ภาวะสุขภาพที่เสื่อมโทรมเป็นต้นทุนแฝงจากผลกระทบเชิงลบในโครงการพัฒนาต่างๆ

Requirement HSM-I-13 Nov 2010

 ผู้สอน : อ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์

แนวทางพัฒนาสุขภาพ และ พรบ.สุขภาพ

ช่วงเวลา 09.00-12.00 น.

จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้เรียนแต่ละคน เรื่องแนวทางพัฒนาสุขภาพ และ พรบ.สุขภาพ พบว่าแต่ละคนมีประสบการณ์และมุมมองที่หลากหลาย แต่พอสรุปประเด็นที่น่าสนใจคือ รัฐบาลมีความพยายามที่จะพัฒนาสุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยมี นโยบายและแผนในการพัฒนาสุขภาพมาตลอด หากเปรียบเทียบกับบางประเทศเช่นในอาฟริกา หรือแม้แต่อินเดีย แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีปัญหาอุปสรรคในระบบที่มีแนวทางแก้ไขได้บ้าง หรือรอการแก้ไขอยู่บ้าง ดังนี้

จากการที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารจัดการพรบ.สุขภาพ จาก บัตรทอง 500 บาท แต่เดิม มาเป็น30 บาทรักษาทุกโรค มีการบริหารจัดการโดยระบบ CUP มีการคิดค่าใช้จ่ายรายหัว โดยรพ.เป็นผู้บริหารจัดการงบประมาณให้ จึงมีปัญหาในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ เพื่อเอื้อในการดำเนินงานบริการในสถานีอนามัย เช่น งบประมาณในการขึ้นเวร ต้องปรับตามความเหมาะสมของงบประมาณที่มี และนอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของโรงพยาบาล และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ มีผลต่อการจัดสรรงบประมาณ แตกต่างกันไป กล่าวคือหาก รพ. มีงบประมาณมากพอและสามารถบริหารจัดการได้ดี จะให้การสนับสนุนสอ.ให้ได้รับงบประมาณที่พอเพียงต่อการ จัดเวรเจ้าหน้าที่ในสถานีอนามัย แต่หากงบฯน้อย ย่อมส่งผลต่อจำนวนเวร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเปิดบริการประชาชนที่เคยจัดให้ได้นอกเวลาราชการ

นอกจากนี้พบว่าสถานีอนามัย มีภารกิจที่ต้องทำหลากหลายในขณะเดียวกันก็มีรายงานที่ต้องรายงานอีกมากมายเช่นกัน เป็นผลให้การปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่ดูจะเหลือเวลาน้อยลงไป  สถานีอนามัย บางพื้นที่ยังขาดการนิเทศติดตามอย่างสม่ำเสมอ ขาดการช่วยเหลืออย่างจริงจังเพื่อพัฒนาคุณภาพเป็นนเพียงผู้นิเทศมาดูในวันที่มีการวางแผนไว้เท่านั้น

ภายใต้การบริหารขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน มีผลให้คนทำงานสอ.ขาดเสถียรภาพในการตัดสินใจในการให้บริการ บางภารกิจเป็นงานที่ต้องทำเพื่อเป็นฐานเสียงในการปกครองส่วนท้องถิ่น จึงเห็นได้ว่าปัญหาการเมืองส่งผลต่อภาวะสุขภาพของประชาชนได้เช่นกัน เช่นซื้อสารพ่นหมอกควัน ได้ค่าคอมมิชชั่น แต่ประชาชนมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ในขณะที่จำนวนคนป่วยจากไข้เลือดออกก็ยังไม่ลดลง

ในด้านการรับรู้ของผู้รับบริการ ยังขาดความรู้ความเข้าใจเพื่อให้เข้าถึงบริการทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การใช้บริการการรักษาโรคตามศักยภาพของสถานบริการ รวมถึงสิทธิต่างๆอันพึงมีพึงได้ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมบริการสุขภาพ พบว่าการที่ประชาชนมีความรู้ทางด้านสุขภาพน้อยมีผลให้ มีการใช้บริการด้านการส่งเสริมและป้องกันโรคน้อย อีกทั้งมีการรับรักษาเมื่อมีอาการมากแล้ว นอกจากนี้การที่มีสื่อชวนเชื่อยังมีผลต่อประชาชนกลุ่มนี้ให้มีความเบี่ยงเบนไปใช้บริการซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้แผนการดำเนินงานของรัฐที่ต้องการให้มีการพัฒนาสุขภาพไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นแนวทางพัฒนา

  • ในเรื่องของการประเมินติดตาม นั้นเดิมทีในระบบราชการไทยไม่ค่อยมีการติดตามเข้มงวดโดยบุคคลภายนอก ต่อมาในยุครัฐบาลที่มีการบริหารรูปแบบใหม่ มีระบบ over sight ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการขยับเขยื้อนระบบได้มากขึ้น
  • ระบบข้อมูลที่มีคุณภาพจะส่งผลต่อการนำข้อมูลมาใช้บริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาได้ดีขึ้น และเอื้อต่อระบบการติดตามประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • งาน PCU ในต่างประเทศ ที่พัฒนาแล้ว บางประเทศ เกิดขึ้นโดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งประชาชนเอง เป็น self employ
  • Mass media น่าจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยภาคประชาชน

 จากการ Simplify พบว่า สถานบริการปฐมภูมิ เป็นสถานบริการหลักในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานเพื่อสร้างสุขภาวะ ในขณะที่รพ.ระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ มีหน้าที่หลักในการรักษา โดยเฉพาะโรคที่ซับซ้อน ซึ่งใช้งบประมาณมากขึ้นดังนั้นการป้องกันจึงเป็นพื้นฐานสำคัญและช่วยลดงบประมาณที่ต้องเสียไปในการรักษา และขณะเดียวกันภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะทุกระดับ ดังนั้นการดึงเอาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจึงเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพให้มั่นคงและยั่งยืน

 

ช่วงเวลา 13.00-16.30 น.

