ไม่ว่าสิ่งใด เมื่อมีเกิดก็จะต้องมีดับ มีสูงก็ต้องมีต่ำ มีความเจริญก็ต้องมีความเสื่อม มีตัวตายตัวแทนกันตามบทบาทหน้าที่ และที่สำคัญคือ “มีวันสิ้นสุด” ไม่ช้าก็เร็ว

เพลงอีแซว ตอนที่ 3

เกาะติดเวทีการแสดงเพลงอีแซว

(การแสดงบนเวทีงานประจำปี)

โดย นายชำเลือง มณีวงษ์

ผู้มีผลงานดีเด่น รางวัลราชมงคลสรรเสริญ ด้านการแสดงเพลงพื้นบ้าน ปี 2547

        ในอดีตที่ผ่านมาเพลงพื้นบ้านจะอยู่คู่มากับงานประจำตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นงานปิดทองไหว้พระประจำปี งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานปิดทองฝังลูกนิมิต งานยกช่อฟ้า งานฉลองศาลาการเปรียญ ไม่เคยขาดที่จะต้องจัดหาวงเพลงพื้นบ้าน (เพลงอีแซว เพลงฉ่อย ลำตัด) มาแสดงให้ความสนุกแก่ประชาชนผู้ชมได้ฟังความสามารถในการด้นกลอนสด ๆ ชนิดที่ฝีปากคม คารมเฉียบขาด บาดใจผู้ฟังจนถึงกับหลงใหลต้องติดตามไปเชียร์ให้กำลังใจกันอย่างแฟนคลับ

        ในยุคก่อน ๆ เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีงานประจำปีที่เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนสุพรรณ คือ ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ในรอบ 1 ปี จะมีงานสำคัญ คือ งานปิดทองหลวงพ่อโต (พระใหญ่) ประดิษฐานอยู่ในวิหาร 2 ครั้ง งานครั้งแรกจะมีในช่วงเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) เขานับขึ้นแรมเป็นหลัก จะมีงานตั้งแต่วันขึ้น 5 – 9 ค่ำ เดือน 5 และครั้งที่ 2 (ประมาณเดือนพฤศจิกายน) จะมีงานตั้งแต่วันขึ้น 5 – 9 ค่ำ เดือน 12 ในแต่ละครั้งจะกำหนดให้มีงาน 5 วัน 5 คืน และที่ตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของมหรสพพื้นบ้านที่ว่า “เพลงอีแซว”

        ในยุคก่อนนั้นการแสดงเพลงอีแซวเป็นเพียงการละเล่นเพื่อความสนุกสนานค่าเวลาหรือรอเวลาให้สว่างเพื่อที่จะเดินทางกลับบ้าน (ในยุคนั้นการคมนาคมเป็นการเดินเท้า) เมื่อประชาชนจากทุกสารทิศมาปิดทองไหว้พระหลวงพ่อโต ได้กราบไหว้อธิษฐานขอพรเสร็จแล้ว เมื่อเดินออกมาจากวิหารพลวงพ่อ บ้างก็ไปเที่ยวชมงาน ดูการละเล่น ดูมหรสพ ได้แก่ ลิเก ภาพยนตร์ ดนตรีไทย พอถึงเวลา 2 ยาม (เที่ยงคืน) มหรสพต่าง ๆ เลิกแสดงก็จะมีผู้ที่มีความสามารถชวนกันตั้งวงเล่นเพลงร้องแบบโต้ตอบ แต่เดิมเรียกว่า เพลงยั่วบ้าง เพลงแคนบ้าง มาตอนหลังใช้ชื่อเรียกเพลงที่ยืนร้องกันได้นาน ๆ นี้ว่า “เพลงอีแซว”

        วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นแหล่งกำเนิดเพลงอีแซวของจังหวัดสุพรรณฯมานาน และทางวัดก็ได้จัดให้มีเวทีการแสดงเพลงอีแซวมาอย่างต่อเนื่องทุกปี อาจมีบางช่วงบางตอนที่ขาดหายไปบ้างก็เป็นเพียงระยะสั้น ๆ แล้วคณะกรรมการก็รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่จัดให้มีเวทีการแสดงเพลงอีแซวต่อไปอีก โดยเฉพาะช่วงหลังนี้ ผมได้ติดตามดูเพลงอีแซวที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2525 เป็นเวลา 30 ปี มาแล้ว บางปีผมไปดูทั้ง 5 คืนเลย แต่บางปีก็ไปเพียงคืนเดียว จนมาถึงปี พ.ศ.2548 ผมมีโอกาสได้นำวงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯไปแสดงที่เวทีเพลงอีแซว ในงานปิดทองหลวงพ่อโต 2 คืน ปี พ.ศ.2550 ได้ไปทำการแสดง 2 คืน ปี พ.ศ.2551 ไปทำการแสดง 3 คืน ปี พ.ศ.2552 ไปทำการแสดง 1 คืน

       

       

        

       

