สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา

โพชฌงค์ คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้การตรัสรู้ หรือโพธิจิต หรือการบรรลุธรรมเกิดขึ้นได้ มี 7 อย่าง คือ
 สติ    คือ ความระลึกได้   การระลึกรู้ ตัวเดียวสั้นๆ นี้แหละ เราเข้าใจง่ายๆ เช่นว่า เราระลึกรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ นี้เรียกว่า มีสติ   ธัมมวิจยะ  คือ การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม การวิจัยธรรม ซึ่งเป็นตัวปัญญานั่นเอง ก็คือการใคร่ครวญโดยชอบธรรม  ใคร่ครวญ สังเกตพิจารณาใช้วิจารณญาณ  ใช้ปัญญาของตัวเอง ให้สังเกตให้พิจารณา ให้เป็นผู้ที่ใคร่ครวญคิดด้วยหลัก ธรรม เมื่อมีการใคร่ครวญด้วยหลักธรรม ก็เป็นส่วนที่ส่งเสริมให้มีวิริยะ  คือ  ความพากเพียร คือไม่ใช่มีสติและก็มีปัญญา แล้วก็เพิกเฉย มันปลุกเร้าให้มีวิริยะให้มีความพากเพียร  ปีติ    คือ ความอิ่มใจ, ความดื่มด่ำในใจ มี 5 ชนิด คือ
     1. ขุททกาปีติ ปีติเล็กน้อย   คือ     พอขนชันน้ำตาไหล
     2. ขณิกาปีติ ปีติชั่วขณะ       คือ    รู้สึกแปลบๆ ดุจฟ้าแลบ
     3. โอกกันติกาปีติ ปีติเป็นระลอก  คือ   รู้สึกซู่ลงมาๆ ดุจคลื่นซัดฝั่ง
     4. อุพเพคาปีติ ปีติโลดลอย    คือ     ให้ใจฟูตัวเบา หรืออุทานออกมา
     5. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน     คือ       เอิบอาบไปทั่วสรรพางค์ เป็นของประกอบกับสมาธิ (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เช่นกัน)
ปัสสัทธิ   คือ  ความสงบกายสงบใจ, ความสงบใจและอารมณ์, ความสงบเย็น, ความผ่อนคลายกายใจ (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เช่นกัน)
สมาธิ       คือ      ความตั้งใจมั่น ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ

 อุเบกขา   คือ      ความที่จิตมีความสงบระงับเป็นอย่างยิ่ง ไม่กระเพื่อมไหวไปตามสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ รัก ชัง กล้า กลัว ยินดี ยินร้าย ฯลฯ ซึ่งจะเป็นจิตที่มีความประณีต ละเอียดอ่อน ปลอดโปร่ง เบาสบาย เป็นอย่างยิ่ง