ภาวะสุขภาพที่เสื่อมโทรมเป็นต้นทุนแฝงจากผลกระทบเชิงลบในโครงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งการแก้ไขนั้นขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจ และเป็นไปโดยนโยบายสาธารณะ จึงเกิดความคิดเรื่องการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ มีการนำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมคิด และหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ทิศทางการทำงานของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีดังนี้ 1. นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ต้องครอบคลุมทุกด้าน 2. สิ่งแวดล้อม กายสังคม ที่เอื้อต่อสุขภาพ 3.พัฒนาทักษะ บุคคล ครอบครัว  4. ชุมชนเข้มแข็ง  5. ปรับทิศทางสุขภาพ

                ปัญหาเรื่องการเกษตรเคมี มีผลสะท้อนทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จากการที่สนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งพบว่า นาข้าวปัจจุบัน 40 ล้านไร่เป็นนาเกษตรเคมี ดังนั้นหน้าที่สำคัญในคณะทำงานพรบ.สุขภาพแห่งชาติ นอกจากการที่นายกสำคัญต้องเป็นผู้ผลักดัน, มีกก. สรรหา ,มีสน.เลขาแห่งชาติ ,มีกลไกสมัชชาทุกระดับ โดยมติที่ประชุม, เสนอเข้า คสช. สู่คณะรัฐมนตรี มีกลไกประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ จากนโยบายสาธารณะ , แล้วการประเมินผลกระทบ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อ

โดยพรบ.สุขภาพแห่งชาติ มีการปรับแผนทุก 5 ปี และเพิ่มสิทธิผู้ป่วย ดังนี้คือ

1. ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับ

2. บุคลากรต้องแจ้งข้อมูลให้ทราบ

3. สิทธิปฏิเสธการรักษา หรือหัตถการต่างๆ 

4. สิทธิปฏิเสธไม่เข้าร่วมวิจัย

สสส. รายได้ 2% ของภาษีเหล้า บุหรี่ มีความคล่องตัวสูง กฎระเบียบ ยืดหยุ่นสูง, คนถูกจ้าง ไม่ใช่ข้าราชการ อยู่เฉยไม่ได้ ต้องเล็ง outcome สูง, ไม่มุ่งเน้นผลงานตามนโยบายแต่เดิมของภาครัฐ , มุ่งสร้างความตระหนัก ,สร้างเสริม ความรู้คู่นโยบาย, มีการ M&E ทั้งภายในและภายนอก ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนเสร็จโครงการ, เป็นแหล่งทุนแหล่งใหญ่ให้ NGO , คนทำงานเป็นผู้ประสาน คนทำงานหลักคือคนในพื้นที่ แต่เป็นน้ำมันหล่อลื่นของงโครงการ, เป็นองค์กรโดดเด่นในระดับนานาชาติเพราะเป็นที่เรียนรู้ที่ดี , เป็นสมาคมสสส.โลก

Health Impact Assessment

ธุรกิจ คือต้นตอที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เรื่อง Food Inc. เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารเป็นได้กลายเป็นธุรกิจที่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ คือ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นในเวลาที่จำกัดโดยไม่ตระหนักถึงผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค กล่าวคือ ตั้งแต่สุขลักษณะโรงเลี้ยง ,ขั้นตอนการเลี้ยง ,องค์ประกอบอาหารที่ให้, การใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนค่าแรงงาน, ความไม่รับผิดชอบต่อแรงงานต่างด้าวนั้น, การขนส่งลำเลียงโดยไม่มีมนุษยธรรมต่อสัตว์ และการผลิตด้วยหลักสุขอนามัยก่อนส่งตลาด ซึ่งพบว่า ทุกขั้นตอนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และมีผลต่อสุขอนามัยของผู้บริโภคในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามด้วยภาวะปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ยังต้องบริโภคอยู่เพราะผลของกลไกการตลาดมีผลให้ราคาอาหารเพื่อสุขภาพกลับมีราคาที่แพงกว่าอาหารสดที่จะนำมาปรุงเอง จากความรู้นี้มีข้อเสนอแนะจาก Food inc. ซึ่งเชื่อว่าเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยเราเอง ดังนี้คือ ซื้อของบริโภคจาก บริษัทที่ไม่ abuse ผู้ผลิตหลัก คนทำงาน สัตว์, ซื้อของตามฤดูกาล ในท้องถิ่น กับเกษตรกรในท้องที่, ทำอาหารกับครอบครัว, ตรวจให้แน่ใจว่าอาหารถูกสุขภาพ ,บอกสภา congress ให้ใช้นโยบายที่ดี