เก็บกอดดวงใจที่มีแค่เรา ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

 

 

สายหมอกซอกหินและกลิ่นกรุ่นหอมจากมวลใบไม้

‘ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง’ ยามเช้า...ช่างแสนยะเยือกเย็น

จนผมอดที่จะเก็บกอดดวงใจของตนเองไม่ได้

 

 

ทางเดินก่อนถึง ‘สะพานนาคราช’ ที่ขึ้นสู่ศาสนสถานปราสาทเบื้องหน้า

ช่างยาวไกลและแสนหนักหนาทรมานราวกับผมได้แบกก้อนหินทรายสีชมพูด้วยตนเอง

ปราสาทสีชมพูอันอลังการ...

อาจเสมือนตัวแทนของความรักอันยิ่งใหญ่แห่งพลังของความเชื่อ

ความเชื่อทำให้สรรพสิ่งมีพลังพลานุภาพให้ก้าวเดินข้างหน้า...

 

 

คนยุคนั้น...อาจจะไม่แตกต่างกับ...คนยุคนี้….

 

 

ผมสูดผมหายใจเข้า-ออก อย่างลึกและนานในทุกขณะย่างก้าวขึ้นบันได

ก้าวแล้วก้าวเล่า...ณ แห่งนี้ ที่เคยเป็น ‘ภูเขาไฟ’ มาก่อน

ผ่านมติของกาลเวลา...หยาดเหงื่อ...หยดน้ำตา...รอยยิ้ม

 

 

ผมเห็นตัวปราสาทแล้วเบื้องหน้า...

ก้อนหินแต่ละก้อนที่มาติดมาต่อมาปะกลายเป็นปราสาทสีชมพูอันงดงามและยิ่งใหญ่

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

ที่ผมฝันถึงอยู่เสมอ  และหลงรักความงดงาม แม้ระยะเวลาที่ทอดยาวมานานแสนนาน

 

  

ภูมิปัญญาอันชาญฉลาดในการออกแบบและก่อสร้างของปราสาท

ตามหลัก ‘ ดวงและดาว ’ทำให้เกิดปรากฎการณ์อันมหัศจรรย์

‘ แสงอาทิตย์ส่องทะลุซุ้มประตูทั้ง ๑๕ บานของปราสาท ’

 

 

 

‘ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง’
ผมเก็บกอดดวงใจที่มีแค่ผม…ขอขอบพระคุณแด่ทุกบรรพชนทุกชีวิต

ที่มีเวทมนตร์วิเศษที่เนรมิตปราสาทให้คนรุ่นหลัง

ได้ชื่นชมกับความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์

ข้ามผ่านคืนวัน-กาลเวลา  สู่ขอบฟ้าฝั่งฝันอันแสนไกล

 

 

 

ผมโผล่หน้าจากหน้าต่างของก้อนหิน แล้วแหงนมองท้องฟ้า

เพื่อค้นหาความทรงจำเก่า ๆ ที่ผ่านมาของผม

และพยายามเก็บกอดดวงใจเอาไว้

เพื่อไม่ได้ลอยล่องหายไปพร้อมกับ

สายหมอกซอกหินและกลิ่นกรุ่นหอมจากมวลใบไม้ ‘ณ ปราสาทเขาพนมรุ้ง’ ……

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ

ขอขอบพระคุณครอบครัวพี่ดอสทุก ๆ ท่าน ที่งดงามราว ‘ ปราสาทพนมรุ้ง ’ ที่นำผมได้มาเยี่ยมชม วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 ในการเดินทางมาแบ่งปันความรู้เรื่อง ‘ การสร้างและใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ’ ให้เครือข่ายสุขภาพของโรงพยาบาลสุขภาพหัวถนน อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์