ปีนี้ฝนชุก ทำให้ผมนึกถึง “ดอกเห็ด” ซึ่งมักจะเห็นผู้คนเก็บมาขายกันในช่วงฤดูกาลนี้ของปี ด้วยสภาพฝนฟ้าอากาศเอื้ออำนวยทำให้เห็ดสารพัดชนิดเติบโตได้อย่างดี ซึ่งหากอุปมาเรื่องความรู้ เปรียบเหมือน ดอกเห็ด แล้วละก้อ ผมก็จะนึกถึงกรณี บริษัท เอ็นโอเคพริชิชั่น คอมโพเนนท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปล่านะครับ! ที่นี่ไม่ได้เพาะเห็ดขาย แต่ที่นี่มีสิ่งหนึ่งที่เติบโตแบบขยายตัวคล้ายดอกเห็ด นั่นก็คือ “ความรู้” เป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานด้านอุตสหกรรมผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนประกอบของ Hard Disk และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมันดูงอกงามและบานสะพรั่งเต็มพื้นที่โรงงานเสียเหลือเกิน
ผมพูดเกินไปหรือเปล่า? ที่ว่า “ความรู้” ของที่นี่บานสะพรั่งเต็มไปหมด อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ขอแนะนำว่าต้องไปดู ไปคุยที่ NOK ด้วยตนเอง เสียก่อน
ลานกิจกรรม วันกิจกรรม

วันนั้นผมไปเยี่ยม NOK เป็นวัน NOK Activity Day ผมคาดหวังอยากไปสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ไปแบบไม่เป็นทางการ ไปมองดูการดำเนินชีวิตของผู้คนใน ชุมชน NOK อย่างที่เขาเป็น อยู่ คือ จริงๆ วันนั้น ถนนหลังอาคารโรงงาน ๑ ถูกปัดกวาด เอาเวทีมาวาง มีบูธเรียงแถวไปสองข้างทางตลอดแนวหลังโรงงาน บนเวทีมีวงดนตรีขับกล่อม นักดนตรีทุกคนเป็นพนักงานของ NOK คุณสราวุฒิ พันธุชงค์ Department Manager เล่าให้ฟังว่า นักดนตรีที่เห็นนั้น มาจากหลายแผนก หนึ่งในนั้นมีพนักงานขับรถพี่สุรพงษ์ ศุภจรรยา MD อยู่ด้วย เป็นมือกลองของวง ตอนนั้นเวลาก่อน ๑๑ โมงครึ่ง ก็มีเสียงเพลงบรรเลงสดบนเวทีแล้ว แต่พนักงานใน line การผลิตบางส่วนก็ยังคงทำงานอยู่ บางส่วนก็ทะยอยกันออกมา
ผมสอบถามคุณสราวุฒิว่างานนี้มีที่ไปที่มาอย่างไรบ้าง? ได้คำตอบว่า เดิมทีเดียว กรรมการคณะทำงานแต่ละชุดตามเครื่องมือแต่ละประเภท จะกำหนดวันจัดกิจกรรม เช่น Safety Week, Quality Week อะไรประมาณนี้ ซึ่งก็มีหลายกิจกรรม ทำแยกกันเป็นเรื่องๆไป หากมาคิดรวมๆแล้วลงทุนเยอะ คุมงบประมาณไม่ค่อยได้ แถมมีข้อเสียตรงที่มันแปลกแยกการทำงานกันมากเกินไป เลยปรับใหม่ ให้ทุกเรื่องที่ทำและใช้ใน NOK กรรมการทุกชุดมาคุยร่วมกันออกแบบสสร้างเป็นพื้นที่บูรณาการทำไปพร้อมกันที่เดียวเลย เป้าหมายหลักๆ คือ ต้องการให้คนใน NOK ได้รู้ว่าในองค์กรของเขามีทำอะไรกันบ้าง? จึงเกิดวันนี้ขึ้นมา ดังนั้น ในงานนี้ก็จะมีบูท ๘ บูธ ซึ่งมาจากแนวคิด ๘ เสาหลัก (Pillar) ที่เป็นองค์ประกอบหลักๆ ของ TPM (Total Productive Maintenance) และยังมีบูธอื่นเพิ่มเติมอีก ๕ บูธ ได้แก่ ๕ ส. ประหยัดพลังงาน มาตรฐานแรงงานไทย และ จัดการขยะ งานนี้จัดปีละครั้ง แต่ละปีจัด ๒ รอบใกล้ๆกัน รอบแรกสำหรับคนทำงานกะกลางวันครั้งหนึ่ง และรอบหลังสำหรับคนทำงานกลางคืนอีกครั้งหนึ่ง ใช้เทคนิคง่ายๆแบบ walk rally ทุกคนก็จะไปทัวร์ทุกบูธ เข้าไปแต่ละบูธก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก แถมได้ความรู้เรื่องนั้นเพิ่มอีก มีของรางวัลแทบทุกบูธ นอกจากนั้น ยังมีบูธของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาลในพื้นที่ หรือ vendor ก็ได้รับเชิญมาร่วมด้วย ปีนี้คุณสราวุฒิบอกว่าเน้นสัดส่วนสาระให้มากขึ้น ซึ่งแต่เดิมบรรยากาศบันเทิงจะมากกว่าสาระคิดเป็นสัดส่วนโดยประมาณ ๖๐: ๔๐
จะเห็นว่ากิจกรรมใช้เวลาไม่มากนัก แค่ช่วงพักกลางวัน แต่อย่างน้อยก็สร้างสีสันการเรียนรู้ให้ไม่น่าเบื่อ ที่จริงวันนี้เป็นเพียงแค่วันกิจกรรมที่ต้องการให้คนเห็นภาพใหญ่ แต่ยังมีวันอื่นอีกที่เจาะลึกในบางประเด็นเน้นเนื้อหาเฉพาะมากขึ้น และตัวบุคคลก็จะเฉพาะเจาะจงอีกเช่นกัน
