วันหนึ่งใน class เรียนวิชาระบบสุขภาพฯและภาวะผู้นำ ที่มอ. อาจารย์นทีให้งานไปทำ โดยให้เขียนเรื่องราวประทับใจจากวิชาชีพวิสัญญีพยาบาล จากการทำงานที่ผ่านมา ข้าพเจ้ากลับมานั่งกลุ้มใจอยู่หลายวัน เพราะใน class เรียนร่วมกับพี่ๆ NP ซึ่งพี่ๆต้องสัมผัสชีวิตชาวบ้าน ครอบครัว ชุมชน ต้องมีเรื่องราวประทับใจมากมายที่สามารถนำมาเขียนเรื่องราวได้ แต่วิชาชีพวิสัญญีพยาบาล สัมผัสผู้ป่วยชั่วระยะ จะมีความทรงจำใดเล่าที่จะสร้างความประทับใจให้ต้องจดจำ......
และแล้วความทรงจำหนึ่งที่ไม่อาจลืมได้เลยในชีวิต มีเพียงบางครั้งที่เลือนลางไปบ้าง ก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น และกลับมาอยู่ในความคิด ความรู้สึก อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไม่กล้าเข้ามาปรากฎใน blog ได้เลย เพราะข้าพเจ้ารู้สึกเพียงว่า คงเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจไม่มีใครเลยสักคนจะรู้สึกอย่างข้าพเจ้า บางท่านอาจรู้สึกว่าบทความของข้าพเจ้าช่างไร้เดียงสาเสียนี่กระไร แต่สิ่งที่สร้างความกล้าหาญ และความมั่นใจให้แก่ข้าพเจ้า เกิดขึ้นเมื่อ อาจารย์นที (เจ้าของผู้สั่งการบ้าน) พูดกับข้าพเจ้าว่า พี่อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่น่าเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง (จริงๆอาจารย์พูดให้กำลังใจอีกมากมาย จนเดินปลื้ม ยิ้มไม่หุบซะหลายวัน) และนี่ คือเรื่องราวนั้น.......
หลายปีก่อนเคยมีใครหลายคนถามข้าพเจ้าว่า “ทำงานอะไร” ข้าพเจ้าก็ตอบไปอย่างธรรมดาๆ ว่า “พยาบาล” บางคนคงอยากรู้จักข้าพเจ้ามากกว่านั้น “อ๋อ อยู่ตึกไหนเหรอ” ตอบไปเผื่อคนถามจะหายสงสัย “อยู่ห้องผ่าตัด เป็นวิสัญญี” “วิสัญญีเหรอ คือ แบบว่า ทำอะไรนะ วิสัญญีน่ะ” นั่น สงสัยกว่าเดิม เฮ้อ!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตระหนักในเรื่องบทบาทความเป็นพยาบาลวิสัญญีของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งว่า มีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้าใจ และรู้จักว่าวิสัญญีพยาบาลมีบทบาทหน้าที่อะไร การผ่าตัดของใครสักคนสำเร็จได้ด้วยความเก่ง และความสามารถของแพทย์ผ่าตัดเท่านั้น อาจารย์วิสัญญีหลายท่านเคยกล่าวไว้ตอนสอนใน class ว่า “ต้องทำใจนะ งานวิสัญญีเป็นงานที่ปิดทองหลังพระ ไม่มีใครเค้าเห็นหรอก” ซึ่งข้าพเจ้าก็ยอมรับและเข้าใจมาโดยตลอด
จนอยู่มาวันหนึ่งเป็นวันธรรมดาเหมือนเช่นทุกวัน ทุกคนขึ้นปฏิบัติหน้าที่เตรียมพร้อมรับผู้ป่วยที่จะเข้ารับผ่าตัดตามปกติ จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ใครสักคนรับโทรศัพท์และแจ้งให้ทราบว่ามีอุบัติเหตุหมู่รถประจำทางชนรถกระบะ ER กำลัง Screen ผู้ป่วยส่งขึ้นมาผ่าตัดด่วน ทุกคนเริ่มอลหม่าน จากงานประจำธรรมดา ธรรมดา กำลังเป็นสถานการณ์ที่เพิ่มความเครียดให้กับชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เหมือนหลายหลายครั้งที่เคยผ่านมา รถ Emergency, Blanket warmer, Defibrillator, IV fluid เริ่มถูกทยอยเข้าห้องผ่าตัดศัลยกรรม หลายคนยืนรอรับผู้ป่วยบริเวณหน้าห้องผ่าตัด รวมทั้งข้าพเจ้า