        เนื่องจากว่าทางวัดได้ติดต่อวงเพลงเอาไว้ประจำงาน ปีใดที่วงเพลงประจำติดงานหา วงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯก็จะได้ไปทำหน้าที่แทน ในบางปีจึงได้แสดงถึง 3 คืนติดต่อกัน ผมและเด็ก ๆ มีความสุขและมีความภาคภูมิใจที่ได้ไปทำหน้าที่บนแผ่นดินที่เป็นต้นกำเนิดเพลงอีแซว ถึงแม้ว่าจะเป็นการไปแสดงในฐานะวงแทนก็ภูมิใจ ตลอดเวลา 180 นาทีที่พวกเราทำการแสดงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น จากท่านผู้ชมที่มาให้กำลังใจ แต่มาถึงวันนี้ได้ข่าวแว่วมาว่า “งานปิดทองหลวงพ่อโต ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารอาจไม่มีเวทีการแสดงเพลงอีแซวให้ชมเสียแล้ว” เพราะมีเหตุขัดข้องบางประการเกิดขึ้น

        ยังมีอีกวัดหนึ่งครับ ที่จัดเวทีการแสดงเพลงพื้นบ้าน เน้นที่เพลงอีแซวเป็นหลัก ในบางคืนอาจมีลำตัด เพลงฉ่อยมาสลับบ้าง ในบางปีมีเพลงอีแซวทุกคืนเลย ที่วัดดอนไร่ (วัดหลวงพ่อมุ่ย) ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่วัดนี้จัดให้มีงานปิดทองรูปหล่อหลวงพ่อมุ่ย ท่านเจ้าอาวาสวัดดอนไร่องค์เก่า ทางวัดจัดให้มีงานปีละ 5 วัน 5 คืน มีการออกร้านในบริเวณงานอย่างกว้างขวาง งานยิ่งใหญ่มาก ใหญ่กว่างานปิดทองฝังลูกนิมิต มีมหรสพมากมาย โดยที่มหรสพทุกอย่างมีเจ้าภาพจัดหาด้วยจิตศรัทธามาให้ทางวัด โดยทางวัดไม่ต้องจ่ายเงินเป็นค่ามหรสพใด ๆ เลย เพราะมีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพในพระเดชพระคุณหลวงพ่อมุ่ยมากราบไหว้รูปหล่อหลวงพ่อกันอย่างเนืองแน่น

        งานปิดทองหลวงพ่อมุ่ยกำหนดให้มีในระหว่างวันที่ 12  - 16 มกราคม 2553 (ปีนี้) และมีตรงกับวันที่นี้ทุกปี มหรสพชมฟรี ได้แก่ ลิเก ภาพยนตร์ หนังตะลุง รำวง เพลงอีแซว (เพลงพื้นบ้าน) กีฬาประเภทตะกร้อ

        

        

          

        

        วงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯ มีโอกาสได้ไปทำการแสดงในงานปิดทองหลวงพ่อมุ่ยที่วัดดอนไร่หลายครั้ง รวม 7 คืน เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552

        - วันที่ 12 มกราคม 2552 (แสดงคืนต้นของงาน 1 คืน)

        - วันที่ 16 เมษายน 2552 (งานแก้บนและทำศพกระดูก)

        - วันที่ 14,15 และ 16 มกราคม 2553 (แสดง 3 คืนติดต่อกัน)

        - วันที่ 15,16 มกราคม 2553 (แสดง 2 คืนสุดท้าย)

        ต้องถือว่าทั้ง 2 วัดนี้มีความเหนียวแน่นในเรื่องของการสนับสนุนมหรสพพื้นบ้านอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารกำลังจะจางหายไปหรืออาจจะยังคงมีเพลงอีแซวให้ชมอยู่ก็ตาม แต่ที่วัดดอนไร่ อำเภอสามชุกมีความแตกต่างจากที่วัดป่าเลไลยก์ วงเพลงที่ไปทำการแสดงเกิดจากศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อมุ่ยเป็นผู้จัดหาวงเพลงมาแสดงโดยที่อาจจะไม่ซ้ำวงเดิมเลยในแต่ละคืน (ไม่มีการจ้างวานหาแบบผูกขาด) ชอบใจวงเพลงวงใดก็ติดต่อไปทำการแสดง  

        ดังนั้นท่านผู้ชมจึงมีโอกาสได้ชมเพลงพื้นบ้านหลายคณะมีทั้งวงผู้ใหญ่ วงเพลงอีแซวสูงวัย วงเพลงอีแซวรุ่นเยาวชน ส่วนวงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯ ปีนี้ได้รับเกียรติให้ไปทำการแสดง 2 คืน (15 และ 16 มกราคม 2553) ติดตามชมกันได้ที่ขอบเวที การคมนาคมไปถึงวัดดอนไร่ได้อย่างสะดวกสบาย ผ่านเส้นทางดอนเจดีย์-สระกระโจม แยกไปทางขวาที่สะพานหนองงิ้วเอน ตรงไปประมาณ 20 กิโลเมตรแยกขวามือเข้าวัดดอนไร่ได้เลย

        ความจริงวงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯ ไม่ค่อยที่จะได้มีโอกาสทำการแสดงที่บ้านเกิดจังหวัดสุพรรณบุรีมากนัก งานส่วนใหญ่อยู่ตามสถานศึกษา ระดับอุดมศึกษา โรงแรม วัดวาอารามในต่างจังหวัดและหน่วยงาน องค์กรในต่างจังหวัดเสียมากกว่า แม่แต่เวทีศิลปวัฒนธรรมงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรี วงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯของเราก็ไม่ได้รับความสนใจจากคณะกรรมการ ทั้งที่บนเวทีนี้ยังมีเพลงอีแซวนักเรียนแสดงอยู่

        ในเรื่องของการพัฒนาความสามารถของผู้แสดงทุกคน ผู้ที่คิดสร้างสรรค์ผลงานการแสดงเพลงอีแซวและเพลงพื้นบ้านอย่างผมจะต้องทำการพัฒนาผู้แสดงให้มีพัฒนาการที่ทัดเทียมกับรุ่นพี่อยู่ตลอดเวลา แม้ว่ารูปแบบของการแสดงจะต้องปรับเปลี่ยนไปบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะที่โดดเด่นของนักแสดงในชุดปัจจุบันก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้ผลงานต้องด้อยลงไปแต่อย่างใด ตลอดเวลาที่ทำการแสดง 180-240 นาที เป็นเวลาที่สามารถตรึงใจท่านผู้ชมได้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการแสดง ทุกคนทำหน้าที่บนเวทีกันอย่างเต็มที่

        แต่บนเวทีชีวิตจริง ๆ กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาขาลงของชีวิตราชการ ผมทำหน้าที่เผยแพร่ผลงานเพลงอีแซวสุพรรณฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 จนมาถึงปี 2554 เป็นเวลา 41 ปี เศษ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา

  1. ช่วงเวลาของการสืบค้นหาและฝึกความสามารถตั้งแต่ยังเด็กจนถึงปีพ.ศ. 2524
  2. ช่วงเวลาที่ได้รับการยกย่อง รางวัลชนะเลิศประกวดเพลงอีแซวสุพรรณฯ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2525 จนถึง ปี พ.ศ. 2534 เผยแพร่ผลงาน
  3. ช่วงเวลาแห่งการนำเยาวชนสู่เวทีการแสดงอาชีพ 2335-2554  (20 ปี)

บางท่านอาจจะเพียงแค่มองดูนักแสดงบนเวทีแค่เพียงแว๊บเดียว หรือแค่เพียงคืนเดียว แต่สำหรับผมเฝ้ามองดูเด็ก ๆ เยาวชนคนสุพรรณฯ จำนวน 15-19 คน ฝึกฝนปฏิบัติการแสดง พัฒนาความสามารถทุกวัน วันละไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ผมไม่เคยคิดเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นภาพจำเจแต่กลับมีความสุขใจที่ได้เห็นพวกเขามีพัฒนาการในการแสดงเพลงอีแซว เพลงพื้นบ้านที่ดีจนถึงดีมาก ภาพที่เห็นบนเวทีประกวดแข่งขันมีทั้งประสบความสำเร็จและผิดหวัง แต่ก็นับจำนวนหลายครั้ง ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่

        - ได้รับรางวัลที่แสดงถึงความเป็นเลิศของจังหวัดสุพรรณบุรี มากกว่า 15 ครั้ง

        - ได้รับรางวัลชนะเลิศ, เหรียญทองระดับภาคกลาง มากว่า 10 ครั้ง

        - ได้รับรางวัลชนะเลิศประกวดเพลงพื้นบ้าน ระดับประเทศ   5 ครั้ง

        - รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศ รางวัลดีเด่นเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านหลายชนิด รวม 219 รายการ

       

       

       

       

       แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่สุขใจเท่ากับงานแสดงที่เข้ามาหาเรามากกว่า 1000 รอบการแสดงหรือมากกว่า 700 ครั้ง/งาน ที่ออกไปรับใช้สังคมทั่วไปทั้งใกล้และไกล แต่ไม่ว่าสิ่งใด เมื่อมีเกิดก็จะต้องมีดับ มีสูงก็ต้องมีต่ำ มีความเจริญก็ต้องมีความเสื่อม มีตัวตายตัวแทนกันตามบทบาทหน้าที่ และที่สำคัญคือ “มีวันสิ้นสุด” ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะมีเวทีให้เด็กได้แสดงความสามารถหรือไม่ ถ้าหากคนรุ่นหลังมีความตั้งใจที่จะสืบทอดงานเพลงให้คงอยู่บนแผ่นดินเกิดเมืองสุพรรณฯ จงตั้งใจทำในสิ่งที่ตั้งใจ ผมรับรองว่ายังมีเวทีอีกมากมายที่กำลังรอความเจริญเติบโตทางสติปัญญาและความสามารถของเด็ก ๆ แล้วจะได้ขึ้นไปโชว์ผลงาน เหมือนอย่างที่วงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯได้ไปทำหน้าที่มาแล้วในหลายจังหวัด ตลอดเวลา 20 ปีเต็ม ครับ

 

ติดตาม ตอนที่ 4 เกาะติดเวทีการแสดงเพลงอีแซว (งานแสดงกลางแจ้งเวทีท้องนา)