สกอ. ขอข้อเขียนสำหรับนำไปลงรายงานประจำปี ๒๕๕๓ โดยที่ปีที่แล้วได้เขียนเป็นปีแรก (อ่านได้ที่นี่ ) ของปี ๒๕๕๓ มีข้อความต่อไปนี้
สารประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
การกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาในปีงบประมาณ ๒๕๕๓
หน้าที่ของคณะกรรมการการอุดมศึกษาตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีดังนี้ “คณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึษา โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”
ในพระราชพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๑๖ กำหนดไว้ดังนี้ “ให้มีคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศที่เกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงาน
นอกจากหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษามีหน้าที่ให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย ตลอดทั้งให้มีอำนาจเสนอแนะและให้ความเห็นในการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปให้แก่สถานศึกษาระดับปริญญา ทั้งที่เป็นสถานศึกษาในสังกัดและสถานศึกษาในกำกับแก่คณะรัฐมนตรี”
ตามที่กล่าวข้างบนนั้น คืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งแม้จะเป็นหลักที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาในยุคปัจจุบัน ที่รัฐให้ความเป็นอิสระแก่สถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มสูงมาก โดยฝากความรับผิดชอบไว้แก่สภามหาวิทยาลัย และนอกจากนั้น ในความเป็นจริงการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษามีความซับซ้อนมาก มีหน่วยงานจำนวนหลายสิบหน่วยเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลนี้ จึงได้มีความพยายามสร้างนวัตกรรมในการทำงานของ กกอ./สกอ. เพื่อใช้ความรู้เชิงระบบ ในการขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษา โดยผ่านกลไกสำคัญ ๒ กลไก คือคณะอนุกรรมการด้านการวิจัยระบบอุดมศึกษา และสถาบันคลังสมองของชาติ โดยที่การทำงานจริงๆ ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและเรียนรู้วิธีทำงาน
เป็นการทำงานขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษาให้ทำงานรับใช้ประเทศ และประสานสอดคล้องกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ของสังคม โดยใช้กลไกการสร้างความรู้เชิงระบบ นำมาสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนของประเทศได้เข้ามามีส่วนในการกำกับดูแล นี่คือยุทธศาสตร์สื่อสารสาธารณะเพื่อการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา
ยุทธศาสตร์ประการที่ ๓ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในปี ๒๕๕๓ คือการสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผ่านหลักสูตรธรรมาภิบาลอุดมศึกษา ที่จัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ
ยุทธศาสตร์สำคัญประการที่ ๔ และน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่เริ่มต้นในปีนี้ คือยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุดมศึกษาให้เข้าไปทำงานใกล้ชิดกับภาคชีวิตจริงในสังคม ถือเป็นหลักหมายสำคัญของการสิ้นสุดยุคอุดมศึกษาห่างเหินสังคม (ซึ่งดำเนินมากว่า ๓๐ ปี) เริ่มต้นยุคอุดมศึกษาใกล้ชิดสังคม โดยที่ กกอ./สกอ. จะดำเนินการสถาปนาระบบวิชาการสายรับใช้สังคมไทยขึ้นมา แนวทางนี้เป็นที่ยอมรับโดยรัฐบาลปัจจุบัน และจะต้องพัฒนาระบบวิชาการสายใหม่นี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย ๑๐ ปี ให้เป็นระบบวิชาการรับใช้สังคมไทย คู่ขนานและส่งเสริมซึ่งกันและกันกับระบบวิชาการที่เรามีอยู่แล้ว คือสายนานาชาติ
วิจารณ์ พานิช
๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