เวลาผ่านไปชั่วขณะผู้ป่วยรายแรกก็มาถึงห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าเดินเข้าไปข้างตัวผู้ป่วย หญิงวัยกลางคน ผู้โดยสารคนหนึ่งจากรถกระบะยังมีสติ พูดคุยได้รู้เรื่อง มีบาดแผลตามร่างกายหลายตำแหน่ง รวมทั้งช่องท้อง ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยรายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ บาดเจ็บทั่วร่าง หน้าตาทุกข์ทรมาน ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ใช่ มันเป็นเรื่องธรรมดา เห็นกันจนชินตา ยิ่งหกปีหลังมานี่ ยังมีเหตุการณ์ระเบิด และยิงกันรายวัน ภาพผู้ป่วยเหล่านี้จึงเป็นภาพที่ชินตา ปกติธรรมดา ผู้ป่วยยังสามารถพูดคุยได้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มซักประวัติที่สำคัญๆ เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการวางแผนให้ยาระงับความรู้สึก ทุกอย่างหน้าห้องผ่าตัดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งต่ออาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ ER การรักษาเบื้องต้นที่ผู้ป่วยได้รับ การผ่าตัดที่แพทย์ผ่าตัดวางแผนไว้ ทุกคนรอบตัวผู้ป่วยเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด บางคนเลือกถือน้ำเกลือ บางคนก็เตรียมจับผ้าเปล วิสัญญีพยาบาลหนึ่งคนดูแลส่วนศีรษะพร้อมกับเตรียมยกเมื่อทีมพร้อมเช่นกัน
สำหรับข้าพเจ้ายังคงยืนอยู่ข้างตัวผู้ป่วย และไม่ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในวินาทีนี้เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงใดก็ตาม แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มันเหมือนกับภาพช้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละวินาที เพียงแค่ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเหมือนกับหลายๆ คนที่เคยผ่านมาคนนี้ ยื่นมืออันเย็นเฉียบมาจับมือข้าพเจ้า มองหน้า และพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงปนสะอื้น ร้องไห้ หวาดกลัว
“น้อง ช่วยพี่ด้วยนะ ช่วยพี่ด้วย”
ใช่ คำเหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนตลอดชีวิตการทำงาน ผู้ป่วยที่ข้าพเจ้าให้การดูแลคนแล้วคนเล่าก็ไม่มีใครสักคนที่แสดงถึงอาการที่ต้องการที่พึ่งที่จะเป็นความหวังในชีวิตเช่นครั้งนี้ เสียงยังคงก้องและวนเวียนในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้าพเจ้าตอบด้วยเสียงเครือๆ เช่นกัน
“ไม่ต้องกังวลนะคะ ทำใจให้สบายนะคะ พวกเราจะดูแลและช่วยเหลือพี่อย่างเต็มที่ และสุดความสามารถคะ อดทนนะคะ อีกแป๊บนึงจะเริ่มดมยาสลบ ขณะหมอผ่าตัดพี่จะไม่เจ็บนะคะ”
“ขอบคุณคะน้อง ขอบคุณ”
และนี่คือเสียงสุดท้ายจากผู้ป่วยรายนี้ การดมยาสลบ และการผ่าตัดเริ่มขึ้นตามกระบวนการที่ควรจะเป็น ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง เวลาก็ยังคงเดินต่อไป เสียงของผู้ป่วยยังคงเวียนก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มันช่างทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่จนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าเป็นระยะๆ ความรู้สึกทุกวินาทีมันช่างทุกข์ทรมานจิตใจได้อย่างที่ ไม่ควรจะเป็น
