ผมเกิดอาการเพ้อฝันนี้เมื่ออ่านนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ ๖ พ.ย. ๕๓ ส่วนที่เป็นรายงานพิเศษเรื่อง Smart Systems


          บทความเรื่อง It's a smart world บอกเราว่า โลกจริงกับโลกดิจิตัลกำลังหลอมรวมกัน ด้วย smart phone, SIS (Societal Information Systems), computing clouds, และ smart systems ที่หลากหลายรูปแบบ ที่กำลังออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท ไอซีที ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย   โดยรับข้อมูลจาก sensors ที่ติดฉลากทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง   ดังในบทความชื่อ A sea of sensors

          โลกของเรากลายเป็นโลกติดฉลาก เป็นฉลากที่ปล่อยข้อมูลออกจากตัวเองได้ คือเป็น wireless tag รวมทั้งต่อไปจะสร้างพลังงานขึ้นมาเลี้ยงตัวเองได้   ข้อมูลเหล่านี้เอามาประมวลใช้งานควบคุมระบบต่างๆ ในสังคม   ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร   ดังในบทความชื่อ Making every drop count ซึ่งเล่าเรื่องการนำมาใช้ในการจัดการน้ำ   ทั้งระบบน้ำประปาและการเก็บน้ำจากฝนและไอน้ำ   รวมทั้งในการจัดการพลังงานไฟฟ้า

          หลายประเทศกำลังดำเนินการพัฒนาระบบ “เมืองฉลาด” (smart city)   ดังในบทความ Living on a platform   คล้ายๆ เป็นเมืองที่มี neural network เป็น distributive brain เชื่อมต่อ sensors ที่มีอยู่ทั่วไปหมด และมีระบบ central processing เพื่อรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ

          เมืองฉลาดเหล่านี้เป็นเมืองที่สร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เป็นเมืองฉลาด โดยโครงการนั้นถือเป็น R&D ไปด้วย เช่นเมือง Songdo City ใกล้กรุงโซลของเกาหลีใต้ จะรองรับพลเมือง ๖๕,๐๐๐ คน ค่าก่อสร้างทั้งหมด ๓๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ  

          PlanIT Valley ในประเทศปอร์ตุเกศ จะรองรับพลเมือง ๑๕๐,๐๐๐ คน ค่าก่อสร้าง ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ   เมืองเหล่านี้จะเป็นเมืองสมัยใหม่ ให้ความสะดวกในชีวิตความเป็นอยู่ และในการทำงาน  แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะมี   จากการที่บริการต่างๆ จะเป็นแบบที่ “รู้ความเหมาะสม” ในขณะนั้น   จาก “อวัยวะรับรู้”, “สมอง”, และ “ระบบประสาท” ของเมือง

          ผมอ่านไปก็คิดไปว่ามนุษย์คงจะมีชีวิตย้อนยุคกลับไปคล้ายชีวิตสมัยก่อนในบางด้าน   เช่นด้านความเป็นส่วนตัว (privacy)   ตอนผมเป็นเด็ก อยู่บ้านนอก สังคมไม่มีความคิดเรื่องความเป็นส่วนตัว   บ้านไหนมีอะไร ทำอะไร รู้กันหมด  แม้สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารหรือ ICT ใดๆ   ผมไปรู้จักความเป็นส่วนตัวเอาตอนไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา   และหลังจากนั้นสังคมไทยเราก็ค่อยๆ เป็นสังคมที่เคารพความเป็นส่วนตัวต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ   แต่เจ้า “เมืองฉลาด” นี้คงจะทำให้รักษาความเป็นส่วนตัวยาก   เพราะมี sensor อยู่รอบตัวเต็มไปหมดทุกที่รวมทั้งในห้องนอน

          บทความสุดท้ายใน Special Report on Smart Systems ความยาว ๒๐ หน้านี้ ชื่อ Herror worlds ช่วยยืนยันว่าที่ผมวิตกนั้น เป็นความจริง  และมีคนอื่นอีกมากที่วิตกทำนองเดียวกัน   เป็นข้อจำกัดที่จะต้องก้าวข้ามให้ได้

          บทความเรื่อง Augmented business และ The IT paydirt บอกว่าบริษัท Pachube (อ่านว่าเพ็ชเบ) ที่ลอนดอน เริ่มทำธุรกิจขายข้อมูลจาก sensor สำหรับเอาไปใช้ในการทำธุรกิจ   และมีบริษัท start-up อีกจำนวนมากที่ทำธุรกิจจากข้อมูลจาก sensor ในรูปแบบต่างๆ   เป็นสินค้ามูลค่าสูงแต่ไร้น้ำหนัก 

          บทความเรื่อง Your own private matrix บอกว่ามีคนเก็บข้อมูลต่างๆ ทั้งหมดของตนในรูป ดิจิตัล   รวมทั้งมีบริษัทให้บริการติดตามกิจกรรมของบุคคล เช่น physical activity แล้วรายงานให้เจ้าของทราบ   ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นสินค้าสำหรับนำไปหาความหมายภาพใหญ่   สำหรับใช้หาช่องทางธุรกิจ

          แต่ไม่ใช่ว่าการเชื่อมต่อข้อมูลจะสะดวกดาย   ยังมีข้อจำกัดด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ด้านความเห็นแก่ตัวของมนุษย์   ดังในบทความ Sensors and sensibilities ที่ยกตัวอย่างที่ฐานข้อมูลต่างระบบต่างก็แยกเป็นของตนเอง ไม่ยอมเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอื่น  ในทำนอง silo mentality  เพื่อปกป้องอำนาจของตน   เป็นเรื่องที่จะต้องเอาชนะเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีชีวิตใหม่ของมนุษย์ในอนาคต

          โลกเขาเตรียมเปลี่ยนแปลงใหญ่ หาทางสร้างเมืองฉลาดอยู่   แต่คนไทยยังรบแย่งอำนาจกันเองไม่เสร็จ เราจะล้าหลัง ถูกเขาทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ  

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๔ พ.ย. ๕๓