ผมได้รับบทความข้างล่างเมื่อวันที่ ๑๓ พ.ย. ๕๓ เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานวิชาการรับใช้สังคมไทย จึงนำมาเผยแพร่ต่อ
การเสริมศักยภาพของชุมชนและมหาวิทยาลัยหลังภัยพิบัติขนาดใหญ่
วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์
เอกสารประกอบการบรรยาย ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
13 พฤศจิกายน 2553
บทนำ
ชุมชนต่าง ๆ ในโลก ต่างมีความเสี่ยงกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ ชุมชนที่มีประสบการณ์มากและมีการจัดตั้งดีจะฟันฝ่าอุปสรรคและฟื้นตัวได้เร็ว ชุมชนที่ขาดประสบการณ์และหรืออ่อนแอด้านการจัดตั้งจะจมปลักอยู่ในความทุกข์ยากเป็นเวลานาน
การพัฒนาความเข้มแข็งและสร้างความพร้อมเป็นกระบวนการที่ต้องทำก่อนประสบภัยพิบัติ แต่เมื่อพัฒนาและเตรียมไม่ทัน ประสบหายนะภัยไปแล้ว ชุมชนก็ยังต้องเรียนลัดจัดการฟื้นฟูเท่าที่จะทำได้ บทความนี้เรียบเรียงข้อเสนอแนะว่าชุมชนน่าจะทำอะไรบ้างในช่วงของหายนะภัย และมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้เคียงกับชุมชนน่าจะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยชุมชน
ความสำคัญของความเข้มแข็งภายในชุมชน
ถ้าชุมชนเข้มแข็ง ก็จะสามารถควบคุมความช่วยเหลือจากภายนอกให้เป็นในทิศทางที่ตนเองต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญกว่านั้นคือชุมชนจะสามารถยืนหยัดด้วยตนเองในระยะยาวและพร้อมที่จะช่วยเหลือชุมชนอื่น ๆ ต่อไป
ประสบการณ์การฟื้นฟูจากหายนะภัยสึนามิสอนคนไทยว่า เมื่อเกิดหายนะภัย คนไทยด้วยกันไม่ทิ้งกัน แต่เงื่อนไขชี้ขาดของการผ่านพ้นวิกฤตด้วยดี และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรวดเร็ว อยู่ที่ปัจจัยภายในชุมชน ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก ถ้าปัจจัยภายในอ่อนแอ ความช่วยเหลือภายนอก นอกจากจะไม่ได้ผลอาจจะประดังกันเข้ามาทำให้ชุมชนลดศักยภาพ ขาดความเชื่อมั่น และอาจจะเกิดการแตกความสามัคคีมากขึ้น
ความเข้มแข็งของชุมชนบางส่วนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ บางส่วนเกิดจากกระบวนการพัฒนาชุมชนในระดับที่กว้างกว่า เช่น ระดับภูมิภาค ประเทศ หรือ นานาชาติ กระบวนการพัฒนาชุมชนแบบนี้สามารถเรียนรู้และถ่ายทอดกันได้ ทำให้ชุมชนที่ขาดประสบการณ์สามารถพัฒนาการจัดตั้งของตนและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ถ้าไม่มีการแนะนำถ่ายทอดบทเรียนปล่อยให้แต่ละชุมชนลองผิดลองถูกกันเองอาจจะต้องเสียเวลามากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในยังเป็นปัจจัยชี้ขาดเสมอ ถ้าชุมชนรวมตัวกันได้ยากเกินไปนักพัฒนาก็อาจจะช่วยไม่ได้ ในทางกลับกัน ชุมชนบางแห่งอาจจะมีพื้นฐานการจัดตั้งดีอยู่แล้ว ความจำเป็นที่จะอาศัยนักพัฒนาจากภายนอกก็น้อยลง
</span>
1 บทความนี้เขียนขึ้นในสภาวะที่ชุมชนรอบอ่าวปัตตานีประสบภิบัติภัยจากพายุดีเปรสช่นและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์กำลังระดมความช่วยเหลือ
กระบวนการแสวงหาและคัดเลือกผู้นำ
ในสังคมจะมีผู้นำตามธรรมชาติแฝงตัวอยู่ทุกแห่ง ผู้นำมักเป็นคนฉลาดหลักแหลม บุคลิกดี เสียสละและคิดถึงส่วนรวมซึ่งคนภายนอกเห็นได้และให้การยอมรับ ผู้นำบางส่วนพัฒนาขึ้นจากความจำเป็นของสถานการณ์ เมื่อทำงานไปมากขึ้นเกิดประสบการณ์และพัฒนาทัศนคติได้ถูกต้องก็จะเป็นผู้นำได้ดีขึ้นตามลำดับ