ทำไมละ ก็ในเมื่อการสูญเสียในห้องผ่าตัดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็น ธรรมดา หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจนเกินที่จะรักษาชีวิตไว้ได้ แล้วครั้งนี้มันจะต่างจากครั้งก่อนๆ ตรงไหน ก็ในเมื่อการบาดเจ็บครั้งนี้มันก็สาหัส และรุนแรงเกินกว่าที่จะรักษาชีวิตไว้ได้เช่นกัน
ใช่แล้ว ในที่สุดข้าพเจ้าก็สูญเสียผู้ป่วยรายนี้ไป อวัยวะในช่องท้องถูกกระแทก แหลก ฉีกขาด เสียเลือดอย่างมากมาย ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เสียหายอย่างหนัก ความดันโลหิตต่ำมาก จนวัดไม่ได้ หัวใจจากเต้นเร็วจนค่อยๆ ช้าลง คลื่นหัวใจค่อยๆ ยืด แต่ละจังหวะค่อยๆ ห่างออก แพทย์ปั๊มหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่อาจยื้อชีวิตผู้ป่วยกลับมาได้........
ทีมเริ่มกลับมาอยู่ในความสงบ ทุกคนเริ่มวางมือจากการช่วยชีวิตอย่างอลหม่าน และยอมรับกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น....... อีกครั้ง......
หลายคนคงรู้สึกปลดปล่อยกับช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่ผ่านมานับชั่วโมง หลายคนรู้สึกผ่อนคลาย และเริ่มเก็บอุปกรณ์ที่พันธนาการผู้ป่วยไว้
คงมีเพียงความรู้สึกของข้าพเจ้า ทีไม่อาจบอกใครได้ว่าวินาทีนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่ใจแค่ไหน มันเหือด มันแห้งอย่างบอกไม่ถูก มันรู้สึกจุกแน่นในลำคอจนไม่อยากจะพูดกับใคร แน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุที่เกิดขึ้นได้ เป็นธรรมดา และข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ทำไมครั้งนี้มันจึงแตกต่างจากทุกๆครั้ง เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของผู้ป่วยรายนี้มันช่างมีอิทธิพลกับความรู้สึกของข้าพเจ้าได้มากเพียงนี้
หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่นาที ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจแล้วว่า.....
มันจะสำคัญตรงไหนหากใครจะไม่รู้จักว่า “วิสัญญีคืออะไร”
มันจะสำคัญแค่ไหนว่า “จะเป็นความสำเร็จของใคร” ในเมื่อผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดีมีชีวิตกลับไปอย่างปลอดภัย
มันไม่มีอะไรสำคัญแล้วจริงๆ.......ไม่ว่าวิสัญญีจะต้องปิดทองตรงส่วนไหนขององค์พระ หรือแม้กระทั่งใต้ฐานพระ
สิ่งสำคัญสิ่งเดียวทั้งชีวิตของข้าพเจ้านับจากนั้น คือ
"ขอให้ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลจากข้าพเจ้าทุกคนปลอดภัย หายจากโรคที่เป็น และกลับไปมีชีวิตกับครอบครัวได้อย่างปกติสุข"
......... เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับชาตินี้........ กับการเป็นวิสัญญีพยาบาล หลายคนอาจยังรู้สึก และคิดว่าเป็นเรื่อง ธรรมดา.....
แต่สำหรับข้าพเจ้ามันไม่ธรรมดาจริงๆนะ!!!!!
- ความรู้สึกทุกวินาทีมันช่างทุกข์ทรมานจิตใจ