อีกมุมหนึ่งของงานที่น่ารัก คือ พนักงานได้เรียนรู้อะไรไปก็จะได้มีโอกาสลองทำมาเสนอในงานนี้เช่นกัน อย่างเช่น คนที่เรียนการทำ ปาท่องโก๋ และก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ปกติแล้วบริษัทจะจัดหาวิทยากรจากภายนอกมาสอนให้พนักงานที่สนใจอยากเรียน จัดให้มีการเรียนทุกเย็น หลังเลิกงาน เก็บเงินค่าเรียนจากพนักงานเพียงคนละ ๕๐ บาท ส่วนที่เหลือบริษัทจ่ายให้ เงินที่บริษัทเอามาจ่ายให้ก็ไม่ได้มาจากไหนละครับ มาจากเงินขายขยะที่พนักงานร่วมไม้ร่วมมือกันนั่นเอง จุดนี้ก็น่าสนใจอีกเหมือนกัน การที่ให้พนักงานทำอะไร แล้วจะถูกเชื่อมโยงให้เห็นว่า ประโยชน์จากการทำสิ่งเหล่านั้น มันกลับมาถึงตัวคนทำได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขอโอกาสท่าน Thawat สกัดสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นจากบันทึกอันทรงคุณค่านี้ ถ้าหากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไปขอท่าน Thawat ได้ให้ความกรุณาชี้แจงเพิ่มเติม
สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วต้องการที่จะพรรณาออกมาจากกิจกรรมนี้ก็คือ ภาพของสัดส่วนระหว่างการปฏิบัติงานจริงกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เหมาะสมและกลมกลืน
ต้องยอมรับด้วยความสัตย์จริงว่า ข้าพเจ้ามองเห็นสัดส่วนของภาพระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการปฏิบัติงานจริงของหน่วยงานราชการว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กินเวลาของข้าราชการไทยไปเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเวลาที่จะทุ่มเทให้กับ "การบริการประชาชน"
แต่ในองค์กรนี้ ข้าพเจ้าได้เห็นสัดส่วนที่ลงตัวทำให้พลังแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้สำแดงเดช
เพราะองค์กรที่เน้นการปฏิบัติจริงเป็นหลัก และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตบท้ายเพื่อเสริมการปฏิบัติงานหลักนั้นย่อมเกิดศักยภาพในการทำงานที่แท้จริง
ความรู้จะบานสะพรั่งมากถ้าหากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นเกิดจาก Tacit knowledge ของผู้ปฏิบัติงาน
ในองค์กรเอกชน ตามปกติผู้บริหารย่อมไม่ปล่อยให้พนักงาน "ทิ้งงาน" ถึงจะมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นมาก็ตาม คุณก็ต้องทำงานตามหน้าที่ให้เสร็จลุล่วงเสียก่อน...
ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นส่วนตัว (ซึ่งอาจจะผิด) ว่า หน่วยงานราชการ น่าจะนำหลักการขององค์กรธุรกิจไปใช้ คือ ไม่ปล่อยให้พนักงานละทิ้งหน้าที่หลักของตนเองเพื่อไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หรือปรับเปลี่ยนงานบริการประชาชนเป็นงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อหวังแต่ผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
Case study ขององค์กรนี้มีผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์
ถ้าหากได้เห็นภาพการจัดแบ่งงาน หรือคำพรรณาลักษณะงาน Job description ของพนักงานตามสายงานต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีขึ้นภายในองค์กรจะสามารถถอดบทเรียนนำไปเป็นแบบเป็นฐานให้กับนักวิชาการในมหาวิทยาลัยได้เลย
วันนี้ถึงเวลาแล้วที่สังคมจักต้องยอมรับว่า คนที่พัฒนาการทางวิชาการที่ดีที่สุดอยู่ในองค์กรเอกชน มิใช่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว
เพราะเอกชนไม่ทิ้งงาน งานอันเป็นงานประจำ ดังนั้น เมื่องานประจำไม่บกพร่อง ผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการจึงไม่เศร้าหมอง
งานหลักคือหัวใจของงาน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะช่วยเสริมสร้างงานหลักนั้นให้ "พัฒนา..."