สังคมที่เข้มแข็งเป็นสังคมที่มีการนำรวมหมู่และมีการรับผิดชอบรายบุคคล การนำรวมหมู่ทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการนำชุมชนจะไม่ขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งและจะไม่ขาดตอน การรับผิดชอบรายบุคคลทำให้การกระจายหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นรูปธรรมและสามารถจัดการได้สำเร็จมีประสิทธิภาพ
ในสภาวะปรกติ ระบบราชการหรือสถาบัน อาจจะมีผู้นำอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว ในภาวะวิกฤตผู้นำอย่างเป็นทางการในอดีตอาจจะไม่พร้อมที่จะนำเนื่องจากเหตุใด ๆ ก็ตาม ชุมชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการต้องช่วยกันจัดการให้ได้มาซึ่งกลุ่มผู้นำที่ดี
อาจจะมีการแบ่งหน้าที่โดยปริยาย เช่น ผู้นำในระบบทางการมีหน้าที่ติดต่อกับทางการ เช่นประชุมรับทราบนโยบายของทางราชการ ส่วนผู้นำอย่างไม่เป็นทางการอาจจะมีหน้าที่ในการประสานการจัดตั้งภายใน รวบรวมความเห็นของชุมชน
การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบอาจจะช่วยให้เห็นผู้นำคนใหม่ ๆ หลายคนได้ชัดเจนขึ้น คนที่ทำงานอย่างเข้มแข็งมีบุคลิกดีในหน้าที่หนึ่งอาจจะได้รับการยอมรับให้รับภาระที่สำคัญขึ้นไปอีก และค่อย ๆ พัฒนาความเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนคนที่หละหลวมในหน้าที่ก็ต้องมีการหาคนเข้าช่วยหรือทำแทน ซึ่งกลุ่มผู้นำต้องช่วยกันจัดการสับเปลี่ยนคนตามความเหมาะสม
งานเฉพาะหน้าที่ของชุมชนที่ต้องรีบจัดคนมาจัดการ
มีงานหลายอย่างเพิ่มขึ้นมากในภาวะวิกฤต ในขณะเดียวกันก็มีคนไม่เพียงพอกับงาน กลุ่มผู้นำต้องพิจารณาความเร่งด่วนของงานแต่ละด้าน ต่อไปนี้เป็นงานที่หน่วยงานบรรเทาทุกข์ระดับนานาชาติเห็นว่ามีความสำคัญเร่งด่วนสูงที่จะต้องจัดตั้งอย่างรวดเร็วและให้ได้ผลดี เพื่องานอื่น ๆ จะเดินตามได้
การรักษาความปลอดภัย
ประสบการณ์จากทั่วโลกบอกเราว่าในสภาวะภัยพิบัติจะมีภัยจากมนุษย์คุกคามซ้ำเติมผู้เคราะห์ร้ายโดยแย่งชิง ปล้นสดมภ์ทำร้าย บริเวณบ้านเรือนที่มีทรัพย์สินที่เปิดเผยจะมีคนเข้าไปเก็บกวาดเป็นของตนเอง ข้าวของที่มีผู้ส่งมาช่วยเหลือเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่งที่จะมีคนมาลักขโมย การมีหน่วยรักษาความปลอดภัยประจำชุมชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ หน่วยเดิมที่เคยปฏิบัติงานได้ดีต้องได้รับการมอบหมายหน้าที่อย่างเป็นทางการ ถ้าไม่พร้อมชุมชนต้องจัดตั้งเวรยามกันเอง เรื่องนี้จึงมีความสำคัญลำดับต้น ๆ
กองการประสานงาน
กลุ่มผู้นำชุมชนมีหน้าที่ประสานหลายอย่าง เช่น
• ตั้งกองบัญชาการหรือกองประสานงานประจำชุมชน ณ จุดที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย และไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
• ฟื้นฟูแหล่งพลังงานอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟฟ้า
• จัดระบบเพื่อการรับข้อมูลข่าวสารจากภายนอก เช่น ข่าวจากสื่อต่าง ๆ วิทยุอาสาสมัคร ฯลฯ
• จัดกระดานประกาศ และข้อความอย่างเป็นระเบียบ เพื่อทุกคนจะได้เห็นและรับทราบร่วมกัน
