.อ.อภิชาติ ปุลาเลิศ ให้ใจโดยให้เขารู้ว่าสามารถนำพาไปสู่ความสำเร็จ ให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง ทำให้นักศึกษาเรียนจบไม่น้อยกว่า 98 % มีการจัดอาจารย์สอนเสริมวิชาละ 3 ชั่วโมงในวันเสาร์พร้อมการสอบอัตนัยระหว่างภาค มีกิจกรรมก่อนจบ 20 ชั่วโมง ( 2 วันครึ่ง ) บางคนจบแล้วสมัครเป็นนักเรียนนายสิบและเรียนต่อจนจบปริญญา ทุกวันพุธเวลา 19:00 - 21:00 น. ให้นักศึกษา กศน. ( ทางไกล ) มาพบครู บันทึก-ตรวจแฟ้มประจำตัวนักศึกษา กำลังมีแผนจะจัดหลักสูตรวิทยาลัยชุมชน
เด็กเร่ร่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่เขตปทุมวันมีเด็กเร่ร่อนมาลงบัญชีเรียนรู้ 42 คน ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ ( เช่น ทำก้อนการบูรดับกลิ่น, ทำดอกไม้จากหลอดกาแฟ ) และ กิจกรรมนันทนาการเพื่อการศึกษา เช่น พาไปทัศนศึกษาดูศูนย์วิทยาศาสตร์ทางน้ำที่มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน เป็นการจัดการศึกษาเพื่อไม่ให้เขาเป็นปัญหาสังคม ครูต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เด็กไว้วางใจ ครูต้องมีจิตอาสา มีวิญญาณความเป็นครู ไม่เน้นการสอน บางครั้งครูต้องหาข้าวก้นบาตรจากวัดมาให้ กทม.จัดจุดรวมเด็กให้ ครูกอรปณัช รัตนคช สอนเองมา 4 เดือน ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ครูน้อย”
ครูวิลาวัณย์ อิ่มฤทัย สอนเด็กพิการมา 10 ปีแล้ว โดยจัดการศึกษาเบ็ดเสร็จขั้นพื้นฐานสำหรับคนที่เรียนได้ และจัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับคนที่เรียนไม่ได้ โดยเสริมทักษะอาชีพ ( การกัดลายกระจก, การถนอมอาหาร, การแปรรูปสมุนไพรและเคมีภัณฑ์, ศิลปะประดิษฐ์ ) ที่สุพรรณฯมีครู 5 คน รับผิดชอบเด็กคนละ 16 คน ( คนละ 4 ตำบล ) มีการจัดทำแผนการสอนและตารางการเรียนการสอนเป็นรายบุคคล ใช้เวลาเดินทางมากเพราะคนพิการแต่ละบ้านห่างกันหลายกิโลเมตร บางครั้งต้องพายเรือเข้าไป การสอนคนพิการยากลำบาก เช่นสอนให้เขาอาบน้ำเองเพื่ออยู่ในครอบครัวได้ปกติ บางครั้งต้องใช้เวลา 2 ปี กว่าจะทำได้ การทำให้เขาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ทำให้ครูภูมิใจ
ครู กศน. ทำงานด้วยใจ ไม่ได้แค่ทำตามภารกิจ ทำงานหลากหลาย บูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับชีวิต สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รับสั่งว่า ครู กศน. ทำได้ทุกอย่าง
รายการสายใย กศน. วันที่ 3 มกราคม 2554 เทป พิธีเปิดโครงการโรงเรียนดีประจำตำบล "ชาติก้าวไกล โรงเรียนไทยเข้มแข็ง" Hall 7-8 เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 5 พ.ย.53 ( ซ้ำ 8 พ.ย.53 )
มาเยี่ยมชมผลงานและให้กำลังใจครับ
ขอบคุณ ผอ.
มากครับ
ขอขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์เอก เพราะเมื่อวันที่ ๒๗ ที่ผ่านมาได้มีการประชุมภายในของกศน.อำเภอบางซ้าย เลยไม่ได้ดูและไม่มีข้อมูลที่ใช้ในการสรุปรายการสายใย กศน.เลย ต้องขอขอบพระคุณจริงๆค่ะ
ยินดีครับ![]()

ขอบคุณมากนะค่ะที่ขึ้นไว้ให้อ่าน
อยางรู้การจัดโครงการเศรษฐกิจพอเพียงต้องทำอย่างไรค่ะ
การจัดโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จัดเพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของ "ชุมชน" ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ทางการศึกษาในการ "ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของประชาชน"
กิจกรรมประกอบด้วย
- การส่งเสริมการทำเวทีชาวบ้านเพื่อจัดทำแผนชุมชน
- การส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น
1) หลักสูตรระยะสั้น
2) การรวมกลุ่มพัฒนาอาชีพ
3) การจัดทำศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
อาจจะ
- เชิญวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้เรื่อง การทำบัญชีครัวเรือน
- จัดวิชาชีพระยะสั้น หรือทักษะชีวิต หรือกลุ่มพัฒนาอาชีพ เรื่อง
1) เกษตรชีวภาพ การทำน้ำหมักชีวภาพ
2) การทำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน
3) การเลี้ยงหมู การเลี้ยงวัว การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงกบคอนโด การเพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง
ฯลฯ