• การประชาสัมพันธ์กับคนภายในชุมชนผ่านหอกระจายข่าว
• การเก็บฐานข้อมูล เช่น
o หมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานที่สำคัญ ที่อาจจะต้องการความช่วยเหลือเป็นระยะ
o หมายเลขโทรศัพท์มือถือของสมาชิกทั้งชุมชนซึ่งควรจะบันทึกอยู่ในสมุด
• เก็บและประสานข้อมูลด้านความพร้อมของกำลังคนด้านต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเวลา
• ความพร้อมด้านทรัพยากร เช่น
o สภาพคล่อง (เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร) ของส่วนรวม
o ยานพาหนะที่ส่วนรวมสามารถใช้ได้
• การติดต่อกับหน่วยงานภายนอก
• การให้ข่าวต่อสาธารณะและสื่อมวลชน
• การรับแขกที่มาแจกของและถ่ายรูป สัมภาษณ์ ฯลฯ ทำอย่างไรจึงจะสิ้นเปลืองเวลาของชุมชนน้อยที่สุดและชุมชนได้ประโยชน์สูงสุด
• จัดระบบคมนาคมสาธารณะ เช่น รถของชุมชนสำหรับติดต่อโลกภายนอก หรือรถส่วนตัวที่นำมาใช้เพื่อส่วนรวมจะมีวิธีการคิดชดเชยความเสียหายอย่างไร
การจัดการการเงิน
สำหรับชุมชนที่ไม่ห่างจากตัวเมือง เงินเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้ามีเงินเพียงพอการจัดหาสิ่งของที่จำเป็นจากตัวเมืองจะทำได้ในเวลาไม่นานนัก
เนื่องจากเงินมีสภาพคล่องสูง การจัดการจึงล่อแหลมต่อความผิดพลาด ทุจริต และการแตกความสามัคคี ธรรมาภิบาลไม่ได้อยู่ที่ใจของคน ๆ เดียว แต่อยู่ที่ระบบ ต้องจัดระบบการเงินให้ดี แล้วใช้เงินไปแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้เงินมาสร้างปัญหา
ระบบบัญชีการเงินของส่วนรวมต้องดี คือ คล่องตัวและรัดกุม ตัวอย่าง เช่น
o ต้องมีสมุดเงินฝากประจำชุมชน ซึ่งจะถอนเงินได้โดยลายเซ็นต์ของคณะกรรมการที่ชุมชนยอมรับ
o ห้ามใช้บัญชีส่วนตัวเก็บเงินส่วนรวม
o ห้ามใช้บัตร ATM เพื่อสามารถตรวจสอบเงินเข้าออกได้ทุกรายการ
o มีเกณฑ์รับจ่ายซึ่งทุกคนรับทราบและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
o มีบัญชีรับจ่ายซึ่งตรวจสอบได้
o กรรมการรายงานฐานการเงินให้ชุมชนรับทราบเป็นระยะ
การจัดที่อยู่อาศัยชั่วคราว ระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม
พื้นที่ซึ่งมีภัยพิบัติรุนแรงอาจจะฟื้นฟูได้ช้า ชุมชนมักจะต้องจัดสร้างที่พักชั่วคราวในที่ซึ่งสภาพดีกว่า ซึ่งชุมชนต้องปรึกษากันว่าพื้นที่ใดเหมาะสม
ในพื้นที่ใหม่ ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจะมีข้อจำกัดเนื่องจากต้องช่วยเหลือเป็นพื้นที่กว้าง ชุมชนต้องดูและเรื่องสุขาภิบาลกันเองให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดโรคตามมา ซ้ำเติมหายนะที่มีอยู่แล้ว
ทางราชการจะให้ความช่วยเหลือ แต่ก็มีข้อจำกัด ชุมชนต้องช่วยเหลือตนเองเท่าที่จะทำได้โดยจัดให้มีน้ำดื่มและสุขาภิบาลที่ปลอดภัยเป็นอย่างน้อย
น้ำดื่ม
ควรจัดหาที่รองรับน้ำฝนที่ปลอดภัยสำหรับใช้ดื่ม โดยการไขจากก๊อก หรือรินจากภาชนะ
ห้ามใช้วิธีตักน้ำฝนจากภาชนะเพราะเชื้อโรคจากมืออาจจะลงภาชนะเก็บน้ำฝน
ถ้าน้ำดื่มเชื้อเพลิงขาดแคลนไม่สามารถต้มน้ำได้ ให้ใช้น้ำฝนกรอกใส่ขวดพลาสติกใส เขย่าให้อากาศผสมน้ำให้ดี ปิดฝาให้แน่นวางขวดในแนวนอนตากแดดบนแผ่นสังกะสี ถ้าแดดจัดใช้เวลาครึ่งวัน ถ้าแดดอ่อนใช้เวลาสองวัน ถ้าฝนตกไม่มีแดดให้รองน้ำฝนดื่มแทน
ในระยะยาวพึงหลีกเลี่ยงน้ำบรรจุขวด เพราะเป็นต้นตอขยะที่สำคัญ
ส้วม
ถ้าขาดแคลนส้วมและหาหัวส้วมไม่ได้ให้ขุดส้วมหลุมชั่วคราว ลึก 1.5 เมตร กว้าง 1 x 1 เมตร ห่างจากแหล่งน้ำอย่างน้อย 15 เมตร ไม่อยู่ต้นน้ำและต้องมีขอบหลุมสูงเพื่อป้องกันน้ำฝนไหลลงไปในหลุม ใช้ น้ำยาฆ่าเชื่อที่ดีที่สุด คือ ปูนคลอรีน หรือ น้ำยาไฮเตอร์ผสมน้ำ 10 เท่าราดสิ่งปฏิกูล ทุกสองวันให้โรยดินหนาประมาณ 4 นิ้วกลบสิ่งปฏิกูล เมื่อส้วมใกล้เต็มให้ขุดหลุมใหม่ใกล้ ๆ กัน โดยใช้ดินที่ขุดขึ้นมากลบหลุมเดิมให้เต็ม
การจัดการขยะ
ภาวะวิกฤตในชุมชนอาจจะยืดเยื้อยาวนาน ระบบกำจัดขยะโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอาจจะทำงานไม่ได้การจัดการขยะในภาวะวิกฤตภายในชุมชนยังคงต้องถือหลัก 3 R คือ reduce หรือลดขยะ, reuse หรือใช้ของที่ใช้แล้วแต่ยังใช้ได้ซ้ำอีก เพื่อไม่สร้างขยะใหม่ และ recycle คือแยกขยะที่สามารถนำกลับไปสู่ระบบเกษตรกรรม หรือ อุตสาหกรรมออกจากขยะทั่วไป
การลดขยะ (REDUCE)
ขยะจำนวนมากมาจากอาหาร ทั้งของผู้ประสบภัยและผู้มาเยี่ยมเยียน การลดขยะจากอาหารทำได้โดย
o แนะนำให้ผู้ช่วยเหลือจัดหาอาหารที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์หรือมีน้อย เช่น ผลไม้แทนขนม หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบรรจุขวด จัดการหุงหาอาหารรับประทานกันเองจะมีถุงพลาสติกน้อยกว่าการจัดซื้อเป็นห่อหรือถุง
o ใช้ภาชนะที่ล้างได้ เช่นจานปรกติ ไม่ใช้จานกระดาษ ช้อนหรือตะเกียบชนิดใช้แล้วทิ้งเลย
o จัดเก็บอาหารที่เหลือจากการรับประทานอย่างเหมาะสม เช่น นำไปเป็นอาหารสัตว์หรือทำปุ๋ย แทนที่จะทิ้งในกองขยะ
การใช้ซ้ำ (REUSE)
วิธีนี้ดีกว่ารีไซเคิล เพราะไม่ต้องขนส่งและไม่ต้องกลับเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมซึ่งต้องใช้พลังงาน การใช้ขวดน้ำที่ดื่มหมดแล้วบรรจุน้ำฝนและตากแดดฆ่าเชื้อโรคแทนที่จะเปิดน้ำดื่มขวดใหม่ เป็นการนำขวดมาใช้ซ้ำซึ่งช่วยลดขยะได้มาก
กระบวนการ RECYCLE
ในภาวะวิกฤต การ recycle สิ่งที่ใช้แล้วกลับไปสู่ระบบอุตสาหกรรมเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การลดขยะและการใช้ซ้ำจึงสำคัญกว่า การ recycle ในภาวะนี้ส่วนที่ทำได้ก็เฉพาะอาหารที่นำไปเป็นปุ๋ยหรืออาหารสัตว์เท่านั้น
การจัดการสิ่งของช่วยเหลือเพื่อการบรรเทาทุกข์
ในระยะยาว สิ่งของบรรเทาทุกข์มีประโยชน์น้อยกว่าเงิน บางส่วนใช้ได้ยาก เช่น ยารักษาโรค บางส่วนมีความต้องการจำกัด เช่น เสื้อผ้า และมีภาระในการเก็บรักษา ส่วนรวมควรรีบแจกจ่ายให้ทั่วถึงรวดเร็วและยุติธรรมตามเกณฑ์ที่ชุมชนกำหนดกันเอง เพื่อป้องกันการแตกความสามัคคี บางกรณีอาจจะขายสิ่งของบริจาคเพื่อให้ได้เงินมาใช้สอยในสิ่งที่ชุมชนต้องการมากกว่า และเป็นการลดภาระในการเก็บรักษา
ชุมชนอาจจะมีป้ายประกาศของคณะกรรมการชุมชนว่ากำลังขาดแคลนสิ่งใด และไม่ต้องการสิ่งใด เพื่อให้ผู้ให้ได้รับทราบความประสงค์
บทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่
มหาวิทยาลัยมักจะมีเจ้าหน้าที่และนักศึกษาจำนวนหนึ่งมาจากชุมชน การช่วยเหลือชุมชนจึงเป็นการช่วยเหลือบุคลากรของมหาวิทยาลัยเองด้วย
มหาวิทยาลัยไม่มีทรัพยากรการเงินมากนัก แต่ ในภาวะวิกฤตสิ่งที่มหาวิทยาลัยอาจจะช่วยได้ดีเป็นพิเศษได้แก่
o จัดสถานที่พบปะอย่างไม่เป็นทางการของตัวแทนและผู้นำชุมชน อำนวยความสะดวกในการจัดประชุม ระดมความคิดรับความรู้และความช่วยเหลือจากภายนอก
o เป็นฐานปฏิบัติการทางเทคนิคบางประการ เช่น วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม การติดต่อสื่อสาร
o มหาวิทยาลัยอาจจะเป็นจุดที่ราชการรับร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากชุมชนใกล้เคียง
o การเปิดวิทยาเขตต้อนรับชุมชนใกล้เคียงจะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถประเมินสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และจัดส่งความช่วยเหลือที่ตนถนัดได้
o มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับนานาชาติได้ง่าย เนื่องจากมีระบบการสื่อสารและความสามารถด้านภาษาตลอดจนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงควรค้นคว้าสรรหาประสบการณ์ของคนทั่วโลกในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ นำมาเรียบเรียงและถ่ายทอดให้ชุมชนพิจารณา
o มหาวิทยาลัยอาจจะจัดอบรมชาวบ้านเร่งด่วนบางประการ ตามรายการที่ยกตัวอย่างข้างบน เช่น ระบบการเงินและบัญชี การสื่อสาร ระบบสุขาภิบาล การจดบันทึก การจัดฐานข้อมูลอย่างง่าย (ไม่ใช้คอมพิวเตอร์)
o มหาวิทยาลัยอาจจะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ สำหรับการจดบันทึกและการประกาศ และช่วยเร่งแก้ไขข้อขัดข้องทางเทคโนโลยี เช่น ระบบการสื่อในชุมชนในระยะแรก จนกว่าหน่วยงานหลักจะเข้ามาทำงานได้เต็มที่
o องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยมีประสบการณ์การช่วยเหลือภัยพิบัติมากกว่ามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจึงควรอำนวยความสะดวกเป็นจุดประสานงาน และจัดให้อาจารย์และนักศึกษาเรียนรู้กระบวนการฟื้นฟูชุมชนร่วมกันองค์กรพัฒนาเอกชนและชาวบ้าน
o มหาวิทยาลัย ชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง ไม่ควรคาดหวังจากฝ่ายอื่นมากเกินไป สุดท้ายความสำเร็จของการแก้ปัญหาและฟื้นฟูสภาพของชุมชนจะอยู่ที่ตัวชุมชนเอง มหาวิทยาลัยจะเป็นนักเรียนของชุมชนและช่วยชุมชนถ่ายทอดบทเรียนการแก้ปัญหาไปยังสังคมโลกต่อไป
ผมขออนุญาตเติมเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ว่าควรได้ทำงานวิชาการ สร้างความรู้สำหรับป้องกันปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งความรู้เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ย. ๕๓
"มหาวิทยาลัยอาจจะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ สำหรับการจดบันทึกและการประกาศ และช่วยเร่งแก้ไขข้อขัดข้องทางเทคโนโลยี เช่น ระบบการสื่อในชุมชนในระยะแรก จนกว่าหน่วยงานหลักจะเข้ามาทำงานได้เต็มที่"
สำหรับข้อนี้ สามารถใช้ SMS เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้ประสบภัยได้ดีค่ะ (ก่อนที่สัญญาณและแบตเตอร์รี่หมดนะค่ะ) เช่น กระจายเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไปยังเบอร์โทรของผู้ใช้ในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นต้น
และที่ศูนย์ของมหาวิทยาลัยต้องมีระบบบริการ voicemail เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้ฝากเสียงไว้เมื่อรับสายกันไม่ทันค